“ก่อนที่ข้าจะคำนับท่านเป็อาจารย์ ข้าขอทราบนามของท่านก่อนได้หรือไม่…”มันตรากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เตียหลงซานลุกขึ้นยืนช้าๆ รัศมีรอบกายพลันเปลี่ยนจากแสงสีเงินธรรมดากลายเป็แสงออร่าสีแดง ม่วง และทอง เจิดจรัสแผ่ประกายครอบคลุมไปทั่วทั้งห้อง “เ้าวากิว ศิษย์ผู้โง่เขลาแห่งสำนักของข้า เ้ายังคำนับเป็อาจารย์ได้เลย แล้วทำไมกับข้า นักพรตเตียหลงซาน เ้าถึงได้มากพิธีเช่นนี้ด้วยเล่า?”
น้ำเสียงเสียงนั้นช่างดุดัน แม้จะดูเหมือนกำลังล้อเล่น แต่บรรยากาศกลับบีบคั้นยิ่งนัก แค่เพียงได้ยินชื่อ นักพรตเตียหลงซาน หัวใจของมันตราแทบจะหยุดเต้น เข่าทรุดลงโดยพลัน “ท่าน… ท่านก็คือ… นักพรตเตียหลงซาน… เ้าสำนักปฐมิญญา… ยอดฝีมืออันดับหนึ่ง… ผู้เร้นกายจากยุทธภพ… เลยเชียวหรือ!!?”
“ถ้าใช่ แล้วเ้าจะทำไม…” นักพรตชรากล่าวหยอกด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
มันตรารีบคุกเข่าโขกศีรษะสามครั้งตามจารีตโบราณ “ข้าน้อยขอน้อมคารวะอาจารย์”
เตียหลงซานพยักหน้าพลางเอ่ยด้วยเสียงอันแ่เบา “ลุกขึ้นเถิด... นับแต่นี้ เ้าคือศิษย์ของข้า นับจากนี้ไปจงอย่าคุกเข่าให้ใครง่ายๆ อีก… ”
“ศิษย์รับทราบ” มันตรากล่าวพลางลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาเปล่งประกายแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่น
“ข้ามีเื่หนึ่งอยากถามเ้า…” เสียงของเตียหลงซานเยือกเย็นดั่งลมหนาวแรกยามต้นฤดู ริมฝีปากของเขาไม่ขยับ แต่เสียงกลับดังก้องไปทั่วทั้งห้อง
“เชิญอาจารย์กล่าว” มันตราตอบพร้อมก้มศีรษะอย่างเคารพ
เตียหลงซานหรี่ตา แววตาวาววับดั่งเห็นทะลุถึงแก่นจิต “เหตุใดเ้าถึงอยากฝึกบำเพ็ญนัก?”
มันตราชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ “ข้าไม่อยากตาย… หากข้าไม่ยืนอยู่เหนือศัตรู วันหนึ่งชีวิตของข้าหรือคนที่ข้ารัก ก็อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ข้าไม่อาจรอให้โชคชะตาเป็ฝ่ายตัดสินชีวิตข้า ดังนั้นข้าจึงต้องมีพลังที่สูงกว่าศัตรู”
“ดี! แต่พลังอย่างเดียวยังไม่พอ เ้าต้องมีสติปัญญาที่เหนือกว่าศัตรูด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็ยอดคน” เตียหลงซานกล่าวสั่วสอน
เขานั่งลงคุกเข่าคารวะนักพรตเฒ่าด้วยความแน่วแน่ “ขอบคุณอาจารย์ที่แนะนำ แต่ข้าต้องกลับแล้ว… เสด็จแม่รอข้าอยู่”
เตียหลงซานหลับตานิ่งก่อนจะหัวเราะเบาๆ “หึๆ… แล้วเ้าจะกลับอย่างไรเล่า?” เสียงอาจารย์นักพรตเฒ่าแฝงความเย้ยหยัน “ที่นี่…ไม่มีทางเข้า ไม่มีทางออก ที่นี่คือ ‘ห้องปิดผนึกแห่งปฐมกำเนิด’ หากเข้ามาด้วยวิธีใดการจะออกไป ก็ย่อมต้องออกไปด้วยวิธีการเดียวกับตอนที่เข้ามาเท่านั้น”
นักพรตเตียหลงซานชูนิ้วขึ้นกลางอากาศ ประกายแสงแตกตัวเป็ริ้วสาย เกิดประกายฟ้าแลบกลางอากาศก่อนรวมตัวเป็แผ่นยันต์ทองลอยเคว้งอยู่กลางห้อง บทกลอนโบราณค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางรัศมีแห่งแสงอันเรืองรอง
‘เมื่อโลกว่างเปล่าไร้ผู้ใด
ไม่มีฟ้าใหญ่ ไม่มีผืนดิน
หนึ่งลมหายใจไหลเวียนโบยบิน
ใจนิ่งจึงยิน วิถีปฐม’
“เ้าเข้ามาด้วยการไขปริศนาของข้า เ้าก็ต้องออกไปด้วยวิธีเดียวกัน ไขปริศนานี้ให้ได้ จึงจะพ้นจากที่นี่ไปได้” เตียหลงซานกล่าวจบก็พลันนั่งสมาธิหลับตาลงนิ่งเงียบราวกับรูปสลักหิน
มันตรานั่งลงขัดสมาธิ ลมหายใจสงบ แ่เบา ควันสีขาวจางๆลอยกรุ่นขึ้นจากใต้แผ่นหิน กลิ่นหอมโบราณอบอวล ราวกับนำเขาเข้าสู่มิติอันเวิ้งว้าง
“ไม่มีฟ้า ไม่มีดิน... โลกว่างเปล่า… หมายถึงสลัดความยึดมั่น”
“หนึ่งลมหายใจ... คือปราณแท้ดั้งเดิม”
“ใจนิ่งจึงยิน... ไม่ใช่หูฟัง แต่ ‘จิต’ ต้องฟังด้วยสติที่สงบนิ่ง”
มันตราจิตเริ่มตั้งมั่น ลมหายใจของเขาเบาบางลง หายใจเข้าอย่างแ่เบา... หายใจออกอย่างแ่เบา… จนแทบไม่หายใจ ร่างกายเบาเหมือนจะละลายไปกับอากาศ
เมื่อจิตเริ่มเข้าสู่สมาธิสูงขึ้น ยันต์สีทองที่ผนึกไว้กลางห้องนั้นก็ค่อยๆ แผ่ลำแสงสีทองวิ่งไหลเข้าร่างเขาเป็สาย
ทันใดนั้น!
เกิดเสียง “ปึ้ง!” เหมือนสายลมพัดกระแทก ร่างของมันตราลอยขึ้นจากพื้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว พลังปราณรอบตัวหมุนวนรุนแรงราวพายุถล่ม ชุดที่เขาสวมใส่กระพือสั่นไหว เส้นผมลอยคว้างกระจัดกระจายขึ้นเบื้องบน แต่ใบหน้าเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์
วงแหวนเวทย์สามชั้นบังเกิดขึ้นรอบกาย เปล่งแสงสีแดงลอยขึ้นจากปลายเท้าของเขามาหยุดที่บริเวณเอว แล้วรวมเป็วงเดียวกันเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าแล้วกลับลงไปอยู่ในตำแหน่งปลายเท้าติดกับพื้นเป็สัญญาณแห่ง “ขั้นที่ 3 แห่งการฝึกปราณ” ระดับที่ต้องใช้เวลาเป็ปี… แต่มันตราทำได้ในไม่กี่ลมหายใจ!
เตียหลงซานยกคิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อย “หืม… จิตมั่นไม่แกว่ง ลมหายใจแนบสนิทกับสภาพแวดล้อม บ่มปราณโดยไม่ใช้พลัง...”
เขาหัวเราะเบาๆ “เป็ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ข้าเห็นศิษย์คนหนึ่งตีความกลอนได้ถูกต้องทุกบรรทัด... ใช้ใจฟัง ไม่ใช่หู ใช้ปัญญาปลดปล่อย ไม่ใช่ยึดติด ถือว่า... ไม่เสียแรงที่วงเวทย์สีแดงเลือกเ้า”
ทันใดนั้น ผนังด้านหนึ่งของห้องก็เปิดออกเองโดยไม่มีผู้ใดแตะต้อง เผยทางเดินเรืองแสงที่ทอดยาวกลับออกไปยังภายนอก
“เ้าผ่านการทดสอบแล้ว จงกลับไปเถิด... เมื่อเ้าบรรลุระดับหกแล้วจึงค่อยพบกันใหม่”
มันตราลุกขึ้น ชำเลืองกลับไปมองอาจารย์ครู่หนึ่ง แล้วคำนับโดยมิได้เอ่ยคำใด แววตาของเขาเปลี่ยนไป จากชายผู้หวาดกลัวโชคชะตา สู่ผู้กล้าที่เลือกกำหนดชะตาด้วยตนเอง
แสงวาบหนึ่งนำพาเขากลับออกมาสู่ปากถ้ำ ในมือของเขามีจดหมายอยู่หนึ่งฉบับ โดยไม่รู้ตัวมันติดมือมาได้อย่างไร เขาจึงเปิดอ่าน ข้อความข้างในเขียนว่า
‘ยินดีด้วย เ้าบรรลุระดับสามแล้ว
ครั้งต่อไป หากยังไม่บรรลุระดับหก
ก็อย่าหวังจะได้พบข้าอีกเลย
ฝากกลอนบทนี้ไว้ให้เ้าทบทวน...
หยินหยางหมุนรวม ณ จุดกลาง
พลังหนึ่งใจ กลั่นเป็แสงไสว
ตันมิใช่ยา หากจิตใจเป็ไฟ
ผู้รู้กลั่นตัน มิใช่เพียงใช้มือ’
เมื่ออ่านข้อความในจดหมายจบลง ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำสิ่งใดต่อไป กลุ่มควันสีเงินก็พลันปะทุขึ้นกลางจดหมายและกลืนกินมันจนหมดสิ้นไปต่อหน้าต่อตา ไม่หลงเหลือแม้เพียงเศษซากใดๆ “ท่านอาจารย์ผู้นี้ ช่างลึกซึ้งและเก่งกาจยิ่งนัก…”