“หนุ่ม ๆ ตื่นได้แล้ว ถึงสถานีปลายทางแล้ว”
เสียงของพนักงานรถไฟวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมกับมือที่เขย่าไปมาบนไหล่ของผมที่กำลังนอนเอาหน้าพิงกับกระจกของรถไฟที่ดึงขึ้นเพียงครึ่งหน้าต่างท่ามกลางแสงแดดของดวงตะวันสีทองที่ส่องผ่านหน้าตาเข้ามาจนรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุที่ััได้ตรงแก้มผมค่อย ๆตั้งสติแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่ารถไฟที่นั่งมาั้แ่เมื่อตอนหัวค่ำได้หยุดนิ่งจอดอยู่ตรงสถานีแล้วจากนั้นผมก็หันหน้าไปมองพนักงานรถไฟแล้วกล่าวขอบคุณเขาที่มาปลุกให้ผมตื่นจากนิทราหลังเห็นผมลืมตาตื่นแล้ว เขาก็ยิ้มให้แล้วเดินจากไปขณะที่ผมพยายามตั้งสติให้หายงัวเงียอยู่ชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้นหยิบกระเป๋าสะพายที่อยู่บนชั้นวางเหนือหัวขึ้นมาแล้วเดินโซซัดโซเซลงจากรถไฟไปอย่างรวดเร็ว
ผมเดินผ่านผู้คนกลุ่มใหญ่ที่เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย นักเรียน นักศึกษาที่เตรียมตัวจะรอขึ้นรถไฟขบวนถัดไปเสียงวู้ดของรถไฟดังขึ้นประดุจดั่งเสียงของม้าคำรามที่บอกว่าการเดินทางรอบใหม่ของรถไฟจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้วซึ่งก็เป็รถไฟขบวนที่ผมนั่งมาเมื่อครู่นี้นี่แหละ
ชุมทางบ้านแพร้วเป็ชุมทางรถไฟใหญ่ของจังหวัดภาคกลางเป็ชุมทางรถไฟใหญ่ที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตรอยต่อของภาคเหนือและภาคกลางในอำเภอเล็ก ๆแห่งนี้ ระหว่างเดินสวนทางกับคนที่มาขึ้นรถไฟทะลุไปยังป้ายหน้าสถานีนั้นผมสังเกตได้ว่า บรรยากาศของเมืองนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยนับจากหลายปีก่อนเมื่อมองจากสายตาคนที่เข้าไปอยู่ในกรุงนาน ๆ นั้น ผมรู้สึกได้ว่าเวลาของที่นี่ช้ากว่ามาก หรือ อย่างน้อยก็เรียกได้ว่าแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากความทรงจำเดิมเลยแม้แต่นิดเดียว
อย่างสถานีรถไฟแห่งนี้หรือตัวขบวนรถยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแม้ว่าจะมองเห็นปลายเวนคืนที่ดินเพื่อทำรถไฟความเร็วสูง กับ บรรดาอุปกรณ์อย่างหินเหล็ก ทิ้งไว้ตลอดทาง แต่ก็ไม่มีคืบหน้าไปอยู่ดี
เมื่อก้าวเท้าออกจากตัวสถานีแล้วตรงหน้าของผมคือ ตัวตลาดโบราณที่สร้างมานับร้อยปี และชุมชนของคนจีนที่อาศัยอยู่ใกล้กับบริเวณสถานีรถไฟ ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้เป็เวลา 7โมงกว่าบรรยากาศของตลาดยังคงพลุกพล่านและเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยเหมือนเช่นเคย
ผมเดินไปยังบริเวณร้านโจ๊กใกล้ ๆกันนั้นแล้วสั่งโจ๊กหมูกับไข่เยี่ยวม้ามาทานระหว่างรอให้คนมารับถึงแม้ว่าผมจะเดินไปได้ก็เถอะ แต่คนที่มารับกลับบอกว่า ให้รออยู่นะ ผมเลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลารอไปจนได้
หลังจากทานโจ๊กกับดื่มนมอุ่น ๆเสร็จแล้ว ผมก็จ่ายเงินให้แม่ค้าแล้วเดินตรงไปยังจุดนัดหมายตรงหน้าสถานีรถไฟซึ่งที่ตรงนั้นมีรถกระบะสีขาวจอดอยู่พร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ยืนกอดอดรออยู่ตรงนั้นพร้อมกับดูดบุหรี่อยู่
พอเห็นผมเดินเข้ามาเธอก็เอาบุหรี่จุ่มลงกับพื้นถนนแล้วโยนลงถังขยะไปอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีครับน้าพิน”
ผมยกมือไหว้เธอที่ยกมือรับตามด้วยท่าทีเฉยเมย
“กินอะไรมาหรือยัง?”
“ไปกินโจ๊กมาเมื่อกี้นี้ครับ น้าพิมพ์มานานแล้วเหรอครับ”
“พึ่งมาเมื่อกี้ รีบขึ้นรถเถอะ จอดนานไม่ได้”
“ครับ”
ผมโยนกระเป๋าไว้ตรงที่แค๊ปหลังแล้วขึ้นไปนั่งกับคุณน้าตรงที่ด้านข้างคนขับก่อนที่ตัวของรถจะขับเคลื่อนออกจากบริเวณตลาดไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างขับรถออกจากตัวตลาดมุ่งหน้าไปตามถนนนั้นผมมองไปยังรอบสองฝั่งของเมืองด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย ท่ามกลางบรรยากาศพลุกพล่านของผู้คนยามเช้าของวันธรรมดาที่ที่มีทั้งพนักงานบริษัทยืนรอรถบัสโรงงานอยู่กันเต็มทางเดินหรือบนถนนที่มีมอเตอร์ไซด์ของนักเรียนมัธยมปลายกำลังขับมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนกันเต็มถนน
“คนเยอะกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยนะครับ”
“เยอะสิ เมืองนี้เป็หน้าด่านไปทางภาคเหนือนะเดี๋ยวจะมีรถไฟความเร็วสูงแล้ว คนต่างเมืองก็ย้ายเข้ามาเต็มไปหมดโรงเรียนที่น้าสอนอยู่เด็กปีนี้ก็ 3000คนแล้ว”
“เยอะนะครับนั่น”
“เด็กเยอะขึ้น เพราะ คนจากต่างเมืองย้ายมามากขึ้นแต่คนที่เกิดในเมืองจริง ๆ ออกไปหมดแล้ว เชษฐ์นี่แปลกนะที่ย้ายกลับมาที่นี่น่ะ”
“พอดีเบื่อในเมืองน่ะครับ อยากได้ชีวิตสงบ ๆ มากกว่า”
“ดูพูดเข้า”น้าพินมองหน้า “ทำตัวสโลว์ไลพ์ไปได้ มีแต่คนอยากเข้ากรุงเทพต่างจังหวัดแบบนี้มีดีตรงไหน”
ผมยิ้มตอบกระทั่งรถขับผ่านบริเวณโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงถนนมันเป็โรงเรียนประจำจังหวัดที่ใหญ่ที่สุด และมีนักเรียนจำนวนมากกำลังเดินเข้าโรงเรียนกันอยู่ตอนนี้
“ไม่ต้องมองหรอกพรุ่งนี้ก็ไดไปเรียนแล้ว”
“แหม่...ผมตื่นเต้นยังไงไม่รู้นะครับ”
“โอ๊ย จะตื่นเต้นทำไม น้าก็สอนอยู่ ไม่มีอะไรหรอก”
“ครับ”
น้าพินขับรถออกจากตัวอำเภอมาได้ประมาณ 500 เมตร ก็มาถึงบ้านของคุณน้าซึ่งเป็บ้านเทาว์เฮาส์ชั้นเดียวที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสุขเลิศอนันต์ที่เป็หมู่บ้านจัดสรรหลังเอารถจอดเสร็จแล้ว คุณน้าก็เดินไปเปิดล็อคประตูบ้าน ขณะที่ผมค่อย ๆ ขนกระเป๋าเข้าไปในบ้าน
ตัวบ้านของคุณน้าก็เหมือนบ้านสาวโสดทั่วไปที่พอจะนึกออกไม่ว่าจะเป็โซฟาโทรทัศน์ เตียงหรือกระทั่งที่นอนที่เหมือนว่าตัวของคุณน้าจะใช้พื้นที่หน้าบ้านต่างห้องนอนกันเลยทีเดียวคงเพราะตัวบ้านไม่ได้ใหญ่มากจึงเหมาะกับการใช้อยู่คนเดียวละกระมังนะแต่ตอนนี้บ้านหลังนี้ได้มีสมาชิกคนที่สองมาอยู่ด้วยแล้ว
นั้นก็คือ ผมน่ะเอง
“ห้องของเชษฐ์อยู่ข้างในนะหน้าจัดไว้แล้ว พวกเขาของที่ส่งมาจากกรุงเทพยังไม่ได้แกะนะ จัดเองได้เลย”
“ครับ น้าพิน ขอบคุณมากครับ”
ผมยิ้มตอบน้าพินแล้วจะเดินไปที่ห้องของตัวเองน้าพินก็เอ่ยขึ้นว่า
“เดี๋ยวน้าจะไปทำงานของกินอยู่ในตู้เย็นอุ่นกินได้นะ แล้วก็สาย ๆ จะมีบะหมี่ป๊อกป๊อก ๆ ผ่านมาหิวก็เรียกกินได้เลย เงินนะวางไว้บนหลังตู้เย็นให้แล้วเซเว่นเดินจากปากซอยไปหน่อยก็มีนะ”
“ขอบคุณครับ น้าพิน”
ผมตอบน้าพินอีกครั้งพร้อมกับยิ้มให้ในความมีน้ำใจของคุณน้าอย่างยิ่ง
“แล้วก็นะเชษฐ์”
“ครับ ?”
ผมหันหน้าถามคุณน้า ซึ่งเธอทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างก่อนจะบอกว่าไม่มีอะไรแล้วบอกให้ผมไปจัดของในห้องแทน
ในห้องนอนของผมมีกล่องสิ่งของที่จัดวางเอาไว้อย่างดีมีกล่องที่ถูกส่งมาจากบ้านที่กรุงเทพวางเอาไว้อย่างเรียบร้อยผมวางกระเป๋าลงแล้วคว้าเอามีดคัทเตอร์บนโต๊ะที่คุณน้าเตรียมไว้ให้ขึ้นมากรีดเอาของขึ้นมาทีละชิ้นและ จัดมันออกมาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ของที่ผมเอามาก็มีไม่มากมีหนังสือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายอื่น ๆ ขึ้นมาใส่ในตู้ไม้ที่มีในห้องจนเต็ม
เพราะผมไม่ได้มีของมากนักเลยใช้จัดไม่นานจนของในกล่องครบครันแล้ว ผมก็เปิดกระเป๋าเอาของที่เหลือออกมาวางเอาไว้บนหัวนอน
มีมือถือ ที่ชาร์ตแบ็ต แบ็ตสำรองแล้วก็กรอบรูปขนาด 4X6 ที่มีรูปของชายหญิงและตัวผมยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าปราสาทในสวนสนุกชื่อดังแห่งหนึ่งอย่างมีความสุขภาพเก่าไม่มากนัก เพราะพึ่งถ่ายมาเมื่อสักปีสองปีก่อน ณ่เวลาที่ผมกำลังมีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมกับครอบครัวของผม
คนในรูปคือ พ่อและแม่ของผมนั้นเอง
ทั้งสองคนยืนยิ้มอย่างมีความสุขโดยไม่รู้เลยว่าหลังจากถ่ายรูปนี้ได้ปีสองปี พวกท่านก็ได้จากไป
เป็การจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
มันเป็อุบัติเหตุที่เลวร้ายอย่างมากจนไม่อยากนึกถึงมันอีก
เพราะพอพูดถึงมันทีไรผมต้องรู้สึกปวดหัวแทบทุกครั้ง ซึ่งเป็อาการข้างเคียงจากการผ่าตัดสมองของผมกระมังเนื่องจากตัวผมนั้นควรจะตายไปแล้ว แต่ด้วยการผ่าตัดผมจึงรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
ใช่แล้ว ปาฏิหาริย์
ปาฏิหาริย์ที่ทำให้ผมต้องอยู่เพียงลำพังบนโลกใบนี้
ปาฏิหาริย์ที่ทำให้ผมรับรู้ความจริงว่าผมไม่เหลือใครอีกแล้ว
ไม่มีคุณพ่อที่ชอบมาแหย่เล่นในทุกวันไม่มีคุณแม่แสนสวยที่ทำอาหารเก่งและคอยช่วยเหลือผมในยามที่มีปัญหาต่าง ๆ
ไม่มีพวกท่านอีกแล้ว
เพราะ ผมไม่สามารถอยู่บ้านเดิมได้ตามลำพังผมจึงตัดสินใจปล่อยให้บ้านหลังนั้นให้คนอื่นเช่าไปแล้วเดินทางจากกรุงเทพมุ่งหน้ากลับมายังบ้านของน้าพินที่จังหวัดนี้ที่ผมเคยมาอยู่เมื่อครั้งมาเที่ยวกับพ่อแม่ตอนเด็กๆ แทน
ผมหวังว่าการย้ายมาอยู่ที่นี่จะทำให้ผมลืมเื่ราวอันแสนเศร้านี้ได้ไม่มากก็น้อย
“เชษฐ์”
เสียงของน้าพินดังขึ้นเธอยืนมองอยู่ตรงประตูในชุดข้าราชการสีน้ำตาลดูเรียบร้อยกว่าเมื่อครู่นี้สีหน้าของเธอดูเศร้าไม่ใช่น้อย
“อะไรเหรอครับน้าพิน”
“น้าจะไปโรงเรียนแล้วนะ อยู่คนเดียวได้นะ”
“ได้ครับ น้า”
“มีอะไรก็โทรหาน้านะ”
“ครับ คุณน้า”
น้าพินควักมือให้ผมเดินมาก่อนจะเอื้อมมือลูบหัวผมไปมาด้วยความเอ็นดู
“พยายามเข้านะเชษฐ์”
“ครับ คุณน้า”
น้าพินยิ้มตอบแต่ไหนแต่ไรเธอก็เป็คนที่แสดงอารมณ์ไม่เก่งอยู่แล้วจนญาติ ๆ คนอื่นบอกว่า ดูหยิ่งๆ ถือตัว ซึ่งตอนแรกผมเคยคิดแบบนั้น แต่คุณแม่บอกผมว่า น้าพินรักผมจะตายที่ยิ้มไม่ออกเพราะ แสดงอารมณ์ไม่เป็ เนื่องจากเอาแต่เรียนมาตลอดมากกว่าจึงทำให้ผมจะเข้าใจคุณน้าคนนี้ขึ้นมาได้
พอจะออกจากบ้านไปน้าพินก็เหมือนนึกออกขึ้นมาพอดี
“จริงสิเชษฐ์ อย่าลืมโทรหาหนูบัวนะ”
“บัว ?”
“เพื่อนผู้หญิงที่เคยเล่นตอนมาเที่ยวบ้านน้าตอนเด็ก ๆ น่ะเขาอยากคุยกับเชษฐ์จะตาย เบอร์โทรศัพท์อยู่บนตู้เย็นนะ”
“ครับผม”
“น้าจะกลับดึกหน่อยนะ ปิดบ้านปิดช่องให้ดีนะ”
“ครับ น้าพิน ไปดีมาดีนะครับ”
ผมโบกมือให้น้าพินที่ค่อย ๆถอยรถออกจากบ้านก่อนจะขับรถออกไปจนลับสายตาทิ้งให้ผมอยู่บ้านหลังนี้เพียงลำพัง
ผมหันมองไปในตัวบ้านแล้วถอนหายใจเล็กน้อยเนื่องจากรู้ดีว่า บ้านหลังนี้ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวเพียงแต่สิ่งที่อยู่กับผมนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็มนุษย์ มันคือ สิ่งที่เรียกว่าิญญาหรือผีนั้นเอง
ั้แ่เข้ามาในบ้านแล้วผมมองเห็นร่างของหญิงสาวในชุดสไบสีเขียวกับเส้นผมยาวสีดำยืนอยู่ในบ้านั้แ่ตอนก้าวเท้าเข้าไปในบ้านแล้วหญิงสาวคนนั้นมองผมด้วยท่าทีแปลกใจแต่ไม่ได้แสดงอาการใดออกมาราวกับไม่ได้สนใจนักจนคุณน้าไม่อยู่ ผมจึงยกมือไหว้เธอเธอก็ทำหน้าใเล็กน้อยแล้วหายตัวไปทั้งอย่างนั้น
เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย
ผมถอนหายใจพลางรู้สึกเบื่อหน่ายสิ่งที่ตัวเองได้มาแบบไม่ตั้งใจนี้สักเท่าไหร่นัก
หลังจากฟื้นขึ้นมาจากความเป็ความตายสิ่งที่ติดมากับผมก็คือ การที่อยู่ ๆ ก็มองเห็นิญญาได้นั้นเอง
ประมาณว่าลืมตาตื่นขึ้นมาโรงพยาบาลก็เจอคนที่ตายไปแล้วเดินไปเดินมาเหมือนพวกผีซอมบี้ในหนังสยองขวัญยังไงยังงั้นตอนแรกผมก็แยกไม่ออกว่าใครเป็คนตายคนเป็อีกต่อไป
แต่ที่หนักหนากว่านั้นคือผมไม่เข้าใจว่า การมองเห็นคนตายนั้นมันนำพาความวุ่นวายมาให้ตัวเองแค่ไหน
ผมเคยทำใจเื่การตายของพ่อแม่ไม่ได้แล้วพยายามมองหาพวกท่านด้วยพร์ของการมองนี้แต่ก็ไม่เจอ แถมยังเจอพวกผีห่าตายโหงเล่นงานจนเกือบตายด้วยซ้ำ โชคดีที่ได้พี่สาวคนหนึ่งช่วยเอาไว้ได้
และเธอคนนี้สอนผมว่าเวลาเจอพวกผีอย่าได้มองสบตาหรือว่าทำเป็เห็นพวกมันเด็ดขาดหากพวกมันรู้ว่ามีคนเห็นจะมาขอให้ช่วย แล้ว ถ้าเราช่วยไม่ได้หรือจิตตกเราจะถูกพวกมันสิงร่าง หรือ ทำร้ายเอาก็เป็ได้ เธอจึงแนะนำผมให้ทำเมิน ๆไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยพร้อมกับมอบกำไลลูกประคำสีดำให้สวมไว้ตรงข้อมือโดยบอกว่ากำไลนี้จะทำให้ผมมองไม่เห็นพวกมัน หรือ ถ้าเห็นพวกมันก็แทบจะไม่รู้ตัวว่าเราเห็นพวกมันนั่นเอง
จากนั้นมา ผมแทบจะไม่แสดงอาการว่าเห็นสิ่งเหล่านี้นักแกล้งทำเมินแล้วทำมองไม่เห็นไปอย่างที่เห็น
ยกเว้นผีบ้านผีเรือนเท่านั้นแหละที่ผมต้องยกมือไหว้เนื่องจากต้องอยู่ในบ้านเดียวกันไปอีกนานเลยต้องแสดงความเคารพเ้าตัวแทนเพื่อความสบายใจ
ปกติผีบ้านผีเรือนจะปรากฏตัวแว่บๆ หาย ๆ แต่พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านร่วมกับผม
อย่างน้อยก็คงไม่เหงาแหละนะ
หลังจัดข้าวของเสร็จแล้วผมก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวแล้วเดินมานั่งอยู่บนเตียงของตัวเองแล้วเอื้อมมือไปหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา
จะว่าไปน้าพินให้โทรหาบัวนี่นะ
พูดก็คิดถึงเหมือนกันยัยนั่นจะเป็ยังไงบ้าง ไม่เจอกันนานแล้วด้วย
บัวเป็เพื่อนสมัยเด็กของผมตอนที่มาเที่ยวบ้านคุณน้าเมื่อหลายปีก่อนพวกเราสองคนพบกันโดยบังเอิญที่สวนสาธารณะ ก่อนจะได้เป็เพื่อนกันถึงจะเป็เด็กผู้หญิง แต่ยัยนั้นสมัยก่อนเฮี้ยวเป็บ้า ทั้งเตะทั้งต่อยผู้ชายได้แถมชอบเล่นอะไรเหมือนผู้ชายอีกจนผมคิดว่ากำลังคบเพื่อนผู้ชายอยู่เลยนะนั้นจนกระทั่งผมต้องกลับกรุงเทพเราก็ยังติดต่อกันบ้างผ่านทางน้าพินที่เหมือนว่าเ้าตัวจะยังติดต่อกับน้าแกอยู่จนถึงตอนนี้
“089-452-4789 เหรอ?”
ผมเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาแขวนบนห้อง ตอนนี้เที่ยงกว่าแล้วผมคิดว่า บัวน่าจะพักเที่ยงแล้วละมั้ง ผมมองมือถือแล้วใคร่ครวญว่าควรจะโทรไปดีหรือเปล่า สุดท้ายผมก็เอื้อมมือแล้วกดมือถือไป
เสียงรอสายเป็เพลงรักของวงไอดอลชื่อดังตอนนี้ดังขึ้นไม่นานนักก็มีเสียงของผู้หญิงตอบกลับมา
“ฮัลโหล ไม่ทราบว่าใครเหรอคะ ?”
เป็เสียงที่เพราะมาก ๆ จนผมแปลกใจ
“เออ...คือขอสายบัวหน่อยครับ”
“ฉันนี่ละค่ะ บัว”
“เอ๊ะ บัวเหรอ นี่ฉัน เชษฐ์นะ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งจนผมคิดว่าสายหลุดไปแล้วหรือเปล่า จนเ้าตัวส่งเสียงดังลั่น
“เชษฐ์เชษฐ์จริง ๆ เหรอ”
เสียงปลายสายตื่นเต้นมากจนผมรู้สึกได้
“ก็ฉันน่ะสิไง ตื่นเต้นแบบนั้นละเนี่ย”
“จะ จะ ไม่ตื่นเต้นได้ง นายโทรมาหาผมครั้งแรกในรอบปีเลยนะมันต้องตื่นเต้นสิได้คุยกับเพื่อนที่ไม่ได้คุยมานานแบบนี้น่ะ”
“เหรอ ?”
“อื้อ ๆ ก็ใช่น่ะสิ ได้ยินจากพี่พินว่าเชษฐ์จะย้ายมาเรียนที่เมืองนี้ก็รอว่า เชษฐ์จะมาเมื่อไหร่ มาถึงแล้วเหรอ ?”
“อ่า...มาถึงเมื่อเช้าน่ะ”
“จะให้ไปหาไหม?”
อยู่ ๆ บัวพูดขึ้นมา
“หาหมายถึงมาหาที่บ้านเหรอ ?”
“อื้อ จะให้ไปหาไหม ตอนเลิกเรียน”
นึก ๆ ย้อนไป บัวเคยมาเล่นที่บ้านน้าพินนี่นะสมัยก่อนจะรู้ทางมาที่นี่ก็ไม่แปลก แต่ผมพึ่งมาด้วยเลยรู้สึกแปลก ๆ ถ้าเพื่อนเก่าที่เป็ผู้หญิงมาเยี่ยมถึงบ้าน
“วันหลังดีกว่ามั้งนะบัว ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องไปเรียนอยู่ดี”
บัวเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบมาแบบสั้น ๆ ว่า
“นั่นสินะ”
“อื้อ ไม่รู้อยู่ห้องไหนด้วยสิ”
“ห้องเดียวกับบัว”
บัวบอกผม
“รู้ได้ไง”
“รู้แล้วกันน่า...จะรอเจอพรุ่งนี้นะ”
“อื้อ ขอบใจนะ บัว”
“แน่นอน ผมดีใจนะที่เชษฐ์กลับมา”
“ฉันก็ดีใจเหมือนกัน”
หลังโทรหาบัวแล้วผมก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงหลับตานึกย้อนกลับไปตอนที่เล่นกับเธอแล้วแอบจินตนาการขึ้นมาว่าเธอจะเป้นยังไงบ้างแล้วเน้อ ถึงจะมีเฟสบุ๊ค แต่ผมก็ไม่เคยแอดไปหาเธอเลย
เอาเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมคงได้รู้เองแล้วละ
พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่า รอบข้างมืดไปหมดแล้ว ผมค่อย ๆเอื้อมมือหยิบมือถือบนหัวเตียงขึ้นมาก็เจอข้อความ SMS ของน้าพินว่าวันนี้จะกลับดึกเพราะมีประชุมกับพวกอาจารย์ที่โรงเรียนให้ผมปิดบ้านไปได้ก่อนเลยผมลุกขึ้นมาแล้วรู้สึกหิวเลยเดินไปเปิดตู้เย็นก็เจอพวกมายองเนส เบค่อน กับ แฮมแต่ไม่มีขนมปัง ผมคิดว่าจะกินแซนวิชแต่ไม่มีขนมปังนี่สิพอมองไปที่นาฬิกาก็เห็นว่าพึ่งจะ 5ทุ่มกว่า ๆ เอง
ผมเลยตัดสินใจไปซื้อที่เซเว่นใกล้ๆ นี้แทน
หลังออกมาจากบ้านน้าพินเดินไปตามทางท่ามกลางอากาศเย็น ๆ เหมือนฝนตกอยู่ไม่ไกลจากนี้นัก ผมค่อย ๆเดินไปตามถนนที่มีเพียงแสงไฟจากข้างทางสลัว ๆมุ่งหน้าไปยังเซเว่นที่อยู่ไม่ไกลกันนัก
หลังซื้อของจากเซเว่นเสร็จ ผมค่อยๆ เดินกลับมาบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนเงียบงันของต่างจังหวัด แม้จะอยู่ริมถนนแต่ที่นี่ก็แทบไม่มีรถเลยหลังสี่ทุ่มเป็ต้นไปที่กรุงเทพนั้นต่อให้เป็กลางดึกก็ยังมีรถวิ่งกันควักไคว่เหมือนว่าเมืองไม่เคยหลับเลยด้วยซ้ำ
แถมบรรยากาศก็เย็นะเืจนแทบจับใจด้วยซ้ำ
ระหว่างที่กำลังก้าวเท้ามุ่งหน้าไปที่บ้านนั้น
ตรงหน้าของผมก็มีร่างของใครสักคนเดินสวนทางมาทางผม
ผมเงยหน้าขึ้นแล้วรู้สึกแปลก ๆกับเธอคนนั้น
เธอสวมชุดเดรสวันพีชสีดำที่มีชายกระโปรงสีแดงเส้นผมของเธอเป็ทรงผมยาวสีดำจนถึงต้นคอดูงดงามผิวของเธอขาวจนสะท้อนกับแสงไฟข้างทางออกมาอย่างงดงาม ที่น่าประหลาดก็คือในมือของเธอกำลังถือร่มสีดำสนิทพิงบนบ่าพร้อมกับรอยยิ้มชวนให้ขนลุกออกมา
วินาทีที่เราเดินสวนกันนั้น
เธอได้เอื้อนเอ่ยคำออกมาว่า
“ความตายน่ะอยู่รอบตัวคุณั้แ่เกิดแล้วนะคะ คุณเชษฐ์”