ศักราชเทียนหุนปีที่สองพันแปด อาณาจักรเทียนหุนอาณาจักรเดียวแห่งแผ่นดินเทียนหุน มณฑลฉิงหยุน ยามสนธยา ณ เมืองลั่วซี
“เฮ้อ! ในที่สุดก็เลิกงานวันนี้ได้รับค่าแรงยี่สิบสามเหรียญทองแดงเย็นนี้ข้ากินซาลาเปาเพิ่มได้อีกลูกหนึ่ง...” ชายหนุ่มแต่งกายมอมแมมใบหน้าฉายแววอิดโรยเหน็ดเหนื่อยอาศัยกำแพงประคองร่างเดินผ่านตรอกมืดสลัวขณะเดียวกันยังนวดไหล่พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
ไป๋หยุนเฟย อายุสิบแปดปี สูงห้าเชียะเศษ ไว้ผมทรงเรียบง่ายใบหน้าเรียว จมูกโด่งเป็สัน ดวงตาใสกระจ่าง แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าหล่อเหลาแต่อย่างน้อยรูปร่างหน้าตาก็ไม่ทำให้ผู้คนรังเกียจเนื่องเพราะเป็กรรมกรใช้แรงงานมาหลายปีจึงมักเดินหลังค่อมราวกับรอรับคำสั่งร่างกายของมันนับว่าแข็งแรงแต่เพราะอดอยากมานานทำให้แลดูซูบผอม
หลังจากตรากตรำมาทั้งวันยามนี้มันเพียง้าซื้อซาลาเปาสักหลายลูกมาเติมกระเพาะก่อนจะกลับไปซุกตัวนอนในบ้านผุพังของตน“บ้าน” ที่มันอาศัยอยู่ลำพังมาเก้าปี
นับแต่จำความได้ไป๋หยุนเฟยไม่เคยพบหน้าบิดามารดาและท่านปู่ล้วนไม่เคยกล่าวถึงบิดามารดาของมันล้มป่วยและสิ้นลมไปั้แ่มันอายุห้าขวบทิ้งไป๋หยุนเฟยและปู่ที่แก่ชราซึ่งฝากชีวิตแก่กัน แต่คราวเคราะห์กลับยังไม่ละเว้นครอบครัวไป๋หยุนเฟยขณะกำลังตั้งแผงขายรองเท้าฟาง ปู่ของมัน “ขวาง” ทางของผู้สูงศักดิ์อายุเยาว์จากตระกูลมั่งคั่งจึงถูกบ่าวไพร่ของเด็กหนุ่มนั้นทุบตีอย่างทารุณหลังจากนั้นไม่นานชายชราก็จากไป๋หยุนเฟยไป... ปีนั้นไป๋หยุนเฟยอายุเพียงเก้าขวบ
สิ่งที่เกิดขึ้นพบเห็นได้ทั่วไปในแผ่นดินเทียนหุนชีวิตของชาวบ้านโดยเฉพาะคนในครอบครัวต่ำต้อยเช่นไป๋หยุนเฟย... ไร้ที่ดิน ว่างงานมีเพียงบ้านหลังเล็กซอมซ่อที่แทบอาศัยอยู่ไม่ได้....ล้วนไม่มีค่าแม้แต่เหรียญทองแดงเดียวในสายตาของผู้ร่ำรวยสูงศักดิ์
ด้วยอายุเพียงเก้าขวบไป๋หยุนเฟยที่ต้องอยู่เพียงลำพังจารึกความรักของมารดาและความเมตตาของท่านปู่ไว้ในจิตใจและความรู้สึกมันต้องกัดฟันทนมีชีวิตอยู่ต่อไป... หลังจากวิงวอนอยู่สองวันสองคืนในที่สุดจึงได้งานเป็ลูกจ้างของร้านค้าข้าวขนาดใหญ่ไม่ต้องคาดคิดถึงจิตใจของเถ้าแก่ร้านว่าดีงามเพียงใดเถ้าแก่ไม่เคยให้เงินแก่ผู้ใดเป็พิเศษแม้แต่ครึ่งเหรียญทองแดงก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยเพียงได้รับค่าแรงเป็เงินไม่กี่เหรียญทองแดงต่อวัน
หลายครั้งที่ไป๋หยุนเฟยคิดว่าไม่อาจแบกรับได้อีกต่อไปทุกคืนต้องขดตัวในบ้านซอมซ่อที่แทบไม่อาจป้องกันลมพร้อมกับหลั่งน้ำตาเพียงลำพังแต่ทุกครั้งที่ร่ำไห้จนหลับไปจะฝันถึงท่านปู่ที่ลูบศีรษะมันอย่างอ่อนโยนขณะสานรองเท้าฟางพลางสอนสั่งมารดาโอบกอดมันแนบอกพลางชี้ไปยังหมู่เมฆขาวบนท้องฟ้าพร้อมกล่าวว่า“วันหนึ่งเมื่อหยุนเฟยน้อยของมารดาเติบใหญ่จะเป็ดั่งเมฆขาวบนนภา ล่องลอยอย่างเสรีไร้กังวล”
วันต่อมามันจะปาดน้ำตาก่อนจะกัดฟันแบกกระสอบข้าวสารที่หนักอึ้ง... มันแบกข้าวสารมาเก้าปีแล้วระหว่างเก้าปีนี้ไป๋หยุนเฟยได้ััธรรมชาติอันปลิ้นปล้อนของมนุษย์อย่างลึกซึ้งเข้าใจกระจ่างถึงความเดียวดายของโลกใบนี้ มันทำงานอย่างหนักทุกวันฝากชีวิตไว้กับสองมือสองเท้าบนเส้นทางที่แสนต่ำต้อย
แท้จริงแล้วมีคนธรรมดาสามัญอย่างมันมากมายในสังคมระดับล่างสุดแต่ภายใต้แรงกดดันส่วนมากมักเลือกเดินในทางมิจฉาชีพ แต่กระนั้นไป๋หยุนเฟยกลับไม่เคยข้องแวะ ทั้งไม่คิดจะข้องเกี่ยว ทุกๆ เหรียญทองแดงและอาหารทุกมื้อมันต้องแบกข้าวสารเพื่อแลกมา
เพราะมันให้คำมั่นต่อท่านปู่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีมโนธรรม
ผู้คนมากมายเย้ยหยันความดื้อรั้นของไป๋หยุนเฟย “มโนธรรม? อย่าพูดน่าหัวร่อดีกว่าในโลกความจริงที่แสนโหดร้ายผู้มีมโนธรรมเป็เพียงเศษสวะไร้ค่า”
แต่ไป๋หยุนเฟยไม่ได้นำพาพวกมันยังคงใช้ชีวิตเดียวดายมาถึงเก้าปี ไม่ว่าฐานะจะต่ำทรามเพียงใด งานต้อยต่ำเพียงใดและฐานะยากไร้เพียงใด... อย่างมีมโนธรรม
“ตอนนี้ร่างกายข้าแข็งแรงกว่าแต่ก่อนแล้วต่อไปข้าจะแบกข้าวสารให้ได้มากขึ้นข้าจะเก็บออมเงินทองเพื่อซ่อมหลุมศพให้มารดากับท่านปู่...”ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดพลางก้าวเท้าเดินหลังจากตบดูเหรียญทองแดงในอกเสื้อมันก็เร่งฝีเท้าขึ้น ทางออกจากตรอกอยู่ไม่ไกลซื้อซาลาเปาสักหลายลูกจากนั้นจึงค่อยกลับบ้าน
ทันใดนั้นเอง ระหว่างที่มันเดินก้มหน้ากลับไม่ได้สังเกตว่ามีรอยแยกปรากฏขึ้นกลางอากาศว่างเปล่าด้านหลังก่อนจะเห็นกลุ่มหมอกสีดำเคลื่อนผ่านรอยแยกออกมา ภายในกลุ่มหมอกคล้ายจะห่อหุ้มตำราไว้เล่มหนึ่ง...ไม่ทราบว่าเพราะบังเอิญหรือจงใจกลุ่มหมอกสีดำและตำรานั้นกลับลอยไปยังทิศทางของไป๋หยุนเฟยก่อนจะแทรกหายเข้าสู่ร่างของไป๋หยุนเฟยในพริบตา
ไป๋หยุนเฟยพลันรู้สึกสมองว่างเปล่าก่อนจะสิ้นสติล้มลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง
ขณะที่มันล้มกระแทกพื้นมวลอากาศโปร่งแสงก็ฝ่าออกมาจากรอยแยกที่ยังเปิดค้างอยู่อย่างเร่งร้อนก่อนจะลอยตรงเข้าหาไป๋หยุนเฟย ทว่าแทนที่จะแทรกเข้าสู่ร่างมวลอากาศโปร่งแสงกลับเพียงโอบล้อมอยู่รอบกายไป๋หยุนเฟยเท่านั้น
การดำรงอยู่ของสรรพสิ่งล้วนถูกกำหนดด้วยกฎเกณฑ์ของแต่ละโลกเมื่อพยายามจะข้ามไปยังโลกอื่นจะถูกปฏิเสธและกำจัดด้วยพลังจากกฎเกณฑ์ของโลกนั้น
ด้วยเหตุนี้เมื่อวางแผนจะเข้าสู่โลกใดก็ต้องทำตัวให้กลมกลืนกับกฎเกณฑ์ของโลกนั้น
เศษชิ้นส่วนิญญาและตำราทักษะเริ่มหลอมรวมกับไป๋หยุนเฟยทันทีที่เข้าสู่ร่างพลังที่ควบคุมกฎเกณฑ์ของโลกห่อหุ้มร่างของไป๋หยุนเฟยเพียงชั่วครู่หลังจากทำลายชิ้นส่วนิญญาส่วนน้อยที่ไม่อาจหลอมรวมกับร่างของไป๋หยุนเฟยหมดสิ้นก็สาบสูญไปในอากาศทันทีราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ดูจากภายนอก ไป๋หยุนเฟยไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงมันยังคงนอนอยู่บนพื้นราวกับหลับสนิท
ราวชั่วน้ำเดือด มันจึงขยับตัวแล้วลุกขึ้นนั่งแต่ใบหน้ากลับฉายแววงุนงง แววตาทอประกายสับสนเห็นได้ชัดว่ายังเรียกสติกลับคืนมาไม่สมบูรณ์
หลังจากนั่งมึนงงอยู่นานมันจึงยันร่างกับกำแพงประคองตัวยืนขึ้น ก่อนจะตบศีรษะตนเองเบาๆขณะเดียวกันยังคล้ายเอ่ยปากพึมพำกับตัวเอง แต่มองไปก็คล้ายกำลังสนทนากับใครบางคน
“ฉันคือถังหลง... ไม่ ข้าคือไป๋หยุนเฟย”
“ฉันมาจากโลก... ไม่...ข้ามาจากแผ่นดินเทียนหุน...”
“ฉันคือนักเดินทางข้ามมิติ...ข้าคือชาวบ้านในเมืองลั่วซี”
“น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจน...”
“สะสมเงินเพื่อซ่อมหลุมศพมารดาและท่านปู่...”
แม้ว่าเศษชิ้นส่วนิญญาไม่มีจิตสำนึกแต่ก็ประกอบจากเศษเสี้ยวความทรงจำนับไม่ถ้วนซึ่งหลอมรวมเข้ากับไป๋หยุนเฟยจึงทำให้ความทรงจำของมันต้องสับสนอยู่ชั่วขณะ
ไป๋หยุนเฟยแม้เดินโซเซไปตามถนน แต่ที่จริงกลับเป็ปฏิกิริยาจากจิตใต้สำนึกสติมันยังคงสับสนแทบไม่รู้สึกตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่...ชาวบ้านที่สัญจรบนถนนล้วนแหวกทางหลบไปด้านข้างด้วยความหวาดกลัวขณะเดียวกันยังมีกลุ่มคนสิบกว่าคนมุ่งหน้ามาจากประตูเมืองตะวันออก
สองคนที่นำหน้า ด้านซ้ายเป็ชายหนุ่มบุคลิกสูงสง่ามันแต่งกายเลิศหรูและใบหน้าหล่อเหลา ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังในมือถือพัดจีบโบกแ่เบาอย่างสบายอารมณ์ มันชี้ไปยังร้านค้าแผงลอยริมถนนราวกับกำลังแนะนำแก่คนที่อยู่ข้างกาย มุมปากมันเผยรอยยิ้มพึงพอใจเป็ระยะท่วงท่าปลอดโปร่งสูงส่ง แต่ก็แฝงด้วยความเย่อหยิ่ง
ข้างกายมันเป็หญิงสาวผมยาวในชุดยาวหรูหราสีครามรูปร่างนางเพรียวระหง ใบหน้าขาวผ่อง ปากแดงดั่งผลอิงเถา จมูกดั่งหยกดวงตากลมโตของนางมองตามการชี้ชวนของชายหนุ่ม คล้ายกำลังชมดูรอบข้างอย่างเพลิดเพลิน
ด้านหลังห่างไปไม่ไกลมีชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำเดินไพล่หลังทอดน่องอย่างแช่มช้าสายตามองไปยังชายหนุ่มและหญิงสาวด้านหน้าด้วยรอยยิ้มองครักษ์สองคนด้านข้างแต่งกายดังคนทั่วไป เพียงแต่ข้างเอวกลับสะพายดาบยาวแม้พวกมันคล้ายเดินติดตามอย่างสะเปะสะปะ แต่สายตากลับกวาดมองผู้คนโดยรอบเป็ระยะไม่ว่าผู้ใดเผลอสบตากับพวกมัน ล้วนต้องหันหลังหลบเลี่ยงด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
ห่างออกไปด้านหลังยังมีกลุ่มคนแต่งกายดังบ่าวไพร่แบกหีบขนาดใหญ่แม้หีบจะดูหนักอึ้งแต่คนเหล่านี้กลับเดินอย่างปลอดโปร่งเห็นได้ชัดว่าพลังฝีมือพวกมันต้องไม่ต่ำทราม
ตระกูลจาง ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองลั่วซี ควบคุมการค้าเกือบครึ่งค่อนเมืองทั้งเป็ที่รู้จักว่าเป็ตระกูลของผู้ฝึกปรือิญญา แม้ว่า “ตระกูลชื่อดัง” นี้ไม่มีคุณค่าพอจะกล่าวถึงในแผ่นดินเทียนหุนแต่ที่เมืองลั่วซีแห่งนี้แม้แต่เ้าเมืองยังต้องอ่อนข้อให้
แน่นอนว่าชาวบ้านทั่วไปย่อมไม่กล้าขวางทางของนายใหญ่และนายน้อยแห่งตระกูลจาง
“น้องเมิ่งเอ๋อร์ไม่คิดเลยว่าเ้าจะมาที่เมืองลั่วซีพร้อมกับบิดาข้า เ้าน่าจะส่งคนมาแจ้งล่วงหน้าข้าจะได้เตรียมของน่าสนใจไว้ให้เ้าได้สนุกสนาน...”ชายหนุ่มพูดคุยกับหญิงสาวด้านข้างด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า คนผู้นี้จะเป็ใครหากไม่ใช่นายน้อยแห่งตระกูลจาง จางหยาง
ภายใต้การประจบเอาใจของจางหยาง หญิงสาวกลับไม่แสดงความรู้สึกใดนางเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าเพียงพบกับท่านลุงระหว่างพเนจรไปยังเมืองหยินซาข้าลำบากมาที่นี่กับท่านลุงเพื่อเยี่ยมท่านป้า ไม่จำเป็ต้องเตรียมอะไรให้เป็พิเศษอีกไม่กี่วันข้าก็ไปจากที่นี่แล้ว” หลังจากกล่าวจบนางจึงเลิกคิ้วเรียวงามเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่ออีกว่า“และอย่าเรียกข้าว่าเมิ่งเอ๋อร์ ข้าไม่ใช่น้องสาวหรือญาติผู้น้องของท่านเรียกชื่อข้า หลิวเมิ่ง”
“ฮ่าฮ่า เ้าพูดอะไรของเ้า น้องเมิ่งเอ๋อร์อันที่จริงเ้าน่าจะทราบความตั้งใจของผู้าุโในตระกูลเราทั้งคู่ พวกเรา...”จางหยางกลับยังคงไม่ย่อท้อต่อความเ็าของนาง
“ตอนนี้ข้าไม่้าครุ่นคิดอันใดข้าออกจากตระกูลมาพเนจรเพียงเพราะไม่อาจทะลวงสู่ด่านวีรชนิญญาระดับกลางข้า้าออกมาภายนอกเพื่อคลายความเบื่อหน่ายบ้างจะได้กลับบ้านเพื่อฝึกฝนต่ออย่างหมดกังวล”หญิงสาวนามหลิวเมิ่งพลันเอ่ยปากตัดบทจางหยาง
“ว่ากระไร? เ้าจะบรรลุด่านวีรชนิญญาระดับกลางแล้ว? ข้าจำได้ว่าพวกเราบรรลุด่านปัจเจกิญญาใน่เดียวกันนั่นเพิ่งจะผ่านไปปีเดียวข้าเองยังเป็ปัจเจกิญญาระดับกลางแต่เ้ากลับพัฒนารวดเร็วนัก”ยามนี้จางหยางไม่เกี้ยวพาราสีนางอย่างไร้ยางอายอีก เพียงอุทานแ่เบาพร้อมกับที่ใบหน้าฉายแววตื่นตะลึงออกมา
ได้ยินดังนั้นหลิวเมิ่งกลับคล้ายเหลือบมองมันด้วยสายตาแฝงความเหยียดหยามแวบหนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาไปข้างถนนพร้อมกับกล่าวว่า“ข้าไม่เหมือนบางคนที่อยู่ว่างอย่างไร้ประโยชน์ไปวันๆ”
“เอ่อ...” เมื่อถูกแดกดันด้วยคำพูดเช่นนี้ จางหยางก็คล้ายกระดากอายอยู่บ้างมันจึงเลิกเอ่ยถึงเื่นี้ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้มน่าประทับใจพลางชี้ไปยังแผงถังหูลู่(พุทราเคลือบน้ำตาล) ริมถนนพร้อมกับกล่าวว่า “น้องเมิ่งเอ๋อร์...เอ่อ...หลิวเมิ่งนั่นคือถังหูลู่ที่เหล่าหญิงสาวชอบรับประทานเ้ามักจะมุ่งมั่นกับการฝึกปรืออยู่บ้านคงไม่ค่อยพบเห็นของเหล่านี้กระมัง? ข้าจะไปเอามาให้เ้าชิมสักไม้”
หลังจากกล่าวจบมันจึงเดินไปหยิบถังหูลู่แล้วเดินกลับมาที่หลิวเมิ่งเ้าของร้านกลับไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความไม่พอใจ มิหนำซ้ำยังเค้นรอยยิ้มประจบอย่างขลาดเขลาบนใบหน้าชรา...หลิวเมิ่งรับถังหูลู่ไม้นั้นมาด้วยความสงสัยหลังจากมองดูอยู่ชั่วครู่จึงแตะลิ้นชิมน้ำตาลที่เคลือบผิวด้านนอกรอยยิ้มที่ปรากฏบนในหน้านางราวดอกเหมยที่เบ่งบานในฤดูหนาวจางหยางที่อยู่ด้านข้างยามมองเห็นกลับแทบไม่อาจละสายตาจากนาง
คนกลุ่มนี้มุ่งหน้าไปยังใจกลางเมือง ตามเส้นทางจางหยางยังคงหยิบของเล่นแปลกๆชิ้นเล็กๆ จากแผงลอยให้แก่หลิวเมิ่งเพื่อหวังจะได้รอยยิ้มจากหญิงงาม
ยามที่ทั้งหมดมาถึงปากตรอกแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มท่าทีเหม่อลอยแต่งกายมอมแมมกลับถลันออกจากมุมมืดในตรอกอย่างเร่งร้อนมันเดินเหม่อลอยพลางพึมพำบางอย่างไม่หยุด มิหนำซ้ำ ยังคงเดินต่อไปราวกับมองไม่เห็นกลุ่มคนบนถนนก่อนที่จู่ๆ มันจะพลันสะดุดล้มและถลาสู่อ้อมอกของหลิวเมิ่งเต็มแรง
ชายหนุ่มปรากฏตัวอย่างคาดไม่ถึงและหลิวเมิ่งเองก็กำลังมองตามจางหยางที่แนะนำร้านผ้าอีกด้านนางยังไม่คาดคิดว่าจะมีคนถลาเข้ามากระแทกชนใส่ตนเองเช่นนี้ขณะเดียวกันไป๋หยุนเฟยเองก็ความคิดสับสน... มันไม่ได้เจตนาพุ่งเข้าหานางแม้นางจะเป็ผู้ฝึกปรือิญญาก็ยังไม่อาจหลบพ้น ต้องถูกมันชนล้มลงกับพื้น...ไป๋หยุนเฟยรู้สึกปวดศีรษะแทบตาย ข้อมูลทั้งหลายทะลักในหัวไม่หยุดจนมันไม่ทราบด้วยซ้ำว่าตนเองอยู่ที่ใด
ทันใดนั้น ไป๋หยุนเฟยรู้สึกคล้ายชนเข้ากับบางอย่างร่างมันถลาไปด้านหน้าอย่างไม่อาจควบคุมจากนั้นมันก็รู้สึกดั่งร่างตนเองล้มลงบนพื้นอ่อนนุ่ม ก่อนจะได้กลิ่นหอมละมุนโชยเข้าจมูก...ไม่ทราบว่าเพราะการชน การถลา พื้นอ่อนนุ่ม หรือกลิ่นหอมละมุนนั้น...ชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยจึงได้สติแม้ว่ามันยังไม่คืนสติสมบูรณ์แต่ก็ยังพอจะควบคุมร่างตนเองได้อีกครั้ง
มันส่ายศีรษะลุกขึ้นยืน จึงได้เห็นสถานการณ์ตรงหน้าชัดเจน...หญิงสาวชุดครามนั่งกับพื้นเบื้องหน้า ใบหน้าอ่อนหวานเงยมองมันอย่างมึนงงดูท่านางจะล้มลงจากที่ถูกมันกระแทกชนเมื่อครู่
“เอ่อ...แม่นาง ข้าขออภัย...ข้าไม่ได้เจตนาจะชนท่านท่านาเ็หรือไม่?” ไป๋หยุนเฟยทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างยากเย็น...มันเพิ่งจะชนนางล้มลง... ดังนั้นจึงคารวะขออภัยจากนั้นคว้าจับข้อมือขาวผ่องของหลิวเมิ่งช่วยนางลุกขึ้นจากพื้นตามสัญชาตญาณ
ไป๋หยุนเฟยมองไปยังถังหูลู่ที่หล่นบนพื้นด้านข้างก่อนจะเกาศีรษะอย่างกระดากเมื่อเหลียวมองรอบข้างจึงเห็นคนขายถังหูลู่อยู่ห่างไปไม่ไกล...เพื่อประจบเอาใจหลิวเมิ่ง จางหยางจึงเรียกคนขายถังหูลู่ติดตามมาไป๋หยุนเฟยวิ่งเหยาะๆ เข้าไปก่อนจะหยิบเหรียญทองแดงออกมาให้คนขายด้วยท่าทีคล้ายไม่ยินยอมอยู่บ้างจากนั้นจึงหยิบถังหูลู่กลับมา
“แม่นาง ข้าชดเชยถังหูลู่ให้แก่ท่านหวังว่าท่านจะให้อภัยข้าไม่ได้...”
“โครม!” ขณะกล่าววาจาไป๋หยุนเฟยพลันรู้สึกมีแรงมหาศาลกระทบหว่างเอวด้านซ้ายก่อนจะตามมาด้วยความเ็ปอย่างสาหัสพร้อมกับที่ทั้งร่างของมันถูกส่งลอยละลิ่วไปอีกด้าน
จางหยางรั้งเท้าขวากลับมาอย่างแช่มช้า มันสั่นระริกไปทั้งร่างใบหน้าฉายแววอำมหิตเปี่ยมล้น ไม่เหลือเค้าคุณชายสูงศักดิ์ก่อนหน้าแม้แต่น้อยมันจ้องไป๋หยุนเฟยที่นอนฟุบอยู่บนพื้นไม่คิดแม้แต่จะปิดบังจิตสังหารเข้มข้นที่ปรากฏในแววตา
“ไอ้คนชั้นต่ำ!เ้าบังอาจล่วงเกินเมิ่งเอ๋อร์ของข้า! เ้า...ข้าจะฆ่าเ้า”