ตอนที่ 48
หมาดำ จิ่วโม่
หานเฟิงมองร่างที่เป็นหินของอสูรเสือดำอย่างขุ่นเคือง เป็นมันถูกอสูรเสือดำใช้ขวดเคลือบที่บรรจุไว้ด้วยยาพิษลวงหลอก ก่อนจะสังเกตเห็นว่า บนนิ้วที่เป็นหินสวมใส่เอาไว้ด้วยแหวนมิติสีแดงหนึ่งวง
หานเฟิงทุบทำลายนิ้วศิลาอย่างไม่ยากเย็น เมื่อตกตายไปแล้ว สังขารที่ไร้ลมปราณเกื้อหนุน ก็มิได้แกร่งดุจเหล็กกล้าตามที่มันเคยกล่าวอีกต่อไป
หานเฟิงตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในแหวน กลับพบว่า ที่เก็บเอาไว้กลับเป็นแหวนมิติสีฟ้าอีกสี่วง นอกจากนั้นยังมีเครื่องแต่งกาย และอาวุธระดับปฐพี เป็นกระบี่เหล็กเล่มโต เป็นกระบี่หนัก เจ้าอสูรเสือดำคงมั่นใจมาก ว่าสามารถเอาชัยต่อมันได้โดยมิต้องใช้อาวุธ จึงมิเห็นมันเรียกกระบี่หนักเล่มนี้ออกมา
หานเฟิงละความสนใสจากสิ่งของทั้งหมด เพราะที่มันต้องการมีเพียงแค่ยาถอนพิษ จึงเรียกเอาแหวนมิติสีฟ้าทั้งสี่วงออกมาชมดู กลับปรากฏว่า ทั้งหมดล้วนใส่เต็มไว้ด้วยทองคำ เป็นทองคำก้อนที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป ล้วนเป็นทองคำที่ขุดได้จากในเหมือง
เห็นเช่นนั้นหานเฟิงก็ขมวดคิ้วมุ่น ทองคำมากมายนัก เป็นมูลค่าทรัพย์สินที่มากมายเหลือคณานับ หากสิ่งที่มันต้องการในยามนี้ กลับมิใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่เป็นยาถอนพิษ ที่จะต้องนำกลับไปช่วยเหลือซวงเอ๋อร์
หานเฟิงสลับเอาแหวนมิติสีฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยทองคำใส่ไว้ในแหวนมิติของตน ก่อนจะสวมแหวนสีแดงที่ได้จากอสูรเสือดำวงนั้นลงบนนิ้วมืออีกข้าง
“ เหลือแต่ต้องค้นหาเอาตามกระโจมแล้ว”
กล่าวจบก็มุ่งตรงเข้าไปในกระโจม หากผ่านไปเพียงครู่ เปลวอัคคีก็ลุกพรึบขึ้นมา เป็นหานเฟิงเผากระโจมหลังนั้นทิ้ง เมื่อมันไม่พบสิ่งที่กำลังตามหา
เวลาล่วงผ่าน กระโจมแล้วกระโจมเล่าปรากฏเปลวอัคคีลุกโชนขึ้นมา หากหานเฟิงยังไม่หยุดการค้นหา เพราะสิ่งที่มันต้องการ ยังไม่พบเจอ
กระทั่งที่กระโจมสุดท้ายปรากฏเปลวอัคคีลุกโชนชึ้น เสียป่าวร้องด้วยความเดือดดานก็ดังออกมาจากเปลวเพลิง
“ บัดซบ!!!...”
ก่อนจะก้าวเดินออกมาด้วยเงาร่างในชุดสีดำ ย่อมเป็นหานเฟิง หากมันที่ยามนี้กลับแผ่เป็นกลิ่นอายสังหารเย็นเยียบ เพราะว่ามันไม่อาจพบเจอในสิ่งที่มันต้องการ
หานเฟิงแหงนหน้าทอดสายตามองท้องฟ้า มองหมู่ดาวที่เคลื่อนคล้อย รุ่งสางใกล้มาเยือน ยิ่งคิดยิ่งพาให้หานเฟิงเศร้าโศกเสียใจ ซวงเอ๋อร์ที่ต้องพิษ กำลังจะจากมันไปในไม่ช้านี้ ซึ่งมัน ที่แม้จะได้พบเจอกับนางได้เพียงไม่นาน หากความรู้สึกที่มอบให้ ก็มิใช่ลวงหลอก ยามนี้มันจึงรู้สึกเสียใจยิ่ง ที่กำลังจะต้องสูญเสียน้องสาวผู้นี้ไป
หานเฟิงย่างเท้าเดิน ทิศทาง กลับไปยังหมู่บ้าน กลับไปหาซวงเอ๋อร์ แม้ว่านางกำลังจะจากมันไป หากมันก็ขอให้ลมหายใจสุดท้ายของนาง ได้สิ้นสุดลงในอ้อมอกของมัน
กระทั่งที่หานเฟิงมาถึงหมู่บ้าน ก้าวเท้าเข้าไปในโรงหมอ ตรงดิ่งไปยังห้องของซวงเอ๋อร์ ก่อนจะพบว่า ในห้องมิได้มีเพียงซวงเอ๋อร์ที่นอนอยู่แค่ผู้เดียว กลับมีคนผู้หนึ่งยืนมองนางอย่างสงบนิ่ง มิใช่ผู้เฒ่าเคราขาวที่เป็นหมอ ทั้งมิใช่ใช่ผู้ใดในโรงหมอ ซึ่งคนผู้นี้เป็นชาย รูปร่างสูงใหญ่ อายุวัยประมาณยี่ห้ายี่สิบหก ผิวกายคล้ำ ทั้งกลางหลังยังสะพายไว้ด้วยกระบี่หนักเล่มหนึ่ง
ทังทีที่หานเฟิงก้าวมาถึงปากประตู ชายผู้นั้นก็เหลียวหน้าสบตากับหานเฟิง ไร้ซึ่งคำกล่าวสนทนาใด หานเฟิงสืบเท้าขึ้นหน้า พร้อมกับดาบสีเงินที่ปรากฏขึ้นในมือ ดาบสีเงินวาดออกด้วยสภาวะคุกคาม ไร้ทักษะวิชา หากดุดันและบ่งชัดถึงความต้องการที่มิจำเป็นต้องกล่าวเป็นคำพูด…
“ เคร้งงงงง…”
กลับตามมาด้วยเสียงปะทะกันของโลหะดังกังวานลั่น เป็นกระบี่หนักที่อยู่กลางแผ่นหลังของชายผิวคล้ำ ได้ถูกชักดึงออกมาต้านรับอย่างทันท่วงที
ซึ่งมีเพียงแค่เสียง ไร้คลื่นพลังทะลักทลาย ทั้งหานเฟิงก็เพียงแค่สืบเท้าฟันออก มันเพียงใช้สภาวะดาบ ขับไล่บุรุษตรงหน้าให้จากไป ที่มันมิลงมือสังหารต่อชายผู้นี้ เป็นเพราะก่อนหน้า มันสัมผัสไม่ได้ ถึงกลิ่นอายประสงค์ร้ายที่มีต่อซวงเอ๋อร์
“ ตอบแทนน้ำใจกันเช่นนี้?”
ผู้กล่าวคือชายผิวคล้ำ หานเฟิงได้ยินคำจึงถอนดาบออกมา ก่อนจะเก็บกลับคืนเข้าไปในแหวนมิติ หากสายตาที่จับจ้องมองบุรุษเบื้องหน้านั้น ยังคงแฝงไว้ด้วยความแคลงใจ
“ เจ้าเป็นใคร?”
“ คงเป็น ผู้ที่เจ้าติดค้างหนี้น้ำใจกระมัง”
ชายผิวคล้ำกล่าว พร้อมกับเก็บกระบี่หนักพาดสะพายไว้กลางหลัง
หานเฟิง เหมือบสายตามองดูซวงเอ๋อร์อีกครา จึงค่อยเห็นชัดว่า นางแลดูดียิ่ง นางคล้ายเพียงนอนหลับอย่างสงบ ไม่คล้ายว่าจะเจ็บปวดแต่อย่างใด
“ เป็นข้ามอบยาถอนพิษให้กับปีศาจน้อยนี่”
“ เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าข้าและนาง ข้องเกี่ยวกัน” หานเฟิงพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกปิติยินดี กล่าวถามออกไปด้วยเสียงที่ราบเรียบ
“ บนร่างนาง เต็มไปด้วยกลิ่นของเจ้า”
“ กลิ่น?” หานเฟิงทวนคำอย่างงุนงง กลิ่นนั้นย่อมมี หากมันกลับแยกไม่ออกแต่อย่างใด ทว่า ฉับพลันนั้น มันก็คล้ายจะเข้าใจได้ถึงเรื่องราวบางประการ
“ เจ้าเองก็เป็นปีศาจ” หานเฟิงโพลงขึ้น
“ แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรละ?”
“ แล้วทำไมถึงได้ช่วยนาง?”
“ นั่นเป็นคำพูดที่เจ้าสมควรจะกล่าว?”
“ อยากได้คำขอบคุณ ข้าก็ต้องทราบถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้า”
“ เช่นนั้นก็ไว้รอนางตื่นขึ้นมาก่อน แล้วเจ้าค่อยถามเอาจากปากของนางเองก็แล้วกัน”
ชายผิวคล้ำกล่าวขึ้น ก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งที่กลางห้อง ส่วนหานเฟิงที่ได้ยินคำก็มองชายตรงหน้าอย่างงุนงงสงสัย ขบคิดไปว่า เป็นซวงเอ๋อร์รู้จักกับคนผู้นี้อยู่ก่อนแล้ว? หากสุดท้ายก็ละความสนใจไป เป็นเพราะยามนี้ มันยินดียิ่ง ที่มิต้องสูญเสียซวงเอ๋อร์ไป
หานเฟิงจึงนั่งลงเช่นกัน ทั้งไม่กล่าวคำใดต่อ สภาพภายในห้อง จึงเป็นสองบุรุษที่นั่งเงียบกับปีศาจสาวที่ยังคงหลับไม่ได้สติ กระทั่งรุ่งสางมาเยือน ชายชราเคราขาวก็เข้ามาในห้อง ซึ่งคล้ายว่ามันจะทราบอยู่ก่อนแล้ว ว่าซวงเอ๋อร์ได้รับยาถอนพิษ จึงเพียงแค่ตรวจดูอาการของนางคร่าวๆ แล้วเสร็จจึงจากไป
เวลาล่วงผ่านจนกระทั่งตกเย็น ในที่สุด ซวงเอ๋อร์ก็ได้สติ นางลืมตาตื่น จับจ้องมองหานเฟิงที่ส่งยิ้มบางมาให้ นางจึงยิ้มตอบ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นว่า มีคนอีกผู้หนึ่ง ที่นั่งอยู่ไปไม่ไกลห่าง ทั้งดวงตาคมกล้าคู่นั้น ก็จับจ้องมองมายังนางเช่นกัน
“ อ่ะ!!...”
ซวงเอ๋อร์ส่งเสียงออกมาอย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า
“ เจ้าหมาดำ นั่นเจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?”
“ นังเด็กปากเสีย เจอหน้ากันก็สาปแช่งข้าเลยรึ? มิยักรู้ว่ามารดาเจ้าสอนให้เจ้าขอบคุณคนที่ช่วยชีวิตเช่นนี้”
“ ช่วยชีวิต?!!!...” ซวงเอ๋อร์ทวนคำอย่างแตกตื่นงุนงง ก่อนจะได้ยินเสียงของหานเฟิงกล่าวขึ้นว่า
“ เป็นเจ้าต้องพิษ…” หากกล่าวได้เพียงเท่านั้น ก็พลันต้องถูกบุรุษผิวคล้ำกล่าวแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ จึงได้ข้าผู้นี้นำยาแก้พิษมาช่วยเจ้าไว้” มันกล่าวพร้อมตบไปที่แผ่นอกของตัวเอง
ซวงเอ๋อร์ชมมองอย่างงุนงง ก่อนจะเหลียวหน้ามองหานเฟิง จึงเห็นว่าหานเฟิงก็เอียคอพยักหน้าเป็นทำนองว่า ก็ประมาณนั้น…
“ แล้ว ไฉนเจ้าจึงมาที่นี่”
ผู้กล่าวเป็นซวงเอ๋อร์ ที่กล่าวด้วยย่อมเป็นบุรุษผิวคล้ำผู้นั้น
“ เป็นข้าเข้าไปที่หุบเขาของเจ้า...” กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุด มันมองดูแววตาที่สลดลงของซวงเอ๋อร์ก่อนจะกล่าวถามขึ้น
“ เกิดเรื่องอะไรขึ้นในหุบเขา ไฉนสภาพจึงกลายเป็นเช่นนั้นไป?”
“ ทุกคนตายหมดแล้ว เหลือเพียงข้าผู้เดียว” ซวงเอ๋อร์กล่าวเสียงแผ่ว
“ อื่ม ข้าทราบแล้ว กลิ่นอายความตายอบอวลถึงเพียงนั้น ยังคิดว่าเจ้าเองก็ไม่รอด หากมิใช่เป็นพบกลิ่นของเจ้าที่นอกหุบเขา จึงได้ตัดสินใจติดตามมา แล้วที่แท้มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ เรื่องมันยาว ไว้มีเวลาข้าจะเล่าให้ฟังภายหลัง”
“ ไฉนไม่เล่าตอนนี้?”
“ ก็ข้ายังไม่อยากเล่า...”
“ แล้ว…”
“ อ แอ่มมม…”
กลับเป็นเสียงกระแอมไอดังขึ้นจากหานเฟิง เมื่อคนทั้งสองสนทนากัน จนคล้ายกับว่ามันกลายเป็นส่วนเกินในห้อง จึงอดไม่ได้ที่จะต้องส่งเสียงขึ้นมา
“ พี่ใหญ่ ท่านไม่สบาย?”
ซวงเอ๋อร์หันไปถามหานเฟิงอย่างเป็นห่วง ก่อนที่คำกล่าวของบุรุษผิวดำจะทำให้ซวงเอ๋อร์ละความสนใจจากหานเฟิง
“ หืม!!!... เจ้าเรียกมนุษย์นี่ว่าพี่ใหญ่?”
“ ถูกแล้ว...”
“ เพ่ย มนุษย์ไม่เคยนับญาติกับพวกเราเผ่าพันธ์ปีศาจ”
“ แต่พี่ใหญ่เป็นญาติข้าจริงๆนะ”
“ เจ้าเอาที่ไหนมาพูด ว่ามนุษย์เป็นญาติกับเจ้า”
“ เรื่องนั้นต้องย้อนกลับไปเมื่อราวห้าพันปีก่อน”
“ เพ่ย ยามนั้นเจ้ายังไม่เกิดด้วยซ้ำ”
“ ข้ารับทอดความทรงจำมาจากท่านแม่แล้ว” ซวงเอ๋อร์กล่าว พร้อมกับชี้ไปที่แต้มชาดกลางหน้าผาก
บุรุษผิวคล้ำได้ยินคำก็รู้สึกอึงงัน ก่อนจะเหลียวหน้ามองหานเฟิงอย่างงุนงง
“ เจ้าเป็นญาติกับนาง?”
“ นางคล้ายจะไม่โกหก” หานเฟิงตอบกลับไป
บุรุษผิวคล้ำกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะเหลียวหน้ากลับไปมองซวงเอ๋อร์ ที่ยังคงทอดนอนอยู่บนเตียง
“ กลับมีเรื่องเช่นนั้น...” น้ำคำของมันคล้ายไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง ก่อนที่มันจะได้ยินเสียงกล่าวของหานเฟิงดังขึ้นว่า
“ เจ้ารู้จักมัน?”
ที่หานเฟิงกล่าวพูดด้วยคืนซวงเอ๋อร์ ส่วนคำว่า “ มัน” ถ้าเป็นไปตามที่นิ้วชี้ไป ก็จะเป็นบุรุษผิวคล้ำผู้นั้น
หานเฟิงเห็นซวงเอ๋อร์พยักหน้ารับจึงกล่าวขึ้นต่อว่า
“ ยังคงเข้าใจว่าเจ้าไม่รู้จักกับผู้ใดอีกแล้วจริงๆ”
“ ยังคงยังเว้นให้กับจิ่วโม่ผู้นี้”
“ จิ่วโม่...” หานเฟิงทวนคำที่ฟังคล้ายว่าจะเป็นชื่อของชายผู้นี้
“ อื่ม มันเรียกว่าจิ่วโม่ เป็นเผ่าพันธ์ปีศาจหมาป่าทมิฬ”
“ ก็ยังเข้าใจว่าเผ่าปีศาจจิ้งจอกมายาเจ้าอาศัยแต่ภายในหุบเขา ไม่ติดต่อกับผู้ใด”
“ ไม่ติดต่อ หากเป็นจิ่วโม่ผู้นี้เข้ามาเยือนถึงในหุบเขา”
หานเฟิงได้ยินคำก็เหลียวหน้าไปมองดูบุรุษผิวคล้ำที่ชื่อจิ่วโม่ผู้นี้ เห็นว่าอยู่ในลักษณ์ของมนุษย์ จึงเข้าใจว่าเป็นเคล็ดวิชาจำแลงกายของพวกปีศาจ
“ เผ่าพันธ์ปีศาจหมาป่าทมิฬ...” หานเฟิงทวนคำ ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า
“ วิชาแปลงกายของพวกเจ้า สมจริงจนมนุษย์ข้าแยกแยะไม่ออก จะมีวิธีที่ทำให้ข้าทราบรู้ ว่าพวกเจ้าเป็นปีศาจจำแลงกายมาหรือไม่?”
“ อื่มมม...ก็มีวัตถุอาคมอย่างพวก ผงขับสลาย ที่สามารถใช้ทำให้พวกข้ากลับคืนร่างได้” ผู้ตอบคำเป็นซวงเอ๋อร์
“ ผงขับสลาย?” หานเฟิงทวนคำอย่างงุนงง เป็นมันในชีวิตที่แล้ว ไม่เคยทราบรู้ถึงเจ้าของที่ว่านี่มาก่อน
“ ยังจำครั้งที่ท่านพบเจอข้าเป็นครั้งแรกได้หรือไม่?”
“ ย่อมได้”
“ เป็นข้าในยามนั้นอยู่ในลักษณ์ปีศาจ เพราะก่อนนั้น ข้าถูกกลุ่มคนที่ไล่ตามจับข้ามาสาดผงขับสลายใส่เอา”
“ อ่อ…” หานเฟิงส่งเสียงคล้ายว่าจะเข้าใจ เป็นมันก็เคยนึกย้อนกลับไป ว่าเหตุใดในตอนที่พบกันครั้งแรก นางจึงมิแปลงกายเป็นมนุษย์
“ นี่ เจ้าเด็กน้อย เจ้าบอกนามของข้าแก่มันแล้ว ที่นี้ เจ้าไม่คิดจะแนะนำญาติมนุษย์ของเจ้าผู้นี้ ให้ข้ารู้จักบ้างหรือ?”
“ เอ๊ะ!!... อ่า…” ซวงเอ๋อร์ส่งเสียง ก่อนจะหันมองหานเฟิงคล้ายเป็นเชิงขออนุญาติ เห็นหานเฟิงพยักหน้ารับ นางจึงได้กล่าวขึ้น
“ พี่ใหญ่แซ่หลี่ นามว่าหานเฟิง”
“ หลี่หานเฟิง?” จิ่วโม่ทวนคำพร้อมไล่สายตามองหานเฟิง
“ ไม่เลว อายุคล้ายเพียงยี่สิบต้นๆ หากความสำเร็จกลับมาถึงปฐพีขั้นกลางแล้ว”
“ เจ้าเองก็คงอายุไม่น้อยแล้วกระมัง?”
หานเฟิงกล่าวคำกลับไป มันรับรู้ได้ถึงระดับพลังปราณปฐพีขั้นปลายของจิ่วโม่ ที่แม้ว่าจิ่วโม่ผู้นี้จะแลดูคล้ายคนอายุวัยเพียงยี่สิบห้ายี่สิบหก หากมันยังคงจดจำคำของซวงเอ๋อร์ได้อยู่ คำที่ว่า เผ่าพันปีศาจมิอาจเร่งรัดความสำเร็จได้เช่นเดียวกับเผ่าพันธ์มนุษย์
“ อายุ? หากเทียบกับเจ้าแล้ว ข้าคงเป็นบรรพบุรุษเจ้าเลยกระมัง”
จิ่วโม่กล่าวตอบ ก่อนจะได้ยินคำของซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นว่า
“ เจ้าหมาดำนี่อายุกว่าสองพันปีแล้วพี่ใหญ่”
“ เพ่ย เจ้าเด็กบ้า เรียกหาข้าให้มันมีสัมมาคารวะผู้หลักผู้ใหญ่บ้างได้หรือไม่... เพราะอย่างน้อยๆ ข้ากับมารดาเจ้าก็รู้จักกันมาตั้งเนิ่นนานก่อนที่เจ้าจะเกิดเสียด้วยซ้ำ ให้เจ้าเรียกข้าว่าท่านอาก็ยังพอทำเนา”
“ ไม่ ข้าจะเรียกเจ้าว่า เจ้าหมาดำ เหมือนกับที่ท่านแม่เรียกหาเจ้าอย่างไร...”
“ เจ้าเด็กบ้า รู้งี้ไม่ช่วยเสียก็ดีอยู่หรอก”
“ ที่แท้เจ้าก็มีการติดต่อกับเผ่าพันธ์ปีศาจจิ้งจอกอยู่ก่อนแล้ว? ข้ายังนึกเข้าใจว่าเป็นเจ้าหลงเข้าไปในหุบเขา จนได้พบเจอกับพวกปีศาจจิ้งจอกมายา” ครานี้ผู้กล่าวเป็นหานเฟิง ซึ่งมันกล่าวต่อชายที่ชื่อจิ่วโม่ผู้นี้
“ เป็นก่อนนี้ ทั้งสองเผ่าเคยเป็นสหายกัน” หากผู้กล่าวตอบกลับเป็นซวงเอ๋อร์
“ สหาย...” หานเฟิงทวนคำ “ สหาย” หากมิได้รู้สึกติดใจสงสัยอันใด ทว่า คำกล่าวต่อมาของซวงเอ๋อร์ ยังทำให้มันรู้สึกทึ่งอยู่บ้าง
“ ปีศาจหมาป่าทมิฬ ก็เป็นหนึ่งในสิบสามองครักษ์โลหิต…”
ทว่า ซวงเอ๋อร์กล่าวได้เพียงแค่เท่านั้น ก็พลันได้ยินเสียงตวาดกร้าวของจิ่วโม่ดังขึ้นมา
“ นั่นเจ้ากล่าวเรื่องบ้าอะไรของเจ้าซวงเอ๋อร์!!!...”
“ เอ๊ะ!!! แต่ข้าก็กล่าวความจริงนี่นา?” ซวงเอ๋อร์กล่าวถามอย่างฉงนสังสัย
“ ที่ข้าถาม คือเจ้า ไฉนจึงกล่าวเรื่องราวเหล่านี้ต่อหน้าคนนอก”
“ คนนอก?... พี่ใหญ่มิใช่คนนอก พี่ใหญ่คือทายาทรุ่นหลังของตระกูลเซี่ย”
สิ้นคำ กลับทำให้จิ่วโม่ต้องเบิ่งตากว้างมองหานเฟิงด้วยความตกตะลึง...