จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง

    ตอนที่ 136 ท่านอาจารย์ปู่ปรากฏตัว

    รถม้าสภาพเก่าโทรมจอดอยู่หน้าสถานศึกษา ชายชราสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ นั่งแคะเล็บเท้าอยู่ด้านหน้ามองเด็กที่กำลังเดินทางกลับบ้าน

    จ้าวฉือกับเพื่อน ๆ กำลังจะเดินทางกลับบ้านเห็นชายชรานั่งแคะเล็บเท้าอยู่ด้านหน้าสถานศึกษาก็หยุดมอง

    “ท่านปู่ผู้นั้นเป็นใคร? ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ พวกเราเข้าไปถามกันเถอะ”

    จ้าวฉือวิ่งนำหน้าเด็กคนอื่น ๆ ยิ่งได้เข้าศึกษาตำราเด็กในหมู่บ้านซานเป่ยยิ่งมีความกล้ามากขึ้น

    “ท่านปู่ขอรับ มิทราบว่าท่านมีอะไรให้พวกเราช่วยเหลือหรือไม่”

    “อาจารย์ที่นี่สอนดีหรือไม่”

    “สอนดีขอรับ อาจารย์ทุกท่านเก่งกาจมากเลยขอรับ”

    “พวกเด็กขี้ประจบ พวกตาแก่สมองเลอะเลือนพวกนี้น่ะหรือสอนดี” ดีดนิ้วที่แคะเล็บเท้าจนเด็ก ๆ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเอียงตัวหลบ

    “ท่านอาจารย์สอนได้ยอดเยี่ยมจริงนะขอรับ ท่านพ่อข้าบอกว่าสถานศึกษาทั่วทั้งมณฑลยังไม่มีอาจารย์ที่ใดเทียบเท่ากับอาจารย์พวกเราเลยนะขอรับ หลายวันก่อนมีคนมาที่สถานศึกษามากมาย พวกเขาอยากฝากตัวเป็นศิษย์ของที่นี่ แต่ท่านอาจารย์ยังไม่รับ”

    “โย๊วะ! เจ้าเด็กพวกนี้รู้จักมณฑลแล้วรึ” เด็กพวกนี้น่าสนใจมิน้อย กล้าคิดกล้าแสดงออกและวาจาที่กล่าวออกมาก็แฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาด

    “รู้จักขอรับ ท่านอาจารย์เผยเล่าให้พวกเราฟังว่าสถานที่ต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไร พวกเรายังรู้จักทุ่งหญ้ากว้างด้วยนะขอรับ”

    “เผยเยี่ยนจอมพูดมากนะหรือสอนพวกเจ้า”

    “ท่านเป็นผู้ใดถึงได้เรียกท่านอาจารย์ของพวกเราโดยไม่ให้เกียรติ”

    เด็กน้อยมีท่าทีข่มขู่เหมือนอึ่งอ่างกำลังพองตัว ในความคิดของพวกเขาอาจารย์ผู้สอนล้วนสูงส่ง ผู้ใดมาดูหมิ่นมิได้

    “ข้าเป็นบิดาของอาจารย์เจ้าน่ะสิ”

    “ท่านเป็นบิดาของท่านอาจารย์เผย!” เด็กน้อยต่างตกใจ รีบทำความเคารพบิดาของท่านอาจารย์

    “ข้าจะไปเรียกท่านอาจารย์เผยมาหาท่านนะขอรับ” ชายชรามองเด็กกิริยางดงามพวกนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเด็กในหมู่บ้านกลางหุบเขา

    เผยเยี่ยนขมวดคิ้วอยู่สักพักก่อนที่ใบหน้าจะตื่นตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าผู้ใดกล้าที่จะกล่าววาจาเช่นนี้

    “ท่านอาจารย์” เผยเยี่ยนรีบลุก หากไม่ติดว่าต้องรักษาท่าทางต่อหน้าลูกศิษย์เขาคงใช้วิชาตัวเบากระโดดไปยังหน้าสถานศึกษา

    ชายชราสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่นั่งเกาศีรษะขาวอยู่บนรถม้าโกโรโกโสอยู่นั่นคือท่านอาจารย์ของตนจริง ๆ ด้วย

    “ท่านอาจารย์”

    เด็กนักเรียนต่างสับสน ชายชราบอกว่าเป็นบิดาของท่านอาจารย์มิใช่หรือ เหตุใดท่านอาจารย์ของพวกตนถึงเรียกเขาว่าท่านอาจารย์ เด็ก ๆ ยกมือขึ้นเกาศีรษะตาม

    “พวกเจ้ากลับบ้านไปได้แล้ว ป่านนี้พ่อกับแม่มองหาแย่แล้ว” ไล่ลูกศิษย์ให้กลับบ้าน

    แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ยอมเชื่อฟังโดยดี บอกลาผู้อาวุโสทั้งสอง

    เมื่อไม่มีลูกศิษย์อยู่ตรงนี้อีกต่อไป เผยเยี่ยนน้ำตาซึมเมื่อเห็นสภาพของอาจารย์ที่สอนสั่งตนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

    “เท่าที่ข้าจำได้บิดาเจ้าตายไปตั้งแต่เจ้ายังเป็นเด็กมิใช่หรือ จะร้องไห้เพื่ออันใด”

    “ข้ากับท่านไม่ได้เจอกันนานเท่าไหร่แล้ว ศิษย์อกตัญญูยิ่งนักที่ไม่ได้ดูแลท่านในยามแก่เฒ่า”

    “ข้ายังมีแรงเดิน เจ้าไม่ต้องมาดูแลข้าให้รำคาญสายตาหรอก” ยกมือขึ้นโบกปัด

    “ท่านอาจารย์!” จ้าวเฉิงเพิ่งออกมาจากสถานศึกษาเห็นว่าใครนั่งอยู่บนรถม้าก็ตะโกนเสียงดังแล้วรีบวิ่งมาหา

    “พวกเจ้าแก่จนใกล้จะลงหลุมอยู่แล้ว เหตุใดถึงได้ทำตัวเยี่ยงเด็กกันนะ” ลูกศิษย์ที่สอนสั่งแต่ละคนทำตัวราวกับเด็ก

    “ท่านอาจารย์มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดมานั่งอยู่ที่นี่”

    “ข้าหิวแล้ว”

    “ท่านอาจารย์หิวแล้ว พวกเรากลับกันเถิด”

    ทั้งสองกระโดดขึ้นรถม้าโกโรโกโส บังคับให้อาจารย์เข้าไปนั่งด้านใน ส่วนพวกตนทั้งสองจะบังคับรถม้าเข้าไปในหมู่บ้านเอง

    จ้าวหยางมองตามหลังบิดา ภาพที่เห็นช่างเหมือนเด็กที่ไม่ได้พบกับสหายเนิ่นนานหลายปีมากกว่าจะเป็นลูกศิษย์พบอาจารย์

    จ้าวลู่ชิงนั่งหลอมยาบำรุงร่างกายโดยใช้สมุนไพรหายากจำนวนยี่สิบสี่ชนิด เพื่อตอบแทนน้ำใจผู้ที่ให้การช่วยเหลือสกุลจ้าวในการจัดหาเสื้อกันหนาวในครั้งนี้

    เสียงดังมาจากเรือนใหญ่ทำให้นางสงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น หรือจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น

    “ซูเซียง เจ้าไปดูสิว่าเกิดอันใดขึ้นที่เรือนใหญ่”

    “ซูเซียงนางวิ่งไปดูตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ” อี้หมัวมัวยกน้ำชาเข้ามากล่าวด้วยน้ำเสียงขบขัน

    “ข้ายังช้าไปสินะ” จ้าวลู่ชิงขบขันกับนิสัยของซูเซียงซึ่งนิสัยสอดรู้สอดเห็นของบ่าวข้างกายไม่ต่างจากนางมากเท่าไหร่

    “คุณหนูเจ้าคะ ท่านอาจารย์ของนายท่านผู้เฒ่ามาเจ้าค่ะ”

    “ท่านอาจารย์ปู่หรือ”

    จ้าวลู่ชิงเรียกท่านอาจารย์ปู่ตามที่บิดาเรียก นางเคยได้ยินชื่ออาจารย์ของท่านปู่ แต่มิเคยพบหน้า

    ท่านอาจารย์ปู่หายหน้าไปตั้งแต่ก่อนที่นางจะเกิด เรื่องราวของชายชราผู้นี้ฟังแล้วเศร้า ครอบครัวต้องล่มสลายเพราะความกระหายอำนาจของคนเพียงผู้เดียว ความแค้นที่สะสมมาถูกระบายพร้อมกับความตายของผู้ที่ทำลายครอบครัวอันอบอุ่น

    จ้าวลู่ชิงนั่งหลอมยาต่อ นางต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนที่จะเดินทางไปอีกฝั่งของมณฑล

    “คุณหนูเจ้าคะ นายท่านให้มาตามคุณหนูไปคารวะท่านหยางจิ้นเจ้าค่ะ”

    “บอกทุกคนว่าข้ากำลังหลอมยาอยู่ ประเดี๋ยวสักพักข้าจะตามไป” การหลอมยาใช่ว่าจะหยุดกลางคันได้ง่าย จ้าวลู่ชิงใช้สมาธิในการหลอมจนเหงื่อเปียกโชก

    “เจ้าค่ะ”

    ซูเซียงทบทวนแซ่หยาง ท่านหยางจิ้นเป็นญาติกับคุณชายหยางหนิงจินหรือไม่ แต่พอย้อนความทรงจำคุณหนูเคยบอกว่าราชวงศ์ที่แล้วแซ่หยาง นางก็พอจะเข้าใจว่าคนแซ่เดียวกันนั้นมีเกลื่อนกลาด บางครั้งขอทานยังแซ่เดียวกับโอรสสวรรค์ก็มี

    จ้าวหยางรีบขออภัยเมื่อรู้ว่าบุตรสาวต้องมาช้าเพราะเหตุใด

    “พวกเจ้าไม่ต้องวุ่นวายให้มากความ” หยางจิ้นมิได้โกรธเคืองกลับเอ่ยชมแทน “เจ้าเลี้ยงบุตรได้ดี”

    “ท่านอาจารย์ปู่รู้ว่าบุตรข้าคือผู้ใด?” เท่าที่จำได้ชายชราไม่เคยพบเจอบุตรของตนมาก่อน

    “เหตุใดข้าจะไม่รู้จักบุตรของเจ้า เห็นว่าข้าเป็นตาแก่เลอะเลือนรึ”

    “เปล่าขอรับ” รีบยกมือปฏิเสธ

    “ที่ฉางอันสั่งประหารขุนนางกังฉินอีกแล้วมิใช่หรือ ตำแหน่งเจ้าก็ว่างลงแล้วเมื่อไหร่จะได้กลับไปล่ะ”

    จ้าวหยางตกใจเมื่อได้ฟังประโยคที่ชายชรากล่าวออกมา คนตรงหน้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะได้กลับไปรับตำแหน่งเดิม

    หยางจิ้นหัวเราะดังลั่นกับสีหน้าตกใจราวกับเห็นผีของบุตรชายลูกศิษย์ “บิดาเจ้าเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว วางแผนซ้อนแผนจนผู้ที่เป็นอาจารย์อย่างข้ายังเข็ดขยาด”

    การกวาดล้างกบฏครั้งใหญ่ทางตอนเหนือมีสกุลจ้าวเข้าไปเกี่ยวข้อง หากไม่วางแผนกันตั้งแต่แรกมีหรือลูกศิษย์ของตนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว

    “อาจารย์ช่างเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ” จ้างเฉิงกล่าวชม

    “ปัญญาล้ำเลิศอันใดกัน ที่ข้ากล่าวขึ้นมามีเพียงแค่ส่วนเดียว ส่วนที่เหลือข้าไม่สามารถเข้าใจการกระทำของเจ้าได้” สำหรับลูกศิษย์คนนี้เป็นผู้ที่มีความคิดซับซ้อนจนเขาไม่สามารถเข้าใจได้

    “ขุนนางที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกกบฏที่อารามจิ้นฉือ ต่างถูกตัดสินประหาร ยามนี้ราชสำนักกำลังจัดระเบียบใหม่อยู่กระมัง แต่คงไม่มีตระกูลใดมีอำนาจไปกว่าตระกูลจ่างซุนอีกแล้ว” เผยเยี่ยนเปรยถึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นแม้ว่าตนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม

    “ย่อมเป็นเรื่องที่คนทั่วไปก็เข้าใจได้ ตระกูลจ่างซุนมีหลานเป็นถึงไท่จื่อ และยังมีฮองเฮาที่ปราดเปรื่องเป็นที่รักใคร่ของหลี่ซื่อหมิน ข้าไม่แปลกใจที่ตระกูลจ่างซุนจะมีอำนาจในราชำสักนักกว่าตระกูลอื่น”

    “ท่านอาจารย์ปู่ไม่คิดว่าฝ่าบาทมอบอำนาจให้กับตระกูลจ่างซุนมากเกินไปหรือ” จ้าวหยางไม่เห็นด้วยกับอำนาจที่ตระกูลจ่างซุนมี บุตรสาวตนเพิ่งไปขัดขวางไม่ให้คนพวกนั้นประมูลยาเพื่อนำไปถวายแด่ฮองเฮาเสียด้วย

    “เจ้าอย่าลืมว่าตระกูลจ่างซุนเป็นตัวหลักสำคัญในการช่วยเหลือหลี่ซื่อหมินขึ้นครองบัลลังก์ คนพวกนั้นเจ้าเล่ห์เกินกว่าที่เจ้าจะเข้าไปร่วมลงสนามประชันฝีมือได้”

    จ้าวหยางรู้ว่านี่คือการเตือนของผู้ที่ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมาอย่างโชกโชน ขุนนางเฒ่าพวกนั้นวางแผนจนสามารถช่วยหลี่ซื่อหมินขึ้นครองบัลลังก์ได้ย่อมไม่ธรรมดา

    “ไม่ว่าจะราชวงศ์ใดการเข่นฆ่าพี่น้องก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่มีให้เห็นอยู่ร่ำไป” จ้าวเฉิงเอือมระอากับใจที่มืดบอดของคนในราชวงศ์

    “ไม่รู้ว่าไท่ซ่างหวงเป็นเช่นไรบ้าง”

    ชายชราที่นั่งอยู่ในที่นี้ต่างเป็นสหายคนสนิทของไท่ซ่างหวงที่กำลังถูกกักบริเวณให้อยู่ภายในตำหนัก ความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหญิงงาม ทรัพย์สมบัติและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างถูกขนมาเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดต่อบิดาของหลี่ซื่อหมิน

    ทว่าของพวกนี้ไม่ได้ทำให้ชายชราอย่างหลี่หยวนมีความสุขได้เลย ภายในห้องลับมีรูปโอรสที่จากไป แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างสะท้อนภาพวาด นัยน์ตาชวนโศกเศร้ากับการที่โอรสต้องเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์

    จดหมายจากโอรสองค์เล็กถูกเปิดอ่าน สารทฤดูปีนี้ช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก มิรู้ว่าพ่อลูกจะได้พบหน้ากันอีกหรือไม่

    “เจ้าไปเรียนหลี่ซื่อหมินว่าเราต้องการพบ”

    ขันทีน้อมรับคำสั่ง

    จ่างซุนฮองเฮาแย้มพระโอษฐ์ปลอบโยนพี่ชายที่นั่งบ่นกับนางเป็นเพลาเนิ่นนาน

    “ท่านพี่ ท่านอย่าได้มีโทสะกับเรื่องนี้เลย ยาที่มีราคาแพงถึงเพียงนั้น ข้ามิต้องการแม้แต่น้อย” ฮองเฮาผู้ใช้ชีวิตอย่างสมถะเรียบง่ายและประหยัดมัธยัสถ์กล่าวกับพี่ชายเพื่อให้ตัดใจจากยาราคาแพง

    “ยาตัวนั้นอาจรักษาเจ้าให้หายจากโรคปราณอุด”

    “ในประกาศก็บอกมิใช่หรือว่าไม่สามารถรักษาผู้ที่มีร่างกายทรุดโทรมได้”

    “ร่างกายเจ้ามิได้ทรุดโทรม เพียงมียาดีเจ้าก็จะหายเป็นปกติ”

    จ่างซุนฮองเฮายกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาป้องปาก นางรู้ดีว่าร่างกายตนเองทรุดโทรมมากเพียงใด มีแต่พี่ชายที่คิดว่ายังมีหนทางรักษานางให้หายขาด

    “ข้าโมโหให้หออิงฮวาเสียจริง กล้าขายยาแพงเช่นนั้นมิรู้ว่าเป็นนักต้มตุ๋นหรือไม่” จ่างซุนอู๋จี้สลักชื่อหออิงฮวาไว้ในใจ เพื่อรอวันชำระแค้น

    "คนค้าขายก็เป็นเช่นนั้นแล ไม่มีผู้ใดออกมาโวยวายยาแก่นพลังแห่งเทพเซียนคงมีสรรพคุณอย่างที่กล่าวมา”

    “ข้าคิดว่าผู้ที่ได้ครองยังไม่ได้ลองเสียมากกว่า”

    จ่างซุนฮองเฮาไม่มีคำกล่าวปลอบโยนอีกต่อไป เพียงนั่งรับฟังรอให้พี่ชายระบายโทสะจนใจเย็นลง

    คล้ายกับเรื่องจ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง ที่คุณอ่าน