จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 133 หนึ่งทวนสะท้านขวัญ

                “หยุดมือ!”

                เสียงคำรามอย่างกะทันหันมาพร้อมกับเสียงแหวกอากาศสร้างความตกตะลึงแก่ทุกคนลำแสงสีแดงฉานวาบผ่านบริเวณที่อู๋เซินยืนอยู่ในพริบตาที่มันกระโดดไปด้านข้างพริบตาต่อมารังสีพลังอัคคีอันเข้มข้นก็มาถึงสร้างความแตกตื่นแก่อู๋เซินยิ่งนักขณะที่มันยังคืบคลานอยู่กับพื้นก็โบกมือเรียกโล่สีทองสูงสี่เชียะกว้างสองเชียะออกมาป้องกันด้านหน้าของตนไว้

                เงาร่างคนผู้หนึ่งวาบผ่านข้างกายอู๋เซินไปแต่แทนที่จะจู่โจมใส่กลับมุ่งตรงเข้าไปหาวานรวิญญาณที่กำลังจู่โจมใส่ป้าจ้าว

                “ปัง!”

                ชั่วขณะที่อู๋เซินคลายใจลงเสียงแตกระเบิดอันน่าหวาดหวั่นก็ดังมาจากด้านข้าง พริบตาต่อมาพลังธาตุไฟที่สร้างความหวาดกลัวแก่มันก็แพร่กระจายมาหามันชักเท้าล่าถอยโดยไม่รู้ตัวหลังจากเส้นผมถูกคลื่นความร้อนลามเลียใส่

                จู่ๆก็บังเกิดหลุมอันกว้างใหญ่รัศมีร่วมสิบวาขึ้นที่กึ่งกลางวงต่อสู้ที่กลางหลุมปักตรึงไว้ด้วยทวนสีแดงฉานที่ถูกเปลวเพลิงโชติช่วงห่อหุ้มเอาไว้ราวกับศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่ลงมาจากสวรรค์

                ทุกคนใช้สายตาตะลึงลานมองดูทวนที่ส่วนคมสั่นระริกในใจพวกมันปรากฏความรู้สึกท้อแท้ผุดวาบขึ้นแม้แต่อสูรวิญญาณจากสำนักเจ้าอสูรก็ยังชะงักไปทันทีจากความว้าวุ่นใจของผู้เป็นนาย

                “ปัง!”

                เสียงหนักทึบดังขึ้นอีกคราเรียกให้ทุกคนรู้สึกตัวขึ้นจากความตกตะลึงเมื่อพวกมันเหลียวหน้าไปมองก็เห็นวานรวิญญาณที่ห่างจากจ้าวม่านฉาเพียงครึ่งวาถูกซัดลอยละลิ่วถอยออกไปที่ด้านหน้าเป็นเงาร่างคนผู้หนึ่งอาศัยแรงแรงปะทะจากกำปั้นเหินร่างถอยหลังไปคว้าไหล่จ้าวม่านฉาหอบนางไปด้านข้าง

                มันวาดมือขวาออกก็ปรากฏประกายแสงเย็นเยียบสองจุดพุ่งวาบใส่วิหควายุและอีนทรีขนทองที่ขณะนั้นกำลังโฉบลงหลังจากกระโดดลงไปที่กลางหลุมมันก็ขยับแขนขวาชักทวนยาวขึ้นมา ขณะปลายเท้าแตะพื้นชายผู้นั้นก็กระโดดต่อเนื่องอย่างว่องไวพุ่งตรงเข้าหาถังซินหยุนในพริบตา

                นับแต่มันปรากฏตัวขึ้นจากที่ใดก็ไม่ทราบกระทั่งช่วยชีวิตจ้าวม่านฉาทั้งหมดอาศัยเวลาเพียงไม่ถึงอึดใจเคลื่อนไหวราวกับสายน้ำไหล ---ลื่นไหลโดยไม่สะดุด

                ผู้มาใหม่กวาดตามองวิหคทั้งสองที่หลบเลี่ยงพ้นจากมีดสั้นจากนั้นจึงปรายตามองวิหคสายฟ้าที่ถูกอู๋เซินเรียกกลับไปป้องกันตัวมันวางจ้าวม่านฉาที่บาดเจ็บสาหัสที่ข้างกายถังซินหยุนจากนั้นจึงใช้สีหน้าเย็นชามองไปยังคนจากสำนักเจ้าอสูรทั้งสี่ที่แสดงสีหน้าทั้งตื่นตะลึงและเคร่งเครียด

                ถังซินหยุนประคองป้าจ้าวด้วยความงุนงงหลังจากป้าจ้าวสั่นศีรษะบอกว่าไม่เป็นไรถังซินหยุนก็สูดลมหายใจลึกพลางเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ยืนตรงหน้า ใบหน้านางทอแววสับสนเพราะนางจดจำคนผู้นี้ไม่ออก เพียงแต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายคุ้นตาอย่างยิ่ง

                “ดูแลป้าจ้าวเถอะที่นี่ให้ข้าจัดการเอง”

                ทันใดนั้นสีหน้าถังซินหยุนก็กลายเป็นว่างเปล่าหลังจากได้ยินคำพูดจากผู้มาใหม่สายตานางจับจ้องไปที่ทวนสีแดงฉานที่อีกฝ่ายกุมเอาไว้

                “ท่าน... ท่านคือ...”

                ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วขัดจังหวะนาง“อย่าเสียเวลา! ไป!”

                ป้าจ้าวใช้มือซ้ายกดไหล่ขวาพร้อมกับเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บของตนแม้ไป๋หยุนเฟยจะเปลี่ยนโฉมหน้าของตนแต่เห็นได้ชัดว่านางจดจำมันออกดวงตาของนางกระจ่างวูบยามที่ความคิดแวบขึ้นมาในหัวจากนั้นป้าจ้าวใช้มือขวาฉุดดึงถังซินหยุนเบาๆพร้อมกับกล่าวอย่างอ่อนล้า “คุณหนูเชื่อฟังเขา พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่โดยเร็ว เสี่ยวไป๋กับข้าล้วนบาดเจ็บส่วนพลังฝีมือท่านก็อ่อนด้อยเกินไปหากพวกเรายังรั้งอยู่ที่นี่ก็มีแต่จะเป็นอันตรายข้ารู้สึกว่าเขาต้องสามารถรับมือกับคนเหล่านี้ได้...”

                กล่าวจบนางก็อดไม่ได้ต้องกระอักโลหิตออกมา ส่งผลให้ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย

                ถังซินหยุนกำลังแตกตื่นจึงไม่อาจตั้งสมาธิรับมือกับเหตุการณ์ทั้งหลายได้นางรีบประคองป้าจ้าวก่อนจะส่งสายตาสำนึกบุญคุณไปยังไป๋หยุนเฟยจากนั้นก็หันหลังวิ่งออกไปทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว

                เสี่ยวไป๋บินวนเหนือศีรษะไป๋หยุนเฟยสอบรอบจากนั้นก็ไล่ตามถังซินหยุนคอยคุ้มกันนางด้วยท่าทีระมัดระวัง

                สองคนและหนึ่งวิหคค่อยๆห่างออกไปกระนั้นคาดไม่ถึงว่าคนจากสำนักเจ้าอสูรกลับไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อยพวกมันทั้งสี่ไม่กล้าผ่อนคลายลงแม้เพียงเล็กน้อยทั้งหมดเรียกอสูรวิญญาณของตนกลับมาพร้อมกับเขม้นมองไป๋หยุนเฟยอย่างแน่วนิ่ง

                อู๋เซินตั้งโล่ไว้เบื้องหน้า พร้อมกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบบนหน้าผากการระเบิดปะทุอันน่าหวาดหวั่นที่เกิดจากทวนเล่มนั้นสร้างความหวาดผวาแก่มันยิ่ง ---การระเบิดอย่างฉับพลันของพลังธาตุไฟอันรุนแรงเช่นนี้ทำให้มันเชื่อว่าคนผู้นี้อย่างน้อยต้องมีพลังระดับบรรพวิญญาณอย่างแน่นอน

                “บัดซบ!ไฉนจู่ๆบรรพวิญญาณระดับกลางก็ปรากฏตัวขึ้นที่นี่? ไม่จากพลังธาตุไฟอันเข้มแข็งเมื่อครู่เป็นไปได้อย่างยิ่งว่ามันจะบรรลุถึงด่านบรรพวิญญาณระดับปลายด้วยซ้ำ!”

                อู๋เซินหลั่งเหงื่อไหลผ่านข้างแก้ม มันใช้ความคิดอย่างเร่งร้อนเพื่อหาทางรับมือกับผู้มาใหม่จากความฝังใจแรกพบมันก็เชื่อมั่นไปแล้วว่าอีกฝ่ายอย่างน้อยต้องบรรลุด่านบรรพวิญญาณอย่างแน่นอนมันจึงไม่กล้าแม้แต่จะขยับเคลื่อนไหวทั้งยังไม่กล้าใช้สัมผัสวิญญาณออกเพราะเกรงจะสร้างความขุ่นเคืองให้แก่อีกฝ่ายยามนี้มันจึงไม่มีแก่ใจจะแยแสต่อถังซินหยุนที่กำลังหลบหนีไปอีกแล้ว

                แม้มันจะบรรลุถึงด่านภูตวิญญาณระดับปลายมิหนำซ้ำยังครอบครองวิหคสายฟ้าขั้นที่ห้าระดับต้นแต่มันก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะ‘บรรพวิญญาณ’ตรงหน้านี้ได้ ต่อให้อาศัยความช่วยเหลือจากพวกพ้องทั้งสามแต่ขีดขั้นของภูตวิญญาณกับขีดขั้นของบรรพวิญญาณนั้นเป็นสองระดับชั้นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและมันก็ไม่คิดว่าตนเองจะมีพลังขนาดกระโดดข้ามขั้นไปสังหารคู่ต่อสู้ได้แม้มันจะมีวิหคสายฟ้าระดับห้าแต่มันยังไม่มีความกล้าที่จะต่อสู้กับอีกฝ่ายได้

                เมื่ออู๋เซินไม่ขยับเคลื่อนไหวพวกพ้องอีกสามคนที่ฝีมืออ่อนด้อยกว่าก็ไม่เคลื่อนไหวเช่นกัน ในชั่วเวลานี้ไป๋หยุนเฟยที่กุมกระชับทวนไว้ในมือจึงชะงักนิ่งไม่เคลื่อนไหวเช่นเดียวกับฝ่ายตรงข้ามทั้งสี่

                ยามที่เงาร่างของถังซินหยุนหายลับไปจากที่ไกลตาไป๋หยุนเฟยจึงลอบคลายใจลง ส่วนอู๋เซินก็ฟื้นคืนจากความตื่นกลัวในคราแรกมาทีละน้อย หลังจากสงบใจลงมันก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

                “เอ๊ะ? ไฉนมันยังไม่เคลื่อนไหวอีก?” อู๋เซินเริ่มระแวงมันจะไม่แปลกใจหากไป๋หยุนเฟยใช้กำลังสยบและหยามหยันพวกมันแล้วจากไปมันถึงกับเตรียมจะวิ่งหนีเอาชีวิตรอดในทันทีหากไป๋หยุนเฟยคิดจะลงมือสังหารมิหนำซ้ำผู้ดูแลหลี่ก็จะไม่โทษว่ามันมากนักหากพวกมันทำงานล้มเหลวเพราะเผชิญกับยอดฝีมือเช่นนี้

                หลังจากนิ่งงันอยู่อีกราวอึดใจในที่สุดอู๋เซินก็ตระหนักได้ว่าตนเองทำผิดพลาดแล้วมันอดไม่ได้ต้องใช้สัมผัสวิญญาณออกด้วยความระมัดระวัง...

                พริบตาที่สัมผัสวิญญาณของอู๋เซินกวาดผ่านมันไป๋หยุนเฟยก็เลิกคิ้วเล็กน้อย มันทราบแล้วว่าไม่อาจใช้อุบายได้อีกต่อไป อันที่จริงที่อุบายของไป๋หยุนเฟยบรรลุผลถึงเพียงนี้นับว่าเกินกว่าที่มันคาดหวังไว้มากนักเดิมทีมันวางแผนจะใช้การจู่โจมอย่างฉับพลันหลังจากปรากฏตัวขึ้นกะทันหันเพื่อหาโอกาสให้ถังซินหยุนหลบหนีออกไปได้เท่านั้นกระนั้นมันกลับไม่คิดว่าการระเบิดที่เกิดจากทวนเปลวอัคคีจะขู่ขวัญศัตรูได้ถึงเพียงนี้ดังนั้นไป๋หยุนเฟยจึงแสร้งแสดงท่าทีเป็นยอดฝีมือเพื่อข่มขวัญให้ศัตรูหวาดหวั่นยามนี้เมื่อถังซินหยุนหลบหนีไปได้แล้ว มันก็ไม่นำพาต่อการที่อุบายจะถูกเปิดเผยอีกอย่างมันก็ไม่คิดจะแสดงความเมตตาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

                เมื่อไป๋หยุนเฟยฆ่าไปครั้งหนึ่งมันก็ไม่นำพาต่อการฆ่าอีกครั้ง อีกอย่างศัตรูของมันก็ไม่มีทางปล่อยให้มันมีชีวิตออกจากที่นี่ไปอย่างแน่นอนนี่ก็หมายความว่าทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ก็คือต้องต่อสู้ให้ตายกันไปข้าง “มิผิด”มันครุ่นคิดในใจ “หากข้าไม่ตายก็เจ้าม้วย”

                หลังจากใช้สัมผัสวิญญาณออกอู๋เซินก็พลันตะลึงลาน “ภูตวิญญาณระดับกลาง? ไฉนเป็นเช่นนี้ได้...”

                มันแผ่สัมผัสวิญญาณออกอีกคราและไป๋หยุนเฟยก็ยังคงเป็นภูตวิญญาณระดับกลาง อีกครั้ง ก็ยังเป็นเช่นเดิม...หรือจะเป็นเพราะมันปิดบังพลังที่แท้จริงเอาไว้?

                นี่เป็นสิ่งแรกในความคิดของอู๋เซินกระนั้นมันก็โยนความคิดนี้ทิ้งไปทันทีหากฝ่ายตรงข้ามสามารถซ่อนเร้นพลังได้อย่างสมบูรณ์เช่นนี้ไฉนจึงต้องแสดงพลังในคราแรกด้วย?

                ยามที่เพ่งตามองทวนเปลวอัคคีที่ส่งแสงอันร้อนแรงออกมาดวงตามันก็พลันกระจ่างวูบก่อนจะทอประกายกระจ่างแจ้ง

                พริบตาต่อมาในที่สุดมันก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น --- ที่แท้มันก็หลงกลอีกฝ่าย