“คนสุดท้ายแล้วสินะ” นักวิจัยเตรียมจะปิดการใช้งานเครื่อง เพียงแค่รอให้แอชเชอร์เดินผ่านอุโมงทุกอย่างก็จะปิดตัวลง
“แกคิดว่าเขาจะใช้เวลากี่นาทีในการเดินผ่านอุโมงนี่”
“ให้ไม่เกิน 10 นาที”
“ฉันให้ ไม่เกิน 5 นาที” เหล่านักวิจัยล้วนพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ระยะเวลาที่คาดเดากับแอชเชอร์เป็สิ่งที่มาจากประสบการณ์ของพวกเขาเอง ยิ่งคนที่มีเส้นเืสีดำปรากฎจำนวนมาก พวกเขาก็ยิ่งใช้เวลานานในการก้าวผ่านอุโมงที่เต็มไปด้วยพลังงาน แต่สำหรับแอชเชอร์ที่ไม่มีเส้นเืสีดำเลยนั้น พวกเขาคิดว่าแอชเชอร์คงจะเดินเข้าไปในอุโมงโดยไม่ได้รับผลกระทบจากพลังของฟอสเอนเนอร์จี้อันเข้มข้นที่ปลดปล่อยออกมาจากอุโมง
[แจ้งเตือน ตรวจพบฟอสเอนเนอร์จี้จำนวนมาก]
“ระบบ ฉันต้องทำอย่างไรถึงจะดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้เหล่านี้ได้”
เดิมทีแอชเชอร์ต้องใช้มือัักับฟอสเอนเนอร์จี้ของมอนสเตอร์ถึงจะดูดซับมันได้ แต่อุโมงที่เขากำลังจะเดินผ่านมีกระจกขวางกั้นระหว่างเขากับกำแพงที่กำลังปลดปล่อยฟอสเอนเนอร์จี้ออกมา ทำให้เขาไม่สามารถแตะมันได้ จะมีเพียงแค่ฟอสเอนเนอร์จี้ในอากาศเท่านั้นที่รอให้เขาัั
[โฮสต์สามารถดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้ได้ผ่านการััทางด้านิั]
“งั้นก็หมายความว่าแค่ฉันอยู่นิ่งๆฟอสเอนเนอร์จี้เหล่านี้ก็จะดูดซับเข้ามาในร่างกายของฉันสินะ”
[ถูกต้อง เพียงแต่ว่าจำนวนที่ดูดซับจะน้อยมาก ต่างจากััแกนพลังงานด้วยมือ ระบบขอให้โฮสต์คิดหาวิธีเก็บพลังด้วยการััแกนพลังงาน]
“ที่พูดมันก็ง่าย แต่กระจกกั้นมันกันได้แม้กระทั่งะุฉันจะทำลายมันได้ยังไง นี่ระบบแกตรวจสอบเครื่องที่กำลังตรวจร่างกายฉันได้ไหม”
แอชเชอร์เดินเข้าไปในอุโมง จากนั้นเขาก็หยุดเพื่อรอให้ระบบตอบคำถาม เหล่านักวิจัยต่างย่นคิ้วเมื่อเห็นแอชเชอร์หยุดยืน ไม่ได้เดินต่อไป ทันใดนั้นพวกเขาก็พบเข้ากับเื่ที่น่าใเมื่อมีสัญญาณแจ้งเตือนถึงการลดลงของพลังฟอสเอนเนอร์จี้ภายในอุโมง
“เกิดอะไรขึ้น พลังงานหายไปไหน 20 หน่วย”
เหล่านักวิจัยเริ่มตรวจหาพลังงานที่หายไป แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่เมื่อพวกเขานำมาแปลงเป็พลังมานาให้กับชุดเกราะกลับได้มากกว่านั้น
[แจ้งเตือน ระบบไม่สามารถตรวจสอบเครื่องทดสอบการซิงโครไนซ์ได้]
“แกตรวจสอบเครื่องไม่ได้ งั้นแกตรวจสอบการแสดงผลของมันได้ไหม”
[ยืนยัน ทางระบบสามารถตรวจสอบการแสดงผลของเครื่องได้ โฮสต์้าทราบผลการตรวจสอบของโฮสต์ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่]
“ได้สินะ งั้นบอกหน่อยว่าเครื่องมันจะให้ฉันอยู่ระดับไหน”
[ระดับ F]
“ฮะ” แอชเชอร์ใมาก เครื่องตรวจสอบของทางกองทัพกลับตรวจสอบการซิงโครไนซ์ของเขาเพียงแค่ระดับ F เท่านั้น ต่างจากชีวิตก่อนที่เขาได้ระดับ D ถึงระบบ 1 - 1 จะบอกว่าเขามีการซิงโครไนซ์ที่ระดับ SS ก็ตามที แต่เครื่องตรวจกลับให้เขาเพียงแค่ F
“แกอธิบายได้ไหมว่าทำไมถึงเป็แบบนั้น”
[จากการวิเคราะห์ เนื่องจากร่างกายของโฮสต์ได้รับการช่วยเหลือจากระบบ 1 -1 ทำให้การซิงโครไนซ์สูงเกินระดับที่เครื่องมือทางกองทัพวัดได้ เครื่องจึงปรากฎเพียงระดับ F เท่านั้น]
“ไม่ดีแน่ แล้วแบบนี้มีทางทำให้ระดับมันสูงกว่านี้ไหม”
[ตรวจพบการทำงานขัดข้องจากทางเครื่องตรวจสอบ โฮสต์สามารถใช้ช่องทางนี้เล็ดลอดเพื่อเพิ่มระดับการซิงโครไนซ์ได้]
“แล้วฉันต้องทำยังไง”
[โฮสต์เพียงแค่ดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้เข้าสู่ร่างกายให้ได้มากที่สุดเท่านั้น ทางเครื่องตรวจสอบจะวัดปริมาณพลังในร่างกายของโฮสต์แล้วเปลี่ยนไปเป็ตัวเลขระดับที่นักวิจัยพอใจ]
“แค่ดูดซับมันก็พอสินะ”
แอชเชอร์ฉีกยิ้มกว้าง แม้เขาจะมีระบบที่ทำให้แข็งแกร่งได้ แต่หากคนในกองทัพมองไม่เห็นความแข็งแกร่งของการซิงโครไนซ์ เขาจะถูกเมินเป็เพียงแค่ทหารที่พร้อมจะตาย ไม่ใช่ทหารที่ฝากความหวังเอาไว้ได้ เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในสถานที่เหมาะสมและสามารถเข้าถึงข้อมูลของพี่สาวได้ตามที่เขาตั้งใจ แอชเชอร์จึงกางแขนปล่อยให้ร่างกายของเขาดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้เข้ามาเรื่อยๆพลางเดินไปยังทางออกของปลายอุโมง เขามีเวลาภายในนี้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น หากเขาไม่เดินออกไปจะมีคนเข้ามาพาตัวเขาออกไป ถึงนักวิจัยจะบอกกับเขาว่าไม่มีคนช่วยเหลือก็ตาม มันกลับเป็เพียงแค่คำพูดเตือนให้เขาพยายามเดินออกจากที่นี่ด้วยตัวเองให้ได้เท่านั้น
“หายไปอีกแล้ว ฟอสเอนเนอร์จี้หายไปอีกแล้ว 100 หน่วย~!”
“บ้าจริง อะไรกันแน่ที่รวน”
เหล่านักวิจัยต่างพากันมองหาเส้นทางรั่วไหลของพลังงาน แต่พวกเขากลับไม่เจอจุดนั้นเลย การทำงานทุกๆอย่างของเครื่องมือที่พวกเขาใช้กลับยังคงปกติ แต่แล้วพวกเขากลับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เมื่อหน้าจอที่กำลังตรวจสอบร่างกายของแอชเชอร์กำลังแสดงตัวเลขผันผวนจนไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่นอนของแอชเชอร์ได้ ไม่ว่าจะเป็ความเหนื่อยทางร่างกาย หรือจะเป็การซิงโครไนซ์ ทุกๆอย่างที่เป็ตัวเลขบนหน้าจอต่างวิ่งขึ้นวิ่งลง การซิงโครไนซ์ที่ตรวจสอบได้เพียงระดับ F มันก็พุ่งขึ้นไป S บางครั้งก็เปลี่ยนไปเป็ D บางครั้งก็เปลี่ยนไปเป็ B และ A มีการเพิ่มลดตลอดเวลาจนไม่สามารถตรวจจับระดับที่แท้จริงได้
ภายใต้ความผันผวนที่กำลังเกิดขึ้นกับการตรวจสอบนักเรียนคนสุดท้าย หัวหน้านักวิจัยก็เริ่มมองเห็นบางอย่าง ที่ทำให้เขาตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
“ชี้เครื่องตรวจไปยังเด็กคนนั้น”
“หัวหน้า เราไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ตอนนี้เรากำลังหาจุดที่พลังงานรั่วไหลออกไป”
“เชื่อฉัน ตำแหน่งนั้นแหละที่พลังงานหายไป”
เหล่านักวิจัยเลือกที่จะหันเครื่องตรวจทุกๆอย่างไปยังร่างกายของแอชเชอร์ ก่อนที่พวกเขาจะพบว่าฟอสเอนเนอร์จี้ที่ค่อยๆหายไป เกิดขึ้นรอบตัวของแอชเชอร์จริงๆ เมื่อพบจุดที่ฟอสเอนเนอร์จี้หายไปแล้วพวกเขาจึงพยายามตรวจสอบร่างของแอชเชอร์ว่าเขาทำให้ฟอสเอนเนอร์จี้หายไปได้อย่างไร
“ฉันอยากเห็นกราฟพลังงานรอบๆตัวของเขา”
“หัวหน้า ผมเอาขึ้นจอแล้ว” กราฟพลังงานฟอสเอนเนอร์จี้นำขึ้นจอ ทำเอานักวิจัยทุกคนที่เห็นกราฟใตื่น เนื่องจากว่าฟอสเอนเนอร์จี้รอบตัวของแอชเชอร์ห่างจากเขา 1 เมตรอยู่ในความเสถียร แต่เมื่อเข้าใกล้ระยะ 1 เมตรฟอสเอนเนอร์จี้กลับแสดงกราฟดิ่งลงเหวให้พวกเขารู้ว่ามันหายไป ด้วยสิ่งนี้จึงยืนยันได้ว่าแอชเชอร์เป็คนที่ทำให้พลังงานของพวกเขาหาย
การซิงโครไนซ์ครั้งแรกของนักเรียนมากมาย แม้พวกเขาจะมีการดูดกลืนฟอสเอนเนอร์จี้เข้าไปในร่างกายก็ตาม กราฟกลับไม่ตกลงแบบนี้แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งร่างกายก็จะคายพลังงานออกมาเพราะมันเข้มข้นมากเกินไป ร่างกายของแอชเชอร์กลับต่างออกไปเพราะเขาไม่มีการคายพลังงาน มันเป็การกลืนกินเข้าไปโดยสมบูรณ์
“ฉันอยากเห็นร่างกายเด็กคนนี้ก่อนที่จะเข้าไปในอุโมง”
ภาพร่างกายของแอชเชอร์ปรากฎบนหน้าจอ สร้างความใให้กับเหล่านักวิจัย แม้เส้นเืสีดำจะไม่ปรากฎบนร่างกาย แต่มวลกล้ามเนื้อและสิ่งต่างๆมากมายในร่างกายของเขามีตัวเลขไม่ต่างจากคนที่ผ่านการซิงโครไนซ์มาแล้ว
“หรือว่าเส้นเืของเขาไม่เกิดเป็เพราะเคยอาบพลังฟอสเอนเนอร์จี้มาแล้ว”
เหล่านักวิจัยเริ่มค้นหาข้อมูลเพื่อนำมาเปรียบเทียบ ปรากฎว่าข้อมูลของพวกเขาไม่เพียงพอ คนที่ไม่ปรากฎเส้นเืสีดำแบบแอชเชอร์ไม่มี ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็มีข้อมูลเก่าหลายสิบปี มันเป็ข้อมูลที่เก็บรวบรวมร่างกายของเหล่าคนที่อาบพลังฟอสเอนเนอร์จี้จากมอนสเตอร์ก่อนที่จะได้รับการปลุกขึ้นมาด้วยเทคโนโลยี
“หัวหน้า เราเจอแล้ว ในอดีตมีคนที่เป็เหมือนเขาอยู่ 1 คน เขาคนนี้เคยัักับฟอสเอนเนอร์จี้ของมอนสเตอร์เป็เวลา 3 ชั่วโมง จากความบังเอิญที่ศพของมอนสเตอร์และร่างของเขาที่าเ็อยู่ใกล้กัน เพียงแต่ว่าเขามีระดับการซิงโครไนซ์ระดับ B เท่านั้นครับ”
หัวหน้านักวิจัยเริ่มเท้าคาง ดูเหมือนว่าอนาคตข้างหน้าเขาจะต้องใส่ใจกับเหล่าคนที่มีเส้นเืสีดำปรากฎน้อยบนร่างกาย เนื่องจากคนเหล่านี้อาจจะใกล้ชิดกับฟอสเอนเนอร์จี้มาก็ได้ ทำให้ร่างกายที่ได้รับแคปซูลแสดงเส้นเืที่น้อยผิดปกติ
[แจ้งเตือน พลังของโฮสต์เสถียรแล้ว เครื่องตรวจสอบกำลังตรวจสอบร่างกายของโฮสต์ให้อยู่ระดับ C]
“ถ้าถึงระดับ S บอกฉันให้เร็ว”
แอชเชอร์ก้าวเดินต่อไปช้าๆ ไม่เร่งรีบพลางยิ้มกริ่มกับฟอสเอนเนอร์จี้ที่ดูดซับเข้ามาในร่างกาย เขาจะต้องเก็บเกี่ยวทุกอย่างใน 1 ชั่วโมงให้คุ้มค่ามากกว่านี้
[ระดับของโฮสต์เพิ่มเป็ระดับ B]
[ระดับของโฮสต์เพิ่มเป็ระดับ A]
เสียงของระบบดังขึ้นเป็่ๆเตือนให้แอชเชอร์ได้รู้ว่านักวิจัยตรวจสอบระดับการซิงโครไนซ์ของเขาได้ระดับใดแล้ว สำหรับเขาระดับ A ยังถือว่าต่ำเกินไป แม้มันจะโดดเด่นแต่ก็มีคนอีกถึง 10 ที่ปลุกมันขึ้นมาได้ เขาต้องทำให้ตัวเองโดดเด่นกว่านี้จึงต้องเป็ระดับ S เท่านั้น
ถึงแม้การเป็ระดับ S จะมีทั้งโทษและประโยชน์ก็ตาม เขากลับคิดว่ามันเป็สิ่งที่ต้องก้าวข้าม ไม่อย่างนั้นชีวิตเขาอาจจะเป็เหมือนชีวิตก่อน ที่ต้องอยู่ภายใต้การสั่งการของคนอื่นๆโดยไม่สามารถขัดได้ ด้วยระดับ S ของเขามันจะทำให้เขาถูกมองว่าสำคัญจนเสียงของเขาสามารถส่งไปถึงตำแหน่งที่เขาอยากให้มันไป
จากความคิดของแอชเชอร์ โทษที่ตามมาจากการเป็ระดับ S มีอย่างเดียวที่จะเกิดขึ้นคือเขาไปทำให้ผู้มีอำนาจโกรธเคืองหลังจากถูกชักชวนเข้ากลุ่มแล้วเขาปฎิเสธ แอชเชอร์คิดว่าเื่นี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน การเป็ระดับ S เขาจะถูกผู้มีอำนาจเข้าถึงตัว หากเป็ผู้มีอำนาจที่เดินในเส้นทางขาวสะอาดเขารับได้ แต่หากเป็อย่างตระกูลคาเทียร์ที่ทำให้เขาตาย ชีวิตเขาคงจะลำบากไม่น้อย แอชเชอร์จึงภาวนาให้ตระกูลที่ขาวสะอาดเป็ฝ่ายเจอเขาก่อน หากเป็อย่างที่เขาภาวนา เส้นทางของเขาจะง่ายดายยิ่งขึ้น การตามหาพี่สาวก็จะน่าจะง่ายดายเช่นกัน
การเข้าร่วมกับตระกูลที่ใช้อำนาจสีดำ หากเขาตามหาพี่สาวแล้วพวกมันรู้เขาอาจจะถูกจัดการก็ได้เพราะพวกมันอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่หากเขาเข้าร่วมกับผู้มีอำนาจฝั่งสีขาว การตามหาพี่สาวของเขาอาจจะได้รับความร่วมมือ เพราะพวกที่ใช้สัญลักษณ์ขนนกสีแดงน่าจะเป็คนชั่ว ที่ต้องถูกจัดการ
[ระบบการซิงโครไนซ์ของโฮสต์เป็ระดับ S แล้ว ขอให้โฮสต์เดินออกจากอุโมงโดยเร็วก่อนที่มันจะกลับไปเป็ระดับ F อีกครั้ง]
แอชเชอร์รีบก้าวเท้าออกไปจากอุโมงด้วยความรวดเร็ว ด้วยระยะเวลาที่เหลืออยู่ 10 นาทีหากเขาไม่รีบออกไปแล้วการตรวจสอบที่ไม่มีระดับ SS มันจะทำให้เขาเป็ระดับ F กว่าที่เขาจะเลื่อนไปเป็ระดับ S อีกครั้งจากการดูดซับพลังฟอสเอนเนอร์จี้ แอชเชอร์คิดว่า 10 นาทีมันคงไม่พอ เขาคงจะไปได้ถึงแค่ระดับ B เท่านั้น จึงทำให้เขาตัดสินใจออกก่อนเวลา แม้การอยู่ข้างในจะทำให้เขาได้รับฟอสเอนเนอร์จี้มาก็ตามที แต่การที่เขาระดับลด ไม่เป็ผลดีกับอนาคต