บทที่ 2 คุณพ่อมารับอันอันกลับบ้าน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง…
จงซิ่วเหมยชี้นิ้วไปยังกองขยะที่เกลื่อนกราดเต็มพื้นลาน
“พื้นสกปรกขนาดนี้ แกจงใจทำให้ฉันอารมณ์เสียั้แ่เช้าเลยใช่ไหม!”
อันอันเห็นจงเสี่ยวเฉียงแอบยืนเอามืออุดปากแอบหัวเราะเยาะเย้ยเธออยู่ข้าง ๆ แถมถังขยะก็ยังล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น เธอจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยตอบโต้ด้วยความอัดอั้น
“ผู้อำนวยการ จงเสี่ยวเฉียงเป็คนทำถังขยะล้มค่ะ ไม่ใช่อันอันกวาดไม่สะอาดนะคะ!”
จงซิ่วเหมยได้ยินดังนั้นก็เดือดดาลยิ่งกว่าเดิม เธอปรี่เข้าไปกระชากไม้กวาดมาจากมือน้อย ๆ ของอันอัน แล้วชูขึ้นเหนือหัวทำท่าจะฟาด
“นอกจากจะี้เีแล้วยังกล้าโกหกใส่ร้ายเสี่ยวเฉียงของฉันอีกนะ! ยัยเด็กเหลือขอไม่มีพ่อไม่มีแม่! เห็นทีถ้าฉันไม่เฆี่ยนแกให้หนักสักรอบ แกก็คงไม่ยอมรับผิดสินะ!”
ทว่า ในขณะที่ไม้กวาดกำลังจะฟาดลงมา เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังมาจากทิศทางหน้าประตูสถานสงเคราะห์
เสียงนั้นดังจนจงซิ่วเหมยสะดุ้งสุดตัวด้วยความใจนตัวสั่นเทิ้ม เธอถ่มน้ำลายลงบนพื้นอย่างหยาบคายก่อนจะหันไปตะคอกใส่อันอันทิ้งท้าย
“กวาดให้สะอาดซะ! ไม่อย่างนั้นฉันจะตีแกให้ตายเลยยัยเด็กเวร!”
หลังจากสิ้นเสียงด่า จงซิ่วเหมยก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปยังทิศทางที่เกิดเสียงดังทันที
สถานสงเคราะห์แห่งนี้มีขนาดเล็กมาก เพียงแค่วิ่งพ้นหัวมุมตึกไปเธอก็สามารถมองเห็นสถานการณ์ที่หน้าประตูได้อย่างชัดเจน
สายตาของจงซิ่วเหมยปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ดูมีสง่าราศีและภูมิฐานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เป็คนแรก ก่อนจะเลื่อนไปเห็นกลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำหน้านิ่งที่ยืนรายล้อมอยู่รอบตัวเขา
แต่สิ่งที่ผิดปกติที่สุดคือ... ตอนนี้ประตูเหล็กบานใหญ่ของสถานสงเคราะห์ไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นดินอย่างน่าอนาถ
บุรุษผู้เป็ศูนย์กลางของบอดี้การ์ดเ่าั้แผ่ซ่านไอเย็นะเืออกมาจนบรรยากาศรอบข้างดูอึมครึม
เพียงแค่ได้สบตา จงซิ่วเหมยก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความหวาดเกรง เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“พะ...พวกคุณเป็ใคร? ประตู...ประตูนี่พวกคุณเป็คนพังใช่ไหม ฉันเห็นนะ! จ่ายเงินมาเลย! จ่ายค่าเสียหายมาเดี๋ยวนี้นะ!”
เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยส่วนตัวก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะรายงานท่านประธานของเขาด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ท่านประธานครับ ผู้หญิงคนนี้คือผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์แห่งนี้ ชื่อจงซิ่วเหมยครับ”
ฉินฮ่าวเฉินจ้องมองจงซิ่วเหมยด้วยดวงตาที่เย็นเยียบถึงขีดสุด ราวกับกำลังมองดูซากศพที่ไม่มีชีวิต
จงซิ่วเหมยนั้นมีน้ำเสียงที่ทั้งดังและแหลมสูง คำด่าทอที่เธอเพิ่งพ่นใส่อันอันเมื่อครู่นี้ จึงดังแว่วเข้าหูของเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
เมื่อถูกสายตาคู่นั้นจ้องมอง จงซิ่วเหมยรู้สึกราวกับลำคอถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้แน่นจนเริ่มหายใจลำบาก
เธอก้าวถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัวไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนี้สถานสงเคราะห์แทบจะไม่มีรายได้อะไรเลย แต่คนกลุ่มนี้ดูแล้วต้องเป็มหาเศรษฐีอย่างแน่นอน ถ้าเธอสามารถใช้เื่ประตูเหล็กมาเรียกเงินก้อนโตได้ล่ะก็…
แววตาของจงซิ่วเหมยฉายแววเ้าเล่ห์และแผนการร้าย เธอแผดเสียงะโลั่น
“ไม่ว่าพวกคุณจะเป็ใคร แต่ประตูนี้พวกคุณต้องชดใช้! ประตูของฉันน่ะมันของแพงนะ! ถ้าไม่มีเงินสักแสนสองแสนมาวางไว้ตรงนี้ ก็อย่าหวังว่าจะหนีไปไหนได้!”
ฉินฮ่าวเฉินปรายตามองประตูเหล็กเก่า ๆ ที่ผุพังอยู่บนพื้น ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะเยาะในลำคออย่างเ็า
เงินเพียงแสนสองแสนไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเขาเลย แต่เขาจะไม่มีวันมอบเงินแม้แต่เศษสตางค์เดียวให้กับผู้หญิงใจร้ายคนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาได้รับรู้ว่าเธอข่มขู่และรังแกอันอันของเขาอย่างไรบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินฮ่าวเฉินก็ก้าวขาเดินตรงไปยังทิศทางที่เ้าก้อนแป้งน้อยวิ่งหายไปเมื่อครู่นี้ทันที
“นี่! จ่ายเงินมานะ! จ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้!”
จงซิ่วเหมยเห็นเขาเดินหนีไปราวกับเธอเป็ธาตุอากาศ ก็ยิ่งแผดเสียงแหลมสูงน่ารำคาญ
เธอตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปขวางทางเขาไว้ แต่ทันใดนั้นบอดี้การ์ดร่างกำยำหลายนายก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้เสียก่อน แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึมราวกับยมทูตที่พร้อมจะปลิดชีพคนได้ทุกเมื่อ
ฉินฮ่าวเฉินเดินไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
“มัดตัวผู้หญิงคนนี้ไว้!”
พ้นหัวมุมตึกไปเล็กน้อย ก็จะพบกับลานหลังบ้านเล็ก ๆ ของสถานสงเคราะห์
ในเวลานี้ กลางลานบ้านมีเพียงร่างเล็ก ๆ ที่ดูผอมบางยืนอยู่เพียงลำพัง
อันอันเม้มปากแน่นด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็ที่สุด เธอกระชับด้ามไม้กวาดอันใหญ่ในมือน้อย ๆ แล้วเริ่มลงมือกวาดขยะที่เกลื่อนพื้นใหม่อีกครั้งอย่างตั้งใจ
ทันใดนั้น เสียงเรียกที่แสนนุ่มนิ่มก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“อันอัน...”
ฝีเท้าของอันอันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็รีบสะบัดหัวแล้วลงมือกวาดพื้นต่อทันที
ผู้อำนวยการบอกว่าเธอเป็เด็กที่ไม่มีพ่อมีแม่ เป็เด็กนิสัยไม่ดีที่ไม่มีใครรัก แม้แต่เด็กคนอื่น ๆ ในสถานสงเคราะห์ก็ยังไม่ชอบเธอเลย ดังนั้นจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะมีใครมาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขนาดนี้ เธอต้องหูฝาดไปเองแน่ ๆ
“อันอัน ไม่ต้องกลัวนะลูก... พ่อมาแล้ว”
เสียงที่นุ่มนวลนั้นดังขึ้นอีกครั้งจากเื้ั
อันอันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไปมองทางต้นเสียง
ภาพที่เห็นคือเรียวขายาวภายใต้กางเกงสแล็กเนื้อดีราคาแพงระยับ เรียวขาคู่นั้นดูยาวจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด อันอันต้องเงยหน้าขึ้นจนสุดคอ ถึงจะมองเห็นใบหน้าของเ้าของเสียงนั้นได้ชัดเจน
คือคุณลุงสุดหล่อที่อยู่หน้าประตูนี่เอง!
แต่ว่า... ทำไมคุณลุงถึงบอกว่าเป็คุณพ่อของเธอล่ะ
อันอันกะพริบตากลมโตด้วยความสงสัยเป็ที่สุด
ฉินฮ่าวเฉินก้าวเข้าไปหาเธออีกก้าวหนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงคุกเข่าเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กน้อย
เขายื่นมือยาวออกไปค่อย ๆ ดึงไม้กวาดที่ทั้งใหญ่และสกปรกออกจากมือน้อย ๆ ของเธออย่างแ่เบาที่สุด ราวกับกลัวว่าการขยับตัวที่รุนแรงจะทำให้เธอใกลัว
จากนั้น เขาก็ค่อย ๆ รวบร่างเล็กที่ผอมโซนั้นเข้ามาสวมกอดไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอมและระมัดระวัง
“อันอัน... พ่อขอโทษนะครับที่มาหาอันอันช้าไป”
“อันอัน พ่อมารับอันอันกลับบ้านเราแล้วนะครับ”
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของอันอันที่ได้รับการสวมกอดด้วยความรู้สึกราวกับเธอคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลก
เธอเริ่มรู้สึกโหยหาและโจนเข้าหาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นและมั่นคงนี้อย่างไม่รู้ตัว
อันอันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองคุณลุงหน้าตาดีที่กำลังกอดเธอไว้
ในจังหวะนั้นเอง อันอันเหลือบไปเห็นจงเสี่ยวเฉียงเดินออกมาจากตัวอาคาร เธอสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของคุณลุงด้วยความหวาดกลัว เอ่ยเสียงแ่เบาว่า
“จงเสี่ยวเฉียงมาแล้วค่ะ...”
จงเสี่ยวเฉียงที่เดินพุงกางออกมาด้วยความอิ่มหนำสำราญ เมื่อเห็นอันอันยืนกอดอยู่กับคนแปลกหน้าแถมยังทิ้งไม้กวาดไว้ข้าง ๆ
เขาชี้นิ้วมาที่อันอันทันทีด้วยสีหน้าอวดดี พลางะโลั่น
“นั่นไง! แกแอบอู้งานอีกแล้ว! ฉันจะไปฟ้องคุณย่า!”
อันอันตั้งท่าจะอ้าปากเถียง แต่แล้วฝ่ามือใหญ่ที่แสนอบอุ่นก็ลูบหัวเธอเบา ๆ เป็เชิงปลอบโยน วินาทีนั้นอันอันได้รับความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อนในชีวิตเลย
ฉินฮ่าวเฉินอุ้มอันอันลุกขึ้นยืน กอดเธอไว้ในอ้อมอกอย่างแ่าเพื่อเป็เกราะป้องกัน เขาปรายตามองเ้าเด็กอ้วนท้วนคนนั้นด้วยสายตาเ็า ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“เฮ่อเหยียน”
“ครับ ท่านประธาน!”
ไม่ต้องรอให้ฉินฮ่าวเฉินสั่งซ้ำสอง ผู้ช่วยคู่ใจที่ทำงานด้วยกันมานานย่อมรู้ดีว่าต้องจัดการอย่างไรต่อไป
สองนาทีหลังจากนั้น…
จงซิ่วเหมยถูกมัดไว้อย่างหนาแน่นและถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่หน้าประตูเหล็กที่พังทลาย โดยมีจงเสี่ยวเฉียงหลานชายของเธอนั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ
เฮ่อเหยียนนำกำไลเงินคู่หนึ่งที่ผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างดี มาส่งให้ท่านประธานอย่างระมัดระวัง
ฉินฮ่าวเฉินเหลือบมองกำไลเงินคู่นั้น ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองมือของเ้าเด็กอ้วนคนนั้นด้วยแววตาอำมหิต ราวกับกำลังพิจารณาว่ามือนั้นสมควรจะเก็บไว้หรือไม่
จงซิ่วเหมยเริ่มรู้ซึ้งแล้วว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือยัยเด็กอันอันนั่นเอง และเธอก็รู้ดีว่าคนเหล่านี้มีอิทธิพลมหาศาลเกินกว่าที่เธอจะต่อกรด้วยได้
เมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องมองที่มือของหลานชายสุดที่รัก เธอรีบโขกศีรษะลงบนพื้นร้องไห้ขอความเมตตาทันที
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่คะ ได้โปรดเมตตาหลานชายฉันด้วยเถอะค่ะ! กำไลเงินนั่นฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็ของอันอัน! หลานชายฉันเขาไม่รู้อะไรด้วยเลย! ได้โปรดไว้ชีวิตเขาด้วยเถอะค่ะ!”
จงเสี่ยวเฉียงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้องไห้โยเยหนักกว่าเดิม
“คุณย่าครับ! กำไลมันของผมนี่นา! ไม่ใช่ของอันอันสักหน่อย!”
“คุณย่า! ผมจะเอา! ผมจะเอาสร้อยของผมคืน!”
จงเสี่ยวเฉียงลงไปนอนดิ้นพราด ๆ กับพื้นอย่างเอาแต่ใจ
จงซิ่วเหมยหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว เธอจ้องมองหลานชายด้วยความโกรธระคนหวาดหวั่น
“หุบปากนะ! เงียบเดี๋ยวนี้เลย!”
เธอเสียใจเหลือเกินที่มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ ไม่อย่างนั้นเธอคงจะรีบเอามืออุดปากหลานชายไม่ให้พูดอะไรที่หาเื่ใส่ตัวไปมากกว่านี้แน่
ฉินฮ่าวเฉินยกยิ้มที่มุมปากอย่างเ็า เขาไม่สนใจจะเสวนากับคนกลุ่มนี้อีกต่อไป เขาอุ้มลูกสาวหันหลังเดินขึ้นรถไปทันที
เฮ่อเหยียนได้รับคำสั่งทางสายตาที่ไร้เสียง เขารีบสั่งการบอดี้การ์ดทันที
“คุมตัวพวกเขาทั้งหมดไป!”
ขบวนรถหรูที่เดินทางมาอย่างสง่างาม บัดนี้กำลังเคลื่อนตัวออกจากที่นี่อย่างน่าเกรงขาม
และทุกคนที่เคยรังแกคุณหนูแห่งตระกูลฉิน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็จะได้รับผลกรรมที่พวกเขาก่อไว้ในที่สุด
ภายในรถลินคอล์น…
ั้แ่จำความได้ นี่คือครั้งแรกที่อันอันได้ก้าวขาออกจากสถานสงเคราะห์
เธอมองสำรวจสิ่งรอบตัวด้วยความสงสัย มือน้อย ๆ จับชายเสื้อของคุณลุงสุดหล่อคนนี้เอาไว้แน่นด้วยความประหม่า
“คุณลุงสุดหล่อขา... คุณลุงจะพาอันอันไปไหนเหรอคะ?”
คำว่า ‘คุณลุง’ ทำให้หัวใจของฉินฮ่าวเฉินเ็ปราวกับถูกบีบคั้น
แววตาของเขาฉายแวววูบไหวด้วยความเสียใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“อันอันครับ พ่อจะพาอันอันกลับบ้าน... กลับบ้านของเรานะครับ”
อันอันเงยหน้าขึ้นตั้งท่าจะถามอะไรบางอย่าง แต่แล้วโลกทั้งใบของเธอก็พลันมืดสนิทลง สติสัมปชัญญะค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างช้า ๆ
ในโสตประสาทสุดท้าย เธอได้ยินเสียงเรียกที่แสนอ่อนโยนนั้นกลายเป็ความร้อนรนและห่วงใย
“อันอัน! อันอันครับ! ขับรถให้เร็วกว่านี้อีก!”
คนขับรถรีบเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้าทันที
“รับทราบครับ ท่านประธาน!”
ฉินฮ่าวเฉินกอดอันอันไว้ในอ้อมอกด้วยความสงสารจับใจ ก่อนจะสั่งการ
“เฮ่อเหยียน โทรหาเหยียนอี้ ให้เขากลับบ้านเดี๋ยวนี้!”
“ครับ ท่านประธาน!”
เฮ่อเหยียนรีบกดโทรศัพท์หาคุณชายรอง ‘ฉินเหยียนอี้’ ทันที
ก่อนที่สติจะดับวูบไป อันอันคล้ายจะเห็นว่าคุณลุงสุดหล่อคนนั้นมีน้ำตาคลอเบ้า เธอกระซิบพึมพำด้วยริมฝีปากสีชมพูซีดเซียว
“คุณลุงสุดหล่อ... เป็คุณพ่อของอันอันจริง ๆ เหรอคะ...”
แต่น่าเสียดายที่อันอันยังไม่ทันได้รับคำยืนยันจากฉินฮ่าวเฉิน เธอก็หมดสติเข้าสู่ห้วงนิทราไปเสียก่อน