หากเป็เช่นนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า?
เ้าเส้นแสงพลังงานสีแดงทองเหล่านี้ตัวมันเองสามารถที่จะดูดซับไอปราณิญญาฟ้าดินจากภายนอกได้โดยที่เขาไม่จำเป็ต้องพึ่งพาการสังหารสัตว์อสูริญญาแต่อย่างใด ซึ่งมันทำให้เฟยอวิ๋นดีอกดีใจจนหน้าบานเนื้อเต้น
“ข้าจะตั้งชื่อให้มันว่า ‘เส้นปราณิญญาั’ เพราะสิ่งนี้มันอาจเรียกได้ว่าเป็สิ่งอัศจรรย์ และเป็ ‘มรดกลับแห่ง์’ ที่ได้รับมอบมาจากทวยเทพก็เป็ได้”
เฟยอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึก พลางหัวเราะเสียงดังก้องกังวานอยู่ในใจเหมือนคนโง่งมก่อนที่เขาจะลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ แล้วกวาดมองไปรอบๆ โถงถ้ำ
“ทุกอย่างยังดูสงบนิ่งเช่นเดิมเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ที่ผ่านมา แม้แต่เ้านกน้อยเองยังไม่อาจััถึงปรากฎการณ์เมื่อครู่ได้เลยรึ และมันยังนอนหลับเสมือนตายโดยไม่อาจรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หึหึ ดี ดีมาก!”
แน่นอนว่า แก่นผลึกิญญาธาตุอสูรของสัตว์อสูริญญาทั้งหลาย พวกมันย่อมเป็ทรัพยากรที่ดีที่สุดในการเพิ่มพลังปราณิญญาในขณะนี้ก่อนจะก้าวข้ามตัดผ่านไปในขั้นต่อไปได้ และหากสามารถนำมาดูดซับให้ได้ตามจำนวนเท่ากับข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่วางเอาไว้เพื่อเพิ่มยกระดับขั้นพลังของมนุษย์ทั้งหลายให้สูงขึ้น
เพราะว่าไอปราณิญญาฟ้าดินที่ถูกดูดซับโดยสัตว์อสูริญญาเ่าั้ใน่แรกเริ่มพวกมันจะถูกกลั่นให้เกิดความบริสุทธิ์จนเต็มร้อยส่วนเสียก่อนก่อนที่มันจะควบแน่นหล่อหลอมรวบรวม จนกระทั่งก่อเกิดเป็แก่นผลึกิญญาธาตุในตัวมันซึ่งต้องใช้เวลานานหลายสิบปี และสัตว์อสูรบางประเภทอาจจะใช้เวลาถึงร้อยปีขึ้นไป
ต่อจากนั้น หลังจากที่ ‘ก่อกำเนิดแก่นผลึกิญญาธาตุ’ ขึ้นมาแล้วไอปราณิญญาฟ้าดินที่ถูกดูดซับเข้ามาต่อจากนี้ ก็จะถูกกลั่นเก็บเข้าไปใน ‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’
และก็เช่นกันเมื่อถึงขีดจำกัดของพลังที่ถูกเติมเต็มเข้าไปจนกระทั่งอยู่ในระดับที่มั่นคงและมากพอแล้ว ระดับขั้นพลังปราณิญญาก็จะยกสูงขึ้นตามลำดับด้วยนั้นเอง และยิ่งอายุขัยของพวกมันสูงขึ้นมากเท่าไหร่ไอปราณิญญาฟ้าดินที่ถูกดูดซับมานานแสนนาน การควบแน่นหล่อหลอมเข้าไปในแก่นผลึกย่อมนำมาซึ่งพลังปราณิญญาอันมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในแก่นผลึกิญญาธาตุอสูรเ่าั้จนกระทั่งทำให้พลังอำนาจในการต่อสู้ ก็จะยิ่งสูงส่งขึ้นตามไปด้วย
เมืุ่์นำมาดูดซับเข้าไปในร่างกายก็ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาในการกลั่นเอาความบริสุทธิ์อีกรอบ
นั้นอาจจะเป็อีกเหตุผลหนึ่งที่เหล่าผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญา ได้ถูกสั่งสอนและทำการฝึกฝนบ่มเพาะเช่นนี้มาตลอด กระทั่งถ่ายทอดส่งต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
แต่ทว่า วิธีการที่เฟยอวิ๋นกำลังจะกระทำในตอนนี้คือการดูดซับไอปราณิญญาฟ้าดินโดยตรง จึงจำเป็ต้องใช้เวลานานหลายวันจนกระทั่งอาจจะหลายเดือน หรืออาจจะหลายปีพอสมควรในการหล่อหลอมกลั่นให้เกิดความบริสุทธิ์ หรือไม่ก็อาจจะเร็วกว่านั้นก็เป็ได้
เพราะนี้เป็ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้นกับตัวเขาซึ่งก็ยากจะคาดเดาถึงวันเวลานั้นได้ เพื่อที่จะกลั่นมันมาใช้ในการเพิ่มพูนพลังปราณิญญาของตน และให้ควบแน่นอยู่ในทะเลปราณของจุดกำเนิดพลัง
แล้วถ้าหากว่ามันเกิดความสำเร็จขึ้นมาจริงๆเมื่อหากถึงเวลาที่เขาจะใช้พลังเ่าั้นำออกมาใช้ เหตุผลนั้นก็ง่ายมากพลังปราณิญญาเ่าั้ก็จะมีประสิทธิภาพที่สูงส่งและมีพลังการทำลายล้างอันมหาศาลอย่างสุดๆ อีกด้วยรวมไปถึงการใช้ควบคุมศาสตราิญญาต่างๆ ได้ดีเยี่ยม
หลังจากที่เด็กหนุ่มขบคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็หลับตาลงเพื่อทำสมาธิอย่างเงียบๆ ต่อไป โดยที่เ้านกน้อย ยังคงนอนหลับหมอบเป็ยามเฝ้าอยู่เช่นเดิม
“ไม่ว่าจะเป็คัมภีร์ว่าด้วยการบ่มเพาะพลังปราณิญญาที่ข้าเคยอ่านมาหรือที่ท่านปู่ลีคอยสอนข้าก่อนหน้านั้น ว่าการดูดซับไอปราณิญญาฟ้าดินมันสามารถทำได้เป็เพียงแค่เติมเต็มลงไปในช่องว่างได้แค่นั้น
แต่ทว่า ด้วยวิธีการดูดซับโดยตรงเช่นนี้ของข้าโดยไม่ต้องพึ่งพาแก่นผลึกิญญาธาตุอสูรกระทั่งอาจจะยังไม่เคยมีใครทำมันมาก่อนหน้านั้นและไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดกันแน่?ที่ข้าจะรวบควบมันแล้วกลั่นให้เป็พลังงานที่บริสุทธิ์เพื่อเติมเต็มทะเลปราณิญญาของตน ฉะนั้นแล้ว ข้าจะลองฝึกฝนวิธีนี้ดูก่อนก็แล้วกันหากมันสำเร็จได้จริงข้าก็ไม่จำเป็ต้องไปสู้รบปรบมือกับพวกสัตว์อสูริญญาเ่าั้อีก”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเฟยอวิ๋นก็ส่งจิติญญาััของตน ล่องลอยเข้าไปในจุดกำเนิดพลังอีกครั้งในทันที
“ท่านปู่ลี ท่านฝึกซ้อมหมากให้เก่งๆรอข้าไปก่อนนะ อีกคงไม่นาน ข้าจะกลับไปเป็เพื่อนเล่นหมากกับท่าน”
.....
ฤดูกาลผันเปลี่ยนกระทั่งผ่านฝนหนาวร้อนมาหลายฤดู จนเมื่อเดินทางมากันอีกครั้งหนึ่งและในฤดูหนาวของปีนี้ก็เช่นกัน ที่ความเย็นเยียบได้เริ่มย่างกลายแผ่เข้ามาอีกครั้ง ต้นไม้ใบหญ้า ต่างถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลนจนเต็มพรืดไปหมด
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิดหนาวเหน็บดูมันช่างยาวนานเสียยิ่งกว่าราตรีใหนๆ ของฤดูกาลอื่น
ภายในโถงถ้ำในระหว่างที่เฟยอวิ๋นนั่งหลับตาทำสมาธิเด็กหนุ่มสีหน้าท่าทางดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ริมฝีปากเล็กเม้มเหยียดเป็เส้นตรงก่อนขบฟันเข้าหากันแน่นขนัด
เพราะตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าโลหิตในกายตนดูเหมือนพลุ่งพล่านเร่าร้อนเป็อย่างมาก และพลังปราณิญญาอันมากมายที่อัดแน่นซึ่งอยู่ภายในทะเลปราณอันกว้างใหญ่ของเขา ก็พลันกระเพื่อมไหวก่อตัวขึ้นราวกับแกนพายุขนาดใหญ่กำลังหมุนม้วนอยู่บนคลื่นของมหาสมุทรและกำลังแปรปรวนเพิ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนถั่งโถมซัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งไม่ยอมหยุด
ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเด็กหนุ่มก็พลันเกิดอาการร้อนรุ่มดั่งไฟผลาญปะทุขึ้น และถูกแผดเผาจนร้อนระอุ ประดุจดั่งว่าเขาเองกำลังนั่งอยู่ตรงใจกลางของดวงอาทิตย์ บางที่ก็ประเดี๋ยวหนาวเหน็บเย็นะเืจนสะท้านสั่นเกร็งไปทั่งร่าง ราวกับว่าตนถูกแช่แข็งในผลึกเหมันต์ และกำลังจมดิ่งลึกลงไปใต้มหาสมุทรอันหนาวเย็นหลายหมื่นลี้ซุกตัวอยู่ภายใต้ชั้นน้ำแข็งอันหนาทึบ ที่แม้แต่อยากขยับกาย ก็ยังไม่อาจจะกระทำได้
หลังจากผ่านพ้นไปหลายชั่วยามเมื่อร่างกายเริ่มที่จะสงบนิ่ง และสภาพเริ่มมั่นคงขึ้น เฟยอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกอย่างเหนื่อยล้า
เพราะขั้นตอนการบ่มเพาะพลังปราณิญญาต่อจากนี้ไปเขาจำต้องอดทนสุดชีวิตกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถ้าหากว่ารอดพ้นวิบากกรรมอันตรายครั้งนี้ไปได้ มันจะกลายเป็การเคี่ยวกรำฝึกฝนที่แสนจะคุ้มค่าที่สุดในชีวิตของตน
และแล้วร่างกายของเขา เมื่อปรับสภาพได้อย่างมั่นคงแล้วมันก็เริ่มหนาวเย็นะเืขึ้นมาอีกครั้งอย่างสุดขั้วแต่ครั้งนี้มันก็เย็นสุดขั้วเกินไปจริงๆ เฟยอวิ๋นได้แต่ขบฟันแน่นจนแทบแตกใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก น้ำหูน้ำตาแทบไหลจนอยากร้องให้
เพราะั้แ่เกิดมา เขาก็ไม่เคยทรมานร่างกายของตัวเองขนาดนี้มาก่อนเลยจึงได้แต่พยายามฝืนกล้ำกลืนอย่างอดทนอีกครั้ง เพราะว่าภายในร่างของเขาขณะนี้อวัยวะทุกส่วนราวกับว่า มันถูกแช่แข็งขึ้นในชั่วพริบตาเดียว แม้แต่อวัยวะทุกส่วนก็สั่นสะท้านระริกกับเหตุการณ์อันน่าหวาดหวั่นเช่นนี้
“งานนี้ข้าไม่รู้จะรอดตายได้หรือเปล่าว”เฟยอวิ๋นหน้าตาซีดเผือด เอ่ยเสียงเบาในขณะริมฝีปากยังสั่นเทิ้มไม่หยุด
ชั่วครู่ต่อมาทั่วทั้งร่างกายของเฟยอวิ๋น ก็ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งสีขาวโพลนขึ้น
กระทั่งมีความหนาทึบถึงเกือบสองจั้ง และตอนนี้ก็ทำให้บรรยากาศภายในโถงถ้ำลดฮวบฮาบลงอย่างฉับพลันจนทำให้เกิดชั้นน้ำแข็งหนาเกาะเต็มไปทั่วทั้งโถงถ้ำขนาดใหญ่ ทำให้เ้านกน้อยที่นอนหลับอยู่ข้างประตูหินมันถึงกับซุกหัวเข้าไปที่ใต้ปีกของมัน แล้วขดตัวกลมราวกับก้อนซาลาเปา
และเฟยอวิ๋นที่นั่งอยู่ใจกลางโถงถ้ำ ถ้าหากว่ามองจากภายนอกแล้วแทบไม่รู้เลยว่ามีเขานั่งสมาธิอยู่ในนั้น ซึ่งมันดูพล่ามัวเลือนรางยิ่งนักและมองไม่เห็นชัดเจนเท่าใด โดยที่ชั้นน้ำแข็งเหล่านี้มันยังนับได้ว่าแข็งแกร่งราวชั้นผาศิลาเป็อย่างมาก หากแม้แต่ศาสตราวุธเวทิญญาระดับสูงก็คงมิอาจที่จะเจาะทะลวงเข้าไปได้เกินครึ่งฉื่อเลยแม้แต่น้อยเปรียบได้กับเกาะกายาน้ำแข็งอันทรงพลัง
แต่พอเวลาผ่านไปอีกหลายชั่วยามในขณะที่ร่างของเขาเริ่มชาหนึบ จนกระทั่งเสียงของหัวใจเริ่มรวยรินอ่อนลง
ฉับพลันแกนเสาปราณธาตุที่สงบนิ่งมานานก็ดูดเอาพลังปราณิญญาที่อยู่รายรอบ เหนี่ยวนำดึงพลังนั้นมา จุดะเิส่งไปที่แก่นจิติญญาธาตุที่อยู่้าทันที แล้วเสียงปังก็ดังขึ้นพร้อมกับแสงสว่างวาบตามมา ขณะเดียวกันเส้นชีพจรปราณิญญาทั้งหมดที่เหมือนหดรัดด้วยอากาศอันหนาวเหน็บ ก็พลันะเิถูกทะลวงจนร้อนวูบวาบขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ชั้นน้ำแข็งหนาเ่าั้ ที่ห่อหุ้มร่างกายของเฟยอวิ๋นเอาไว้ก็เริ่มหลอมละลายระเหยเป็ไอหมอก แล้วสลายหายไปในอากาศอย่างฉับพลัน
เพราะว่าในตอนนี้ภายในร่างกายของเขาเอง ก็เริ่มร้อนระอุขึ้นมาอย่างรวดเร็วและทะเลปราณิญญาก่อนหน้า ที่เหมือนดั่งเช่นมหาสมุทรน้ำแข็งก็เริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็ทะเลปราณเพลิง และเริ่มปะทุพุ่งขึ้นฉับพลันไหลเข้าไปในแกนเสาที่ใช้จุดกำเนิดพลัง ราวกับว่าเป็ธารลาวาูเาไฟที่กำลังพร้อมจะแตกะเิออกในชั่วไม่กี่อึดใจต่อจากนี้
ปราณิญญาบริสุทธิ์มากมายได้แปรเปลี่ยนเป็สีแดงเพลิงอย่างน่ากลัวพรั่นพรึงก่อนที่มันจะพวยพุ่งทะยานขึ้นสูงดูวูบวาบ คล้ายกับว่าเป็เปลวเพลิงของดวงอาทิตย์แล้วทะลุทะลวงไปตามเส้นชีพจรปราณิญญาทั้งหมดที่มี
เด็กหนุ่มประสานมือเข้าหากันและนิ้วทั้งสิบก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าทางไปอย่างรวดเร็วจนดูพล่าเลือนซึ่งมันเป็ลักษณะของมุทราประสานหลากหลายรูปแบบ ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วแค่อึดใจ
ในขณะเดียวกันที่ร่างกายภายนอกของเขาก็เริ่มมีกลุ่มควันไอหมอกพวยพุ่งกระจายออก เนื้อหนังทุกส่วนก็เริ่มปรากฏเป็สีแดงขึ้นมาเรื่อยๆราวกับว่าเฟยอวิ๋นในตอนนี้ เหมือนเขากำลังถูกต้มในหม้อสำริดใบใหญ่ด้วยไฟเพลิงสุริยันที่มิอาจคาดวัดถึงระดับความร้อนของมันได้
เ้านกน้อยหลังจากที่ตัวสั่นเทายังไม่หายตอนนี้มันแทบจะเป็บ้า เพราะอากาศดันเปลี่ยนแปลงกะทันหันพันลึกขึ้น จนมันเองก็ถึงกับอ้าปากพะงาบพ่นลมหายใจเป็ควัน
ความร้อนขนาดนี้แม้แต่ลมหายใจของเด็กหนุ่มเอง ก็ยังมีไอหมอกร้อนระอุลอยออกมาไม่หยุดและภายในโถงถ้ำ ก็ยังััได้ถึงไอร้อนแผ่ฟุ้งกระจาย ส่วนเฟยอวิ๋นเองก็กัดฟันกรอดขณะเปลือกตายังปิดแแ่ท่าทีของเขาก็ดูเ็ปทรมานยิ่งนัก ในขณะพยายามกดข่มความรู้สึกอันแสบร้อน ที่กำลังแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างเช่นนี้อย่างยากลำบากเช่นกันแม้กระทั่งกระดูกทุกชิ้นในร่างกายของเขา ยังรู้สึกได้ว่า มันกำลังจะหลอมละลายกลายเป็เถ้าธุลีในอีกไม่นาน
จากที่เย็นจัดกลับกลายแปรเปลี่ยนเป็ร้อนจัด
และขั้นตอนนี้เองก็ได้หล่อหลอมพลังปราณิญญาของเขารวบควบประสานเข้าด้วยกัน จนทำให้มีความรู้สึกว่าภายในร่างกายของเด็กหนุ่มมีการแปรเปลี่ยนหลากหลายจนน่าทึ่ง กระทั่งทำให้แกนเสาปราณธาตุหนึ่งเดียว ที่ผุดโผล่ขึ้นมาตรงใจกลางทะเลปราณิญญาก็ยิ่งทำให้มันมั่นคงมากกว่าเดิม และยังมีความแข็งแกร่งกว่าโลหะใดๆที่ไม่อาจสามารถถูกทำลายลงได้
แต่ทว่าความร้อนก็ยังแผดเผาต่อเนื่องไปเรื่อยๆดูแล้วเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ เช่นกัน
.
.
.
.
………………………………