บ่ายสองโมงกว่าของวันที่สอง หลินอวี่จึงกลับมาถึงหมู่บ้าน
วันลมแรงผ่านพ้นไปแล้ว
แสงแดดสาดส่องลงมาอย่างเต็มที่ ท้องฟ้าดูราวกับไพลินั์ที่ถูกขัดจนใสสะอาด ไร้ซึ่งเมฆหมอกบดบัง แสงแดดหลั่งไหลลงมาเหมือนน้ำตก อาบไล้ไปทั่วหมู่บ้านริมทะเลแห่งนี้
หวังอวี่เฟินกำลังนั่งอยู่ที่ธรณีประตู ทันใดนั้นเมื่อได้ยินเสียงเกวียนลา สองมือก็ขยำชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว เธอกรีบลุกขึ้นดู แต่เพราะลุกเร็วเกินไปจึงเกิดอาการหน้ามืดชั่วขณะ เธอไม่สนใจสิ่งนั้นรีบจัดผมสีดอกเลาที่บางเบาและปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อผ้าปะชุน ก่อนจะก้าวเดินออกไปข้างนอก หลินเหยาก็ทิ้งกบในมือ วิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังแม่ไปโดยสวมรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ แบบลากส้น
"แม่... พี่กลับมาแล้ว!" เสียงใสของน้องสาวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจกั้น ใบหน้าเล็ก ๆ แดงระเรื่อ แล้วรีบวิ่งออกไปนอกลานบ้านอย่างอดใจไม่ไหว
ฝีเท้าของหวังอวี่เฟินยิ่งเร่งรีบขึ้น ความกังวลในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความดีใจทันทีที่เห็นร่างของลูกชาย ขอบตาของเธอเริ่มแดงระเรื่อ ปากพึมพำว่า "กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว..."
หลินอวี่มองเห็นร่างของแม่และน้องสาวที่รีบวิ่งมาหา ในใจรู้สึกตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว เขาเร่งขับเกวียนลาเข้าลานบ้าน ชูแส้ขึ้นสูงแล้วะโเสียงดังว่า "แม่... เหยาเหยา... ผมกลับมาแล้ว!"
"เป็ยังไงบ้าง? ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นใช่ไหม?" หวังอวี่เฟินถามด้วยความกังวล เพราะลูกชายเพิ่งจะอายุสิบหกปี ยังเป็เด็ก การเข้าเมืองคนเดียวทำให้เธอไม่สบายใจอยู่เสมอ
"แม่ ไม่เป็ไรครับ ทุกอย่างราบรื่นดี ปลาและปูขายออกหมดเลย" หลินอวี่มองไปรอบ ๆ มุมปากยกยิ้มขึ้น แล้วพูดเสียงเบาว่า "ขายได้ทั้งหมดหกสิบกว่าหยวนเลยนะ ทีนี้บ้านเราไม่ต้องอดอยากแล้ว"
"เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?" หวังอวี่เฟินตะลึงไปเล็กน้อย
เธอไม่ได้เห็นเงินจำนวนมากขนาดนี้มาหลายปีแล้ว หากใช้แค่สำหรับกินข้าว อย่างน้อยหนึ่งถึงสองปีก็คงใช้ไม่หมด
"แน่นอนครับ!" หลินอวี่จอดจอดเกวียนแล้วเลิกฟางที่คลุมรถขึ้นแล้วพูดต่อว่า "แม่ นี่คือผ้าที่ผมซื้อมาให้ แม่เอาไว้ตัดชุดใหม่นะครับ"
พูดจบ เขาก็ยื่นผ้าสีน้ำเงินเข้มผืนหนึ่งให้แม่
มือที่หยาบกร้านของหวังอวี่เฟินลูบไล้ผ้าผืนนั้นเบา ๆ นิ้วมือสั่นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความตื้นตัน เสียงของเธอสั่นเครือ "เสี่ยวอวี่ ผ้าผืนนี้ดีจริง ๆ แม่ไม่ขาดเสื้อผ้าหรอก เดี๋ยวแม่จะตัดให้ลูกกับเหยาเหยาคนละชุดนะ"
"แม่ ผ้าพวกนี้พอครับ แม่ก็ตัดให้ตัวเองด้วยชุดหนึ่ง ดูเสื้อผ้าที่แม่ใส่อยู่สิว่าเป็ยังไงแล้ว?"
หลินอวี่รู้สึกปวดใจ
เสื้อผ้าที่หวังอวี่เฟินสวมอยู่นั้น มองไม่ออกแล้วว่าเดิมทีเป็สีอะไร กาลเวลาและความยากจนทิ้งร่องรอยไว้ตามใจชอบ เหลือเพียงสีเทาหม่นที่ด่างดวง ปกเสื้อหลวมโคร่ง ขอบที่สึกหรอขรุขระราวกับถูกกาลเวลากัดเซาะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปลายแขนเสื้อสั้นไปครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นข้อมือที่ผอมแห้งและเต็มไปด้วยเส้นเื กำไลเก่า ๆ บนข้อมือดูเด่นชัดอย่างน่าประหลาดเมื่อตัดกับเสื้อผ้าขาด ๆ
ตรงสาบเสื้อด้านหน้า มีรอยปะซ้อนทับรอยปะ ผ้าสีต่างกันและเนื้อผ้าต่างชนิดถูกนำมาเย็บรวมกันอย่างสะเปะสะปะ บางจุดด้ายหลุดลุ่ยจนเผยอขึ้น ชายเสื้อก็ขาดวิ่น เศษผ้าไม่กี่เส้นปลิวไสวตามลมอย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับจะหลุดออกได้ทุกเมื่อ
ผ้าด้านหลังถูกเหงื่อซึมซับและแห้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดเป็คราบเกลือบาง ๆ ััแล้วแข็งกระด้าง เสื้อแนบสนิทกับแผ่นหลังที่บางเฉียบของแม่ เผยให้เห็นรูปร่างที่ค่อมลงเล็กน้อยจากภาระหนักอึ้งของชีวิต
"ใช่ค่ะ คุณแม่ก็ตัดด้วยชุดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเหยาเหยาก็จะไม่ใส่ชุดใหม่เหมือนกัน" หลินเหยาดึงมือแม่พลางพูด
"จ้ะ ๆ แม่จะตัดด้วยชุดหนึ่ง" หวังอวี่เฟินน้ำตาคลอเบ้า
ตอนนี้หลินอวี่หยิบสำลีห่อใหญ่ชุดหนึ่งออกมา แล้วพูดว่า "แม่ สำลีนี้ก็นุ่มมากเลยนะ หน้าหนาวแม่เอาไปทำผ้าห่มหนา ๆ ตอนกลางคืนจะได้ไม่หนาว"
หวังอวี่เฟินรับสำลีมา กอดไว้ในอ้อมอกแน่น ราวกับััได้ถึงความอบอุ่นนั้น รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าคลายออก "ดี.. ดีจัง... ดีจริง ๆ บ้านเราจะมีผ้าห่มใช้แล้ว"
ั้แ่หย่าร้างและกลับมายังบ้านที่ทรุดโทรมหลังนี้ พวกเขาไม่เคยมีผ้าห่มใช้เลย ผ้าห่มผืนเก่าถูกนำไปไว้ที่บ้านพ่อเลี้ยง พอหย่ากันก็ไม่ยอมให้เอาไปด้วย ทำให้ไม่ว่าอากาศจะเป็อย่างไร พวกเขาก็ต้องนอนบนเตียงดินแข็ง ๆ เท่านั้น
ตอนนี้ มีทั้งผ้าและสำลี เื่เสื้อผ้าและผ้าห่มก็จัดการได้แล้ว แม่มีฝีมือดี ไม่ว่าจะตัดเสื้อหรือเย็บรองเท้าก็ทำได้ เมื่อก่อนเสื้อผ้าและรองเท้าในบ้านแม่เป็คนทำเองทั้งหมด แน่นอนว่าเนื่องจากสำลีราคาแพง ครั้งนี้หลินอวี่จึงไม่กล้าซื้อมากเกินไป ลำพังแค่จะทำเสื้อนวมหนากับรองเท้าสำลีก็คงไม่พอแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาเสียดายเงิน แต่เขาคิดว่าจะซ่อมแซมบ้านก่อน เพราะเขาไม่แน่ใจว่าการซ่อมบ้านจะต้องใช้เงินเท่าไหร่
จากนั้น หลินอวี่ก็นำน้ำมันออกมา พร้อมกับยิ้มและพูดว่า "แม่ ผมซื้อน้ำมันมาด้วย ต่อไปทำกับข้าวจะได้มีน้ำมัน"
หวังอวี่เฟินวางน้ำมันไว้ด้านข้างอย่างระมัดระวัง ยิ้มจนตาหยีเป็สระอิ "ตายแล้ว มีน้ำมันนี้แล้ว กับข้าวบ้านเราคงจะหอมไปอีกนานเลย"
หลินอวี่ทำราวกับเล่นกล สุดท้ายเขาหยิบลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวกำมือหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้น้องสาว "เหยาเหยา นี่ลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวให้เธอ หวานมากเลยนะ"
ดวงตาของหลินเหยาเป็ประกาย จ้องมองลูกอมนั้นแต่ก็มีความเขินอายที่จะยื่นมือไปรับ เธอหันไปมองแม่ หวังอวี่เฟินผลักเธอเบา ๆ "ยัยเด็กบื้อ พี่ให้ลูกก็รับไว้สิ"
หลินเหยาจึงรับลูกอมมาด้วยความดีใจ แกะออกเม็ดหนึ่งแล้วใส่เข้าปาก รสหวานละมุนกระจายไปทั่วปลายลิ้น ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข "พี่คะ ลูกอมนี่อร่อยจัง หนูไม่เคยกินลูกอมที่หวานขนาดนี้มาก่อนเลย"
หลินอวี่ลูบหัวเธอแล้วพูดอย่างอารมณ์ดีว่า "ชอบก็ดีแล้ว แต่ห้ามกินเยอะนะ ไม่อย่างนั้นฟันจะร่วงหมด แม่ครับ เดี๋ยวผมจะไปคืนรถที่บ้านคุณปู่ผู้ใหญ่บ้าน แล้วจะคุยเื่ซื้อไม้ด้วย แม่เตรียมอะไรให้ผมกินหน่อยนะ ผมหิวแล้ว"
"ได้ ๆ แม่จะรีบทำกับข้าวให้กินเดี๋ยวนี้แหละ" หวังอวี่เฟินรีบพูด
เมื่อเห็นแม่วุ่นวายกับการเตรียมอาหาร หลินอวี่ก็ขนฟางออกจากเกวียนลา หลังจากเก็บกวาดจนสะอาดแล้ว เขาก็ให้อาหารลา จากนั้นจึงขับเกวียนลาไปคืนที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ขณะนี้ ผู้ใหญ่บ้านหลัวเฉวียนกำลังอยู่ในลานบ้าน มองดูบ้านที่ถูกลมพายุโหมกระหน่ำด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น
ร่องรอยของลมพายุที่พัดผ่านเห็นได้ชัดเจนทุกจุดของบ้าน หลังคาถูกเปิดออกมุมหนึ่ง รอยโหว่ขรุขระดูเหมือนปากที่อ้ากว้าง ปูนฉาบผนังถูกลมพัดหลุดออกไปไม่น้อย เผยให้เห็นอิฐหินที่ด่างดวงด้านใน รอยร้าวเป็ทางยาวราวกับงูตัวเล็ก ๆ เลื้อยไปตามผนังอย่างตามใจชอบ
ทำให้คนอดกังวลไม่ได้ว่าผนังที่โอนเอนนี้จะพยุงอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ประตูไม้ที่เดิมทีก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ตอนนี้ยิ่งแขวนอยู่บนกรอบประตูอย่างบิดเบี้ยว อาศัยเพียงบานพับที่ขึ้นสนิมประคองสมดุลไว้ พอมีลมพัดก็ส่งเสียง "เอี๊ยด..." ที่ชวนให้ใจหาย
หลัวเฉวียนถอนหายใจยาว พับแขนเสื้อที่เริ่มขาดวิ่นขึ้น แล้วเริ่มลงมือเก็บกวาด เขาหาบันไดเก่า ๆ มาพิงไว้ข้างผนังอย่างระมัดระวัง ขณะที่กำลังจะปีนขึ้นไปอย่างสั่น ๆ เพื่อจัดกระเบื้องที่ถูกพัดร่วงให้เข้าที่ ก็ได้ยินเสียงะโของหลินอวี่จากนอกลานบ้าน "ปู่หลัว ้าให้ช่วยไหมครับ?"
พอเห็นว่าเป็หลินอวี่มาคืนเกวียนลา คิ้วที่ขมวดของหลัวเฉวียนก็คลายออกทันที เขารีบเดินออกมาต้อนรับ "เป็ยังไงบ้าง? ขายปลาหมดไหม?"
หลินอวี่พยักหน้าและตอบว่า "ถึงจะขายได้เงินไม่มาก แต่ซื้อไม้คงพอครับ ปู่หลัว เราจะไปซื้อไม้กันเมื่อไหร่ครับ ปู่สั่งไว้หรือยัง?"
พอได้ยินคำพูดของหลินอวี่ หลัวเฉวียนก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที อย่าว่าแต่หลินอวี่ที่รีบเลย ตัวเขาเองก็รีบเหมือนกัน เพราะตอนที่วันลมแรงมาถึง เขาไม่ได้เตรียมตัว หลังคาบ้านถูกเปิดออกมุมหนึ่ง ในบ้านมีคนท้องอยู่ด้วย ถ้าปล่อยไว้แบบนี้จะไหวได้อย่างไร?
"เื่เอกสารน่ะคุยง่าย ขอแค่มีเงิน พรุ่งนี้เราก็ไปที่ป่าไม้ในเขาได้ แต่เธอจะซื้อเท่าไหร่? ถ้าซื้อน้อย ไปเที่ยวเดียวก็ไม่คุ้มหรอก คนของกรมป่าไม้เขาคงไม่เห็นหัวเราหรอก" พูดจบ ผู้ใหญ่บ้านหลัวเฉวียนก็จุดยาสูบกล้องยาวแล้วสูบ "ฟู่ ๆ "
"ปู่หลัว ผมจะไปรู้เื่นี้ได้ยังไงครับ? ปู่ลองดูบ้านเราสองหลังสิครับ ถ้าจะปรับปรุงบ้านต้องใช้ไม้เท่าไหร่ และต้องใช้เงินเท่าไหร่?"
หลัวเฉวียนนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "บ้านเราสองหลังถึงจะทรุดโทรม แต่โครงสร้างหลักยังไม่เสีย ไม้หลายชิ้นยังใช้ได้ แค่ปรับปรุงไม่ต้องใช้เยอะหรอก น่าจะใช้ไม้ประมาณสองต้น แต่ไม้สองต้นนี้ไม่ถูกนะ ต้นหนึ่งน่าจะประมาณยี่สิบถึงสามสิบหยวน ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้ด้วย"
"แพงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" หลินอวี่ใเล็กน้อย
"พูดอะไรไร้สาระ ถ้ามันถูก บ้านฉันจะปล่อยไว้ไม่ซ่อมแบบนี้เหรอ? มันช่วยไม่ได้ หมู่บ้านเราเป็หมู่บ้านประมง ที่ดินที่มีก็นำไปปลูกเสบียงอาหารและผัก จะมีเงินที่ไหนไปปลูกต้นไม้?"
พอได้ยินดังนั้น ในใจของหลินอวี่ก็เริ่มลังเล ต้นหนึ่งยี่สิบหยวน สองต้นก็สี่สิบหยวน มันแพงเกินไป ครั้งนี้เขาขายได้ทั้งหมดหกสิบกว่าหยวน ถ้าเอาไปซื้อไม้หมด จะเหลืออะไร? เงินจะใช้แบบนี้ไม่ได้!
"คุณปู่ผู้ใหญ่บ้าน ที่ปู่พูดคือไปซื้อที่ป่าไม้แบบถูกกฎหมายใช่ไหมครับ?" หลินอวี่กลอกตาถาม
"ก็ใช่น่ะสิ จะเป็อย่างอื่นได้ยังไง?" หลัวเฉวียนเพิ่งพูดจบ พอเห็นสายตาเ้าเล่ห์ของหลินอวี่ก็ชะงักไป เขาหันมองรอบ ๆ แล้วกระซิบว่า "เ้าหนู เธอไม่ได้กำลังคิดแผนอะไรอยู่ใช่ไหม?"
หลินอวี่ยิ้มประจบ ปู่ครับ แค่ไม้สองต้น... เราลองไปคุยกับชาวบ้านในเขาดูไหมครับ? ผมเดาว่าสิบหยวนก็น่าจะซื้อได้ต้นหนึ่ง หรืออาจจะขายแค่ห้าหยวนด้วยซ้ำ"
พอได้ยินคำพูดของหลินอวี่ หลัวเฉวียนก็หลุดหัวเราะออกมา "ฉันว่าแล้วว่าเ้าหนูอย่างเธอต้องมีเล่ห์เหลี่ยมเยอะ แต่เื่นี้ทำยากนะ ถ้าเป็ต้นไม้หน้าบ้านหลังบ้านยังพอว่า แต่ถ้าเป็บนเขา ต่อให้มีคนยอมเสี่ยง ฉันก็ไปกับเธอไม่ได้ มันไม่ถูกระเบียบ ฉันทำไม่ได้"
หลินอวี่รู้ถึงความกังวลในใจของหลัวเฉวียน เขาเป็ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้าน ถ้าถูกจับได้ว่าลักลอบซื้อขายไม้ผิดกฎหมาย ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจะยังอยู่ไหม? แต่เขาก็ไม่ได้คัดค้าน เห็นได้ชัดว่าในใจหลัวเฉวียนก็เห็นด้วยกับความคิดของหลินอวี่ เพราะกฎน่ะตายตัว แต่คนน่ะยืดหยุ่นได้ เงินที่ประหยัดได้เอาไปซื้อข้าวสารมากินไม่ดีกว่าหรือ?
"ปู่ครับ งั้นเอาแบบนี้ ผมจะลองเข้าไปในเขาติดต่อดูเอง ไม่ให้ปู่ต้องรับความเสี่ยง ถ้ามีคนขายก็ดีที่สุด แต่ถ้าไม่มีคนขาย เดี๋ยวผมค่อยกลับไปกับปู่ที่ป่าไม้ แต่ว่าเกวียนคันนี้ปู่น่าจะต้องให้ผมยืมใช้ต่ออีกสองวันนะครับ" หลินอวี่พูดอย่างเกรงใจ
"ไม่เป็ไร แค่ให้อาหารตามเวลาประจำวัน แล้วก็แปรงขนให้มันบ้างเป็ครั้งคราว ่นี้บ้านฉันก็ไม่มีงานอะไรให้ทำอยู่แล้ว"
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่บ้าน หลินอวี่จึงขับเกวียนลากลับบ้าน