ฉู่หลินเฟิงเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลฉู่แห่งจงโจว ซึ่งตระกูลฉู่คือตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในจงโจว หากจะบอกว่าเป็ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในจงโจวนั้น ความจริงแล้วตระกูลฉู่นับว่าถ่อมตัวเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะขุมกำลังอื่น ๆ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่กล้าประชันความมั่งคั่งกับตระกูลฉู่เลยแม้แต่น้อย
หากเปรียบเทียบกันแล้ว ตระกูลฉู่สามารถเป็ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรได้อย่างสบาย ๆ
ในเส้นเื่เดิม นางเอกดั้งเดิมได้เข้ามาแทนที่เจียงซิน และภายใต้การชี้แนะของฉีหว่านอวิ๋น จึงใช้ชื่อว่า 'เจียงซูอี๋' ด้วยความรักใคร่เอ็นดูของสามีภรรยาเจียงอีเฉิน เจียงซูอี๋จึงเติบโตขึ้นอย่างราบรื่นจนกลายเป็ที่หลงใหลของคนนับหมื่น ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรล้วนตกอยู่ในกำมือของนาง
แม้ฉู่หลินเฟิงจะอายุมากกว่านางถึงสิบสามปี แต่เขากลับยอมตามใจเจียงซูอี๋ทุกอย่าง ถึงขั้นไม่เสียดายที่จะมอบทรัพย์สมบัติมหาศาลให้แก่นาง สุดท้ายเขาต้องตายลงระหว่างทางขณะออกตามหาของวิเศษให้นาง และตายอย่างทุกข์ทรมานยิ่งนัก
เจียงซูอี๋กลัวว่าจะถูกผู้คนตำหนิ จึงโยนความผิดทั้งหมดไปที่ฉู่หลินเฟิง โดยใส่ร้ายว่าเขาละโมบไม่รู้จักพอ บุ่มบ่ามเผชิญอันตรายเพียงลำพัง และไม่ฟังคำทัดทาน จึงได้ตายลงระหว่างทางขณะตามหาของวิเศษ
ศิษย์พี่ผู้ซึ่งมีนางอยู่เต็มหัวใจและเต็มดวงตา กลับต้องมาชื่อเสียงป่นปี้และตายในต่างแดนเพราะนาง ถึงขั้นไม่มีแม้แต่คนคอยเก็บศพ
ส่วนเจียงซูอี๋ หลังจากสังหารทุกคนในสำนักเทียนสุ่ยแล้ว ก็เปลี่ยนชื่อเป็ ‘สิงซูอี๋’ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการกำจัดญาติเพื่อความถูกต้อง และตัดขาดจาก 'สายลับเผ่าปีศาจ' ของสำนักเทียนสุ่ย จนได้รับคำชมอย่างเป็เอกฉันท์จากโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
เมื่อมองดูใบหน้ากลมป้อมของฉู่หลินเฟิง เจียงซินยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ
[ศิษย์พี่ห้า ต่อให้ท่านเป็ผีก็ต้องไม่ปล่อยสิงซูอี๋ไปนะ! ฮือ ๆ ข้าลืมไปว่าศิษย์พี่ห้าดวงิญญาแตกสลาย แม้แต่โอกาสจะเป็ผีก็ไม่มีเลย น่าสงสารเกินไปแล้ว น่าสงสารที่สุด ในโลกนี้จะมีคนที่น่าสงสารขนาดนี้ได้อย่างไร?]
[ต้องเป็เพราะเขาโง่แน่ ๆ เลย]
ฉู่หลินเฟิงที่กำลังรู้สึกะเืใจกับคำพูดก่อนหน้านี้ของเจียงซิน พอได้ยินประโยคสุดท้ายเข้าอย่างจัง ความเศร้าในใจก็หายวับไปทันที
คุณชายอย่างข้าน่ะฉลาดล้ำเลิศ จะโง่ได้อย่างไร?
เขาจ้องมองเจียงซิน แล้วยื่นถุงศิลาิญญาให้เจียงซินอีกหนึ่งถุงด้วยท่าทางสุดสง่างาม พร้อมกับสั่งในใจอย่างไร้เยื่อใยว่า ศิษย์น้องตัวน้อย เ้าจงรีบถอนคำพูดประโยคสุดท้ายเดี๋ยวนี้
น่าเสียดายที่เจียงซินไม่ได้ยินเสียงในใจของเขา นางกอดถุงศิลาิญญาสองถุงแล้วทอดถอนใจ
[หลังจากศิษย์พี่ห้าตายไปไม่มีแม้แต่คนเก็บศพ ศพยังถูกผู้บำเพ็ญนอกรีตนำไปหลอมเป็หุ่นเชิด ช่างน่าสงสารจริง ๆ ศิลาิญญาเหล่านี้ ข้าจะเก็บไว้เป็เงินเตรียมไว้ใส่โลงให้ศิษย์พี่ห้าก็แล้วกัน วันหน้าจะได้สั่งทำโลงศพใบใหญ่ที่สวยงามให้เ้าทึ่มคนนี้]
ฉู่หลินเฟิงััได้ถึงความปรารถนาดีของศิษย์น้องตัวน้อย แต่เขารู้สึกว่าความปรารถนาดีนี้ไม่จำเป็เลย แต่ถ้าหากต้องตายจริง ๆ ละก็... เงินก้นถุงซื้อโลงของเขา ต้องหนาที่สุด
"ศิษย์น้องตัวน้อย ทั้งหมดนี้ให้เ้า" ฉู่หลินเฟิงรีบล้วงถุงศิลาิญญาออกมาจากจุดต่าง ๆ ตามร่างกายอีกหลายถุง แล้วกองไว้ในอ้อมกอดของเจียงซิน นี่คือเงินค่าขนมทั้งหมดของเขา ซึ่งเขาให้เจียงซินเก็บไว้ รอให้เขาตายแล้วค่อยใช้ แต่ว่าสิงซูอี๋คือใครกัน? ฟังจากน้ำเสียงของศิษย์น้องตัวน้อย คนผู้นี้เป็คนทำให้เขาต้องตายอย่างนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้น หากเขาหาโอกาสกำจัดอีกฝ่ายก่อน จะได้ไม่ต้องตายใช่หรือไม่?
ฉู่หลินเฟิงจดจำชื่อนี้ไว้ในใจเงียบ ๆ และได้ยินเสียงร้องดีใจของเจียงซิน
[รวยแล้ว รวยแล้ว! ซินซินรวยแล้ว! ซินซินชอบของขวัญแรกพบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังแบบนี้ที่สุดเลย! ศิษย์พี่ห้าสุดยอดที่สุด! ต้องเป็คนที่ฉลาดที่สุดในโลกนี้แน่นอน!]
เ้าตัวเล็กยิ้มจนตาหยี มืออวบ ๆ กอดถุงศิลาิญญาแปดถุงในอ้อมอกไว้แน่น พร้อมกับจัดสรรอย่างชัดเจนทีละถุง
[สองถุงนี้ให้เป็เงินเตรียมไว้ใส่โลงของศิษย์พี่ห้า สองถุงนี้เอาไว้ซื้อวัสดุให้ท่านพ่อซ่อมกระบี่ละลายหิมะ สามถุงนี้ซื้อพู่กันวาดยันต์ระดับยอดเยี่ยมให้ท่านแม่ แล้วก็อันนี้ เอาไว้ซื้อของเล่นให้ซิวโก่ว]
เมื่อพูดถึงซิวโก่ว เจียงซินก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้พามันกลับมา จึงยื่นมือน้อย ๆ ออกไปรวบรวมเศษเสี้ยวของซิวโก่วที่กระจายอยู่ในอากาศอีกครั้ง สายลมพัดโชยเข้ามาในห้อง นำพาควันดำที่ฉีหลานชิงส่งออกไปก่อนหน้านี้กลับคืนมา อนุภาคของควันดำเหล่านี้เล็กจนยากที่จะสังเกตเห็นด้วยตาเปล่า แต่เจียงซินไม่ต้องมอง เพียงแค่ใช้ความรู้สึกก็สามารถรวบรวมอนุภาคควันดำกลับมาได้ทีละนิด
ฉู่หลินเฟิงเห็นว่าในมือของนางไม่มีอะไรเลย แต่พอนางบีบไปมา กลับมีเงาสีดำปรากฏขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ตอนแรกเงาสีดำนั้นเล็กมาก ขนาดเท่ากับเล็บมือเท่านั้น เมื่อเจียงซินคลึงมันอย่างต่อเนื่อง ลูกบอลเงาสีดำก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนหยุดอยู่ที่ขนาดประมาณสองฉื่อ
เจียงซินใช้มือน้อย ๆ ปั้นแต่งเงาสีดำนั้น ปั้นเป็หัวกลม ๆ บีบเป็หูเล็ก ๆ แหลม ๆ ดึงเป็หางยาว และขาที่สูงโปร่ง ในที่สุดก็กลายเป็สุนัขสีดำที่ควบแน่นมาจากเงาสีดำ รูปร่างหน้าตาเหมือนกับที่ฉู่หลินเฟิงเห็นก่อนหน้านี้ทุกประการ เพียงแต่ขนาดตัวเล็กลงมาก เมื่อเจียงซินแตะลงที่ระหว่างคิ้วของซิวโก่ว สุนัขสีดำที่เดิมทีดูเหม่อลอยเหมือนตุ๊กตาก็สั่นหู ดวงตาสีดำสนิทกลับมามีชีวิตชีวา ราวกับว่ามันฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันที
เมื่อนึกถึงประสบการณ์ที่เพิ่งถูกฉีหลานชิงะเิจนกระจัดกระจาย ซิวโก่วก็ตัวสั่นเทิ้ม
ที่นี่อันตรายเกินไป ไม่ใช่ที่ที่ผู้บำเพ็ญระดับแปลงเทพผู้อ่อนแอเช่นมัน โอ้ ไม่สิ หลังจากถูกะเิไปครั้งหนึ่ง ตอนนี้ระดับบำเพ็ญของมันลดลงเหลือเพียงระดับิญญาก่อกำเนิดแล้ว ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ระดับิญญาก่อกำเนิดผู้อ่อนแอเช่นมันจะมาอวดเก่งได้ การเกาะขาผู้ยิ่งใหญ่ไว้ให้แน่นต่างหากคือสิ่งที่ถูกต้อง!
หัวของซิวโก่วแนบชิดกับมือน้อย ๆ ของเจียงซินไม่ยอมห่าง หางชูสูงและส่ายไปมาไม่หยุด ดูประจบประแจงเป็พิเศษ ส่วนฉู่หลินเฟิงมองดูด้วยความตกตะลึง
ทิศทางของเื่มันไม่ใช่แบบนี้นี่! ต่อให้ศิษย์น้องตัวน้อยจะมหัศจรรย์เพียงใด ก็ไม่น่าจะถึงขั้นชุบชีวิตคนตายได้กระมัง? แล้วเ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้มันคืออะไรกันแน่? ตอนที่พวกเ้าอยู่ในแดนิญญาปีศาจ แต่ละตัวดุร้ายและยอมตายไม่ยอมจำนนขนาดนั้น แล้วตอนนี้มาทำตัวเป็ลูกหมาเชื่องทำไมกัน?
เมื่อเห็นเจียงซินลูบหัวสุนัขอย่างมีความสุข ฉู่หลินเฟิงจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า "ศิษย์น้องตัวน้อย ท่านอาจารย์และท่านอาจารย์หญิงะเิเ้าสัตว์ประหลาดสุนัขตัวนี้จนสลายไปแล้ว เ้ายังสามารถเสกมันออกมาได้อย่างไร?"
[เพราะซิวโก่วไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แท้จริงนี่นา มันคือสัตว์ประหลาดที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของไอปีศาจ ขอเพียงแค่ทำให้ไอปีศาจกลายพันธุ์ในรูปแบบเดียวกัน ก็สามารถเสกซิวโก่วกลับมาได้แล้ว แต่การโจมตีของท่านแม่ทำให้ไอปีศาจลดลงไปมาก ซิวโก่วก็เลยอ่อนแอลงด้วย ข้าน่าจะรีบปั้นซิวโก่วให้เร็วกว่านี้ ตอนนั้นไอปีศาจที่หลงเหลืออยู่ยังมีมาก ไม่แน่ว่ามันอาจจะยังคงระดับแปลงเทพไว้ได้]
เจียงซินรู้สึกผิดเล็กน้อย ท่าทางการลูบหัวสุนัขจึงอ่อนโยนลงมาก
ตอนนี้ฉู่หลินเฟิงมีข่าวดีหนึ่งเื่ และข่าวที่ดีกว่าอีกหนึ่งเื่ ข่าวดีคือ ในที่สุดเขาก็รู้ว่าธาตุแท้ของสัตว์ประหลาดเหล่านี้คืออะไร ส่วนข่าวที่ดีกว่าคือ ศิษย์น้องตัวน้อยสามารถสยบสัตว์ประหลาดเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย และยังนำมาใช้งานได้อีกด้วย
แต่เขาไม่รู้ว่าจะรายงานเื่นี้อย่างไรดี พูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อเขา!
'บ้าจริง!'
อีกอย่าง เ้าสัตว์ประหลาดซิวโก่วตัวนี้เห็นได้ชัดว่าไม่จงรักภักดีต่อศิษย์น้องตัวน้อยเพียงพอ การที่ศิษย์น้องตัวน้อยสยบสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะสยบสัตว์ประหลาดทั้งหมดในแดนิญญาปีศาจได้ ฉู่หลินเฟิงใช้ความคิดอย่างหนัก และตัดสินใจที่จะเก็บเื่นี้เป็ความลับ เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครลอบทำร้ายเจียงซิน
ดูสิว่าเขาฉลาดเพียงใด คิดได้ลึกซึ้งขนาดนี้ เขาจะเป็เ้าทึ่มที่ศิษย์น้องตัวน้อยพูดถึงได้อย่างไร?
"ศิษย์น้องตัวน้อย ท่านอาจารย์และท่านอาจารย์หญิงไม่อนุญาตให้เ้าเลี้ยงสุนัขแบบนี้" ฉู่หลินเฟิงกล่าว
เจียงซินเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงรีบเก็บซิวโก่วไว้ในฝ่ามือ แล้วมองฉู่หลินเฟิงด้วยสายตาที่น่าสงสาร
ฉู่หลินเฟิงยิ้มกว้าง "แต่ข้าช่วยเ้าเก็บเป็ความลับได้ โดยจะยังไม่บอกท่านอาจารย์และท่านอาจารย์หญิงในตอนนี้ แต่ถ้าหากสุนัขตัวนี้มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เ้าต้องรีบบอกข้าเป็คนแรก"
เจียงซินยิ้มระรื่นทันที
[ตกลง ๆ ศิษย์พี่ห้าใจดีที่สุดเลย แต่ซิวโก่วจะมีความเคลื่อนไหวผิดปกติอะไรได้? มันโง่กว่าท่านอีกนะ]
ฉู่หลินเฟิงแอบดีใจ ไม่นึกว่าจะมีลาภลอยเพิ่มขึ้นมา เขาบอกแล้วว่าเขาฉลาด! มีลูกหมาปีศาจตัวนี้อยู่ เขาไม่มีทางเป็คนที่โง่ที่สุดแน่นอน!