ลุงอวี๋เคยบอกไว้ว่าการปักธูปลงในถ้วยข้าวหมายถึงการเชิญิญญาให้มาหาตอนนี้ผมปักธูปยาวไว้ที่ถ้วยข้าว แถมตัวยังอยู่ที่นี่ด้วยิญญาของจางเฉียงที่ตามรังควานผมก็น่าจะหาผมเจอในไม่ช้า
ยิ่งเขามาเร็วเท่าไร ผมก็ยิ่งสามารถส่งเขาไปสู่สุคติได้เร็วเท่านั้นและถ้าทำสำเร็จ เขาก็จะไม่มายุ่งกับผมอีก
แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดเลยก็คือ ธูปเพิ่งจุดไปได้ไม่ถึงสิบนาทีผมก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างรอบตัว ผมมองไปรอบๆด้วยหางตาอย่างระมัดระวัง คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ทำให้ทัศนวิสัยดีมาก
และทันทีที่ผมสังเกตไปรอบๆ ความเย็นวาบก็แล่นขึ้นมาจากปลายเท้าจนถึงศีรษะผมเห็นเงาร่างบางอย่างรอบๆ สวนสาธารณะ ร่างเ่าั้ยืนอยู่ไกลออกไปส่วนใหญ่สวมชุดขาว บางร่างยืนอยู่ริมฝั่งทะเลสาบอีกฝั่ง แต่ทุกคนล้วนหันหน้ามาทางผม
พวกเขาไม่ส่งเสียงใดๆ และยืนนิ่งราวกับรูปปั้นแต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกขนลุกที่สุดคือ ทุกคนมีใบหน้าขาวซีดที่ดูผิดปกติรอบตัวผมมีเงาร่างเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ไม่น้อยกว่ายี่สิบร่าง
ผมมั่นใจได้เลยว่าตอนที่เดินเข้ามาในพื้นที่นี้ ไม่มีคนแม้แต่คนเดียวแต่พอผมจุดธูปกลับมีเงาร่างเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาทันที
แม้ไม่ต้องคิดเยอะ ผมก็รู้ได้ว่านี่คืออะไร เงาร่างเหล่านี้ต้องเป็ิญญาเร่ร่อนในละแวกนี้พวกเขาอาจถูกกลิ่นธูปเชิญมา หรือไม่ก็ถูกกลิ่นอาหารในตะกร้าของผมดึงดูดมา
ผมยืนอยู่ริมทะเลสาบด้วยความตึงเครียด มือหนึ่งกำด้ามมีดหัวัแน่นพร้อมรับมือหากเกิดอะไรขึ้น เพราะในสถานการณ์แบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้
หากลุงอวี๋ไม่ได้เตือนผมไว้ว่าอย่าชักมีดโดยไม่จำเป็ ตอนนี้ผมคงจะชักมีดหัวัออกมาแล้ว
เวลาผ่านไป ผมเริ่มสังเกตว่ามีเงาร่างปรากฏเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและร่างเ่าั้กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ผมอย่างช้าๆ
ทุกครั้งที่ผมมองไปที่พวกเขา ร่างเ่าั้จะหยุดนิ่งเหมือนรูปปั้นแต่ทันทีที่ผมละสายตา พวกเขาก็จะขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น
แม้จะมีเงาร่างอยู่มากมาย แต่สวนสาธารณะแห่งนี้กลับเงียบสนิทราวกับไร้ชีวิตแม้แต่เสียงแมลงก็ไม่มี
ยิ่งมีเงาร่างมากขึ้น ความกดดันในใจก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ
ในใจผมได้แต่คิดว่า ‘จางเฉียง นายอย่าชักช้าได้ไหม! รีบมาแล้วก็รีบไปซะฉันจะได้ออกจากที่บ้าๆ นี่สักที’
ผมไม่อยากอยู่ท่ามกลางพวกิญญาเหล่านี้อีกแล้วมันชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบทนไม่ได้
ในขณะที่ผมกำลังตึงเครียดและกังวลเสียงแหบต่ำที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางซ้ายของผม “ไอ้หนุ่มลี้ภัย!คืนนี้แกก็มาอีกเหรอ”
เสียงนั้นทำให้หัวใจผมเต้นแรงจนเหมือนจะหยุด ผมค่อยๆ หันศีรษะไปทางต้นเสียง
เมื่อมองไป ผมเห็นเงาร่างประมาณสี่ถึงห้าร่างยืนอยู่ที่มุมซ้ายด้านหลัง
และร่างที่ยืนอยู่ด้านหน้า คือชายชราสวมชุดคลุมดำสำหรับงานศพที่เมื่อคืนอยู่ในศาลาคนที่พยายามแย่งเสื้อผ้าและชามกระเบื้องจากผม
เขามาพร้อมกับชายหญิงอีกสองสามคน ทุกคนมีสีหน้าไร้ชีวิตชีวา ดวงตาเหม่อลอยใบหน้าแห้งกรังเหมือนกับเนื้อหมูแดดเดียวในร้านขายของชำ
เมื่อเห็นว่าเป็พวกเขา ผมรู้สึกประหม่าอย่างอธิบายไม่ได้
แต่ผมยังคงนิ่งและไม่พูดอะไร มือกำด้ามมีดหัวัแน่น เตรียมพร้อมชักออกจากฝักหากจำเป็
ชายชราไม่ได้สนใจที่ผมเงียบ กลับก้มลงสูดกลิ่นจากตะกร้าบนหลังของผมแทน
“ฟุดฟิดๆ...”
เสียงสูดกลิ่นดังขึ้นไม่หยุดก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นพร้อมแสดงสีหน้าหิวกระหาย
“กลิ่นอาหารนี่มันหอมจริงๆไอ้หนุ่มลี้ภัย อาหารนี่นายเตรียมไว้ให้พวกเราหรือเปล่า”
ชายชราสีหน้าเหลืองซีดเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบต่ำบนใบหน้าที่ดูเหมือนซากศพกลับมีแววตื่นเต้นเล็กน้อย
ผมไม่อยากมีปัญหากับพวกิญญาเหล่านี้จึงรีบหยิบถั่วลิสงขึ้นมากำมือหนึ่งแล้วโปรยออกไปตรงหน้า
“กินแล้วก็ไปซะ!อาหารพวกนี้ไม่ได้เตรียมไว้สำหรับพวกคุณ”ผมพูดเสียงดังฟังชัด
พวกิญญาที่อยู่ด้านหลังชายชราต่างจ้องมองถั่วลิสงบนพื้นด้วยแววตาลุกวาวก่อนจะกระโจนเข้าไปเหมือนสัตว์หิวโหย
พวกเขาเริ่มคลานอยู่บนพื้นหญ้า คุ้ยหาเม็ดถั่วลิสงที่กระจัดกระจาย
ทุกครั้งที่พวกเขาเจอเม็ดถั่วลิสง จะเผยสีหน้าดีใจและตื่นเต้นอย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกันเงาร่างที่อยู่ห่างออกไปต่างหันมามองถั่วลิสงที่ผมโปรยด้วยแววตากระหาย พวกเขาเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้
ผมรู้สึกได้ถึงลมเย็นะเืที่พัดมาทางผม และเมื่อมองรอบๆ อีกครั้งก็พบว่าพวกิญญาเหล่านี้เข้ามาใกล้ผมมากขึ้น
พวกเขาจ้องมองผมอย่างแน่วแน่ โดยเฉพาะตะกร้าบนหลังของผมที่มีกลิ่นหอมของอาหารเซ่น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็รีบหยิบถั่วลิสงขึ้นมาอีกหลายกำแล้วโปรยออกไปรอบๆพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม “พี่น้องทั้งหลาย คุณลุงคุณป้าทุกท่านผมไม่ได้ตั้งใจมารบกวน กินเท่าที่พอใจแล้วปล่อยผมไปเถอะครับ!”
ผมโปรยถั่วลิสงเกือบหมดถุง
พวกิญญาที่อยู่รอบๆ เหล่านี้เป็ิญญาเร่ร่อน ไม่มีใครทำพิธีให้พวกเขาอดอยากทนทุกข์ตากลมตากฝน
พอเห็นถั่วลิสงที่ผมโปรย พวกเขาก็พุ่งเข้าไปแย่งชิงราวกับฝูงหมาป่า
เสียง “กรอบแกรบ” ดังขึ้นทุกครั้งที่พวกเขากัดถั่วลิสงพร้อมแสดงสีหน้าพึงพอใจ
ในขณะที่พวกเขากำลังแย่งชิงถั่วลิสงกันอย่างดุเดือด ชายชราผู้ยืนอยู่หน้าสุดทางซ้ายของผมยืนนิ่งไม่ขยับแต่กลับแสดงสีหน้ารังเกียจิญญาเร่ร่อนรอบๆ ที่กำลังแย่งชิงถั่วลิสง
จากนั้นเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ “ไอ้หนุ่มลี้ภัยฉันอยากกินเนื้อในตะกร้าบนหลังของแก”
ิญญาชายชราผู้นี้แตกต่างจากพวกิญญาเร่ร่อนรอบตัวอย่างสิ้นเชิงบรรยากาศเย็นะเืที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นรุนแรงและกดดันมากกว่า
เมื่อได้ยินว่าเขา้าเนื้อในตะกร้าของผม ผมก็รีบหยิบถุงพลาสติกที่พอจะเหลือถั่วลิสงอยู่บ้างโยนไปให้เขาทันที
“ลุงเราอย่ามายุ่งกันเลยนะครับ นี่ผมให้คุณหมดแล้ว เอาไปแล้วช่วยออกไปเถอะ”
ชายชรารับถุงพลาสติกจากผมไว้ พร้อมกับจ้องมองถั่วลิสงในถุงอย่างดูแคลนก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ไอ้หนุ่มลี้ภัยเมื่อคืนถ้าไม่มี ‘ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้น’ อยู่ ฉันคงได้เสื้อผ้าของแกมาแล้ว แถมยังจะจับแกไปเป็ตัวตายตัวแทนแทนเ้าิญญาจมน้ำนั่นเสีย
“แต่คืนนี้ ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้นไม่อยู่ถ้าแกไม่ยอมเอาเนื้อในตะกร้ามาให้ฉันกิน ฉันจะคว่ำโต๊ะของแก แล้วโยนแกลงน้ำไปแทนตัวเขาเดี๋ยวนี้เลย!”
พูดจบ ิญญาชายชราก็ขยับก้าวเข้ามาใกล้ผมอีกสองก้าวสายตาของเขาเต็มไปด้วยการคุกคาม
เขาพูดว่า เมื่อคืนมี ‘ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้น’ อยู่ เขาถึงไม่กล้าทำอะไรผม
แต่เมื่อคืนผมไม่เห็นผู้หญิงคนไหนอยู่รอบตัวเลย หรือไม่ก็อาจจะมีแต่ผมมองไม่เห็นเอง...
แล้วผู้หญิงที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นคือใคร
ใครกันที่ปกป้องผม ใครที่ตามติดผม
ในหัวผมพลันนึกถึงใบหน้าของเสี่ยวอวี่แฟนเก่าของผมพร้อมกับกลิ่นฟอร์มาลินจางๆ ที่ผมได้กลิ่นเมื่อคืนตอนที่ชายชราวิ่งหนีไป
ผมยังไม่ตอบรับคำขู่ของเขาทันที แต่ถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่ง “ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้นที่คุณพูดถึงเธอหน้าตายังไง แล้วเมื่อคืนเธออยู่ที่ไหน”
ชายชราหรี่ตามองผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ “หน้าตาสวยทีเดียว ดูดีมาก
“แต่ฉันคิดว่าเธอเองก็คงเอาตัวไม่รอดคืนนี้คงมาไม่ได้แล้ว
“แกฟังฉันนะรีบเอาเนื้อในตะกร้าออกมาให้ฉันกิน ไม่อย่างนั้น ฉันจะคว่ำโต๊ะของแกแล้วจับแกโยนลงน้ำเดี๋ยวนี้!”