แจมิน เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาที่เมื่อกี้ตัวเองไม่รีบหนีไปพร้อมเ้าพวกนั้นเขาไม่มีความกล้ามากพอจะปฏิเสธกำปั้นของคนตรงหน้าที่ซัดพวกอันธพาลจนหมดสภาพได้ในหมัดเดียว คงไม่ยอมละเว้นเขาแน่
แจมินล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นเงินที่มีอยู่ให้อีกฝ่ายไปจนเกลี้ยงทั้งหมดเป็เงินจำนวนเจ็ดพันสามร้อยวอน
“ขอบใจนะไว้เดี๋ยวฉันใช้คืนให้”
“มะไม่เป็ไรครับ”
“เฮ้ย ๆนี่ฉันดูเหมือนพวกชอบไถเงินเด็ก ๆ หรือไงกัน บอกแล้วไงว่าจะใช้คืนให้”
อูจินคลำกระเป๋ากางเกงก่อนจะพูดออกมาเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก
“เอ้อจริงสิ ฉันไม่มีโทรศัพท์มือถือ นายหากระดาษมาเขียนเบอร์โทรศัพท์ให้ฉันหน่อยสิ”
หลังได้ยินคำพูดของอูจินแจมินก็หยิบสมุดออกมาจากกระเป๋าแล้วฉีกมุมกระดาษมาเขียนเบอร์โทรศัพท์ให้ตามคำสั่งเขาคิดไม่ตกอยู่หลายสิบตลบว่าควรจะเขียนเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองจริง ๆหรือควรเขียนเบอร์โทรศัพท์ปลอมดี
เฮ้ แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงกันล่ะ
แจมินจงใจเขียนเบอร์โทรศัพท์ปลอมให้เพราะสังหรณ์ใจว่าคราวต่อไปอีกฝ่ายน่าจะโทร.มาไถเงินอีกแน่ เขาอยากจะรีบ ๆไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก่อนจะโดนรังแกอีก
“โอเคไว้พี่จะติดต่อไปหาอีกทีตอนจะคืนเงินให้นะ”
“ครับโชคดีนะครับ”
ไม่ต้องใช้คืนก็ได้ ขอแค่ไม่มีเหตุให้ต้องเจอกันอีกก็พอแล้ว
แจมินคิดอย่างนั้นก่อนจะรีบจากไปทันทีอูจินที่อยู่เพียงลำพังจึงเดินออกจากบริเวณเตาเผาขยะมายังลานหน้าโรงเรียน
“เฮ้อนึกถึงความทรงจำเก่า ๆ ขึ้นมาเลยแฮะ”
เวลาเพิ่งผ่านไปแค่ห้าปีก็จริงแต่สำหรับเขานี่คือโรงเรียนที่ได้กลับมาอีกครั้งในรอบยี่สิบปี
“งั้นตอนนี้ฉันก็อายุยี่สิบสี่แล้วหรือเปล่านะแม่กับพ่อก็คงเกินห้าสิบไปแล้ว”
เมื่อนึกถึงครอบครัวอูจินก็ะเืใจขึ้นมาอีกครั้งเขายอมอดทนต่อ่เวลาที่ไม่ต่างกับตกนรกเ่าั้เพราะความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวในสักวัน
“ซูอาก็คงโตขึ้นเยอะแล้วละมั้ง”
ตอนนั้นซูอาน้องของเขาที่เป็ลูกหลงเพิ่งอายุได้สองขวบ ดังนั้นตอนนี้ก็น่าจะเจ็ดขวบแล้วพอนึกถึงครอบครัว เท้าของอูจินก็ยิ่งก้าวเร็วขึ้น
เขาออกจากโรงเรียนแล้วเดินไปตามทางเท้าผู้คนที่เดินสวนมาต่างพากันกระซิบกระซาบ ซึ่งไม่ใช่เื่แปลกอะไรเพราะเสื้อผ้าของอูจินในตอนนี้สภาพดูไม่ได้เลยสักนิด
คงเป็เพราะผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายมิติที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่เขาสวมใส่สลายหายไปหมด เหลือเพียงชุดผ้าฝ้ายที่ดูสกปรกอีกทั้งรองเท้าหนังที่สวมอยู่ก็คงจะดูประหลาดในสายตาผู้คนมากพอตัว
“ให้ตายสิ”
ถึงจะรู้สึกอับอายอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่ใช่อูจินคนที่จะมาใจฝ่อเพราะเื่แบบนั้นหรอกจิตใจที่มัวแต่เขินอายอย่างนั้นน่ะ เขาสลัดมันทิ้งไปตั้งนานแล้ว
ถึงจะรู้สึกขายหน้าแต่นั่นก็แค่จนกว่าเขาจะกลับถึงบ้านเท่านั้น
อูจินพยายามไม่สนใจเสียงซุบซิบของผู้คนแล้วตรงไปหาสถานีรถไฟใต้ดิน
“เอ๋ ทำไมมีฐานทัพทหารด้วยล่ะ มีอุบัติเหตุเหรอ”
เหล่าทหารมารวมตัวกันอยู่หน้าทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินถึงขั้นตั้งด่านพร้อมปฏิบัติการจัดเต็มขนาดนั้นคงจะมีการฝึกซ้อมอะไรสักอย่างละมั้ง
“เฮ้อให้ตายสิ อะไรเนี่ย”
อูจินหันไปถามคนที่กำลังจะเดินผ่านเขาไป
“ขอโทษนะครับผมขอถามอะไรหน่อย”
“อ่าฉันไม่เชื่อหรอกค่ะ”
ผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าจะอายุราวๆ สี่สิบตอบกลับด้วยท่าทีฉุนเฉียวก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินจํ้าอ้าวหายไปอย่างว่องไวราวกับเจอแมลงน่ารังเกียจอย่างไรอย่างนั้น
อะไรกันเนี่ยรู้สึกแปลก ๆ แฮะ
ขณะนั้นมีเด็กผู้หญิงสองคนที่ดูน่าจะเป็นักเรียนม.ปลายเดินสวนมาพอดี เขาจึงรีบคว้าแขนพวกเธอเอาไว้
“ขอโทษนะครับ”
“เอ่อปล่อยเถอะค่ะ หนูไม่รู้จักคำสอนอะไรพวกนั้นหรอก”
อูจินชักจะเริ่มหัวเสียกับปฏิกิริยาที่ดูฉุนเฉียวเ่าั้แต่เขาก็พยายามข่มใจไว้
“ผมไม่ได้จะมาเผยแผ่คำสอนอะไรแบบนั้นนะ...คือว่าทหารพวกนั้นมาทำอะไรกันน่ะครับมีการฝึกอะไรเหรอ”
หลังได้ยินคำถามพวกนักเรียนหญิงก็มองอูจินั้แ่หัวจรดเท้าเหมือนกับว่าพวกเธอได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
“พวกทหารก็ต้องมาป้องกันทางเข้าดันเจี้ยนอยู่แล้วสิคะเอ่อ ปล่อยหน่อยค่ะ หนูต้องไปเรียนพิเศษ”
นักเรียนหญิงสะบัดแขนอูจินออกแล้วลูบแขนตัวเองราวกับว่ามันสกปรกเสียเหลือเกินก่อนจะเดินห่างออกไป
“เฮ้อมารยาทอย่างแย่”
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าปัจจุบันรถไฟใต้ดินจะถูกเรียกว่าดันเจี้ยนไปเสียแล้วทั้งที่รู้สึกว่าระยะเวลาห้าปีไม่ได้ยาวนานอะไรนัก แต่ท่าทางคงจะไม่ใช่อย่างนั้น
“คงเป็คำที่เด็กเดี๋ยวนี้ชอบพูดกันละมั้ง”
สมัยที่เขายังเรียนอยู่ก็มีอะไรแบบนั้นอยู่พักหนึ่งเหมือนกันนี่นาเอาเถอะ
เดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ตพัฒนาขึ้นมากแล้วพวกคำย่อหรือศัพท์สแลงคงเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเช่นกันไม่แปลกที่อูจินซึ่งเป็คนจากอดีตเมื่อห้าปีก่อนจะไม่รู้จัก
“เอ๊ะตรงนั้นไม่มีพวกทหารแฮะ”
หลังจากสำรวจดูแล้วว่าไม่มีใครอยู่ตรงทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินฝั่งตรงข้ามทางม้าลายนั่นอูจินจึงเดินข้ามถนนไปทันที เมื่อเขาเดินลงบันไดตรงทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินก็พบว่ามีประตูลูกกรงเหล็กเหมือนอย่างในคุกปิดล้อมอยู่
“อ้าวทำไมถึงกั้นไว้ล่ะ”
พวกเขาคงจะปิดประตูไว้ั้แ่ต้นเพราะไม่มีผู้คนสัญจรผ่านทางนี้พออูจินมองผ่านลูกกรงเหล็กเข้าไปแสงไฟในโถงทางเดินรถไฟใต้ดินพลันสว่างขึ้น
ประตูลูกกรงถูกล็อกด้วยแม่กุญแจอย่างแ่าเมื่ออูจินหันมองรอบ ๆ ก็เห็นป้อมเล็ก ๆที่น่าจะเป็ป้อมยามของอพาร์ตเมนต์เข้าพอดี จึงลองไปสำรวจดูด้านในพอเห็นว่ามีกุญแจพวงหนึ่งวางอยู่ เขาก็หยิบมันออกมาลองไขแม่กุญแจที่ประตูทันที
แกร๊ก
“อะไรเนี่ยล็อกไว้ทำไมกัน”
อูจินเอาพวงกุญแจกลับมาวางไว้ที่ป้อมยามแล้วมุ่งตรงไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูโถงทางเดินที่เขามองเห็นภายใต้แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่กะพริบติด ๆ ดับ ๆนั้นปราศจากผู้คนและเต็มไปด้วยบรรยากาศชวนขนลุกร้านค้าใต้ดินที่เรียงรายอยู่ทั้งสองข้างของโถงทางเดินก็ดูเหมือนว่าจะปิดกิจการไปนานแล้ว
“ที่นี่ไม่เดินรถแล้วหรือไงดูท่าสถานีนี้คงปิดไปแล้วสินะ”
ถ้าสถานีถูกปิดไปแล้วละก็ไม่มีทางที่จะมีการเดินรถไฟใต้ดินแน่ตอนนี้เขาเหมือนจะเข้าใจสาเหตุที่กั้นประตูเอาไว้แล้ว
ทว่าตอนที่อูจินตั้งใจจะหันหลังกลับออกไปนั้นเอง
[ท่านได้เข้าสู่ดันเจี้ยนสถานีกวาชอนทางออกหมายเลข 1 เรียบร้อยแล้ว]
“...อะไรนะ”
อูจินถอนหายใจ
“เฮ้อดันเจี้ยนที่ว่านั่นคือดันเจี้ยนของจริงเหรอเนี่ย”
เขานึกว่ามันเป็แค่ศัพท์วัยรุ่นแต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียแล้ว
อยู่ ๆ ก็รู้สึกปวดหัวตุบๆ จนต้องยกมือขึ้นนวดขมับ อูจินถอนหายใจขณะกวาดตามองข้อความที่ปรากฏตรงหน้า
[ดันเจี้ยนนี้ถูกพิชิตไปแล้วมอนสเตอร์พื้นฐานจะถูกอัญเชิญออกมา]
แม้จะเป็สถานการณ์ที่ชวนสับสนพอสมควรทว่าสำหรับอูจินแล้วอย่าว่าแต่สับสนเลย เขากลับรู้สึกคุ้นเคยมากกว่า
“คล้ายกับที่ดาวอาร์เฟนมากเลยนะเนี่ย”
สถานที่ที่อูจินดิ้นรนต่อสู้อย่างดุเดือดเพื่อเอาชีวิตรอดตลอดเวลายี่สิบปีดาวอาร์เฟนนั้นไม่ต่างอะไรกับโลกของเกมไม่สิ ต้องบอกว่าเป็โลกใหม่ที่มีเซตติ้งเป็เกมหรือเปล่านะ
“โลกเปลี่ยนไปแล้วงั้นเหรอหรือว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่เห็นแบบนี้”
อูจินครุ่นคิดแต่กลับไม่พบคำตอบ
เขาเพียงตั้งใจจะมาขึ้นรถไฟใต้ดินแต่กลับดันเข้ามาโผล่ในดันเจี้ยนเสียอย่างนั้นดูท่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาคงเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับโลกด้วยเช่นกัน
“ออกไปก่อนดีกว่า”
ถ้าขึ้นรถไฟใต้ดินไม่ได้ก็ไปขึ้นรถประจำทางซะก็สิ้นเื่ทว่าในจังหวะที่อูจินหันหลังไปกลับมีกำแพงโปร่งใสโผล่ขึ้นมาขวางหน้าเขาไว้เสียก่อน
[ไม่มีศิลาย้อนกลับ]
“เฮ้อให้ตายสิ”
อูจินเกาท้ายทอยซวยแล้วละ เขาไม่รู้ด้วยซํ้าว่าศิลาย้อนกลับที่ว่านั่นหน้าตาเป็อย่างไร
“ไม่ได้แค่ล็อกเอาไว้เฉยๆ สินะ”
เขาคิดแค่ว่าจะลองเปิดดูแล้วค่อยกลับออกไปเท่านั้นเองแต่ตอนนี้กลับต้องมาถูกขังเพราะความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าเื่เสียอย่างนั้น
คงไม่มีทางอื่นนอกจากต้องหาสิ่งที่เรียกว่าศิลาย้อนกลับให้เจอถึงจะหนีออกไปได้
“ไหนดูซิ”
เขาสูญเสียพลังเวทไปแต่ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอะไร ร่างกายที่ได้รับการฝึกฝนมาถึงยังคงอยู่ในสภาพเดิมรวมทั้งประสบการณ์เอาตัวรอดที่สั่งสมมาตลอดยี่สิบปีด้วย
พอลองค้นในร้านค้าที่เจ๊งไปแล้วเขาก็เจอราวแขวนเสื้อผ้าเข้า
แกร๊ก
เขาดึงราวแขวนเสื้อผ้าที่ควงได้สบายๆ ออกมาใช้เป็ไม้กระบองอย่างง่าย ๆ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เขา้า
“เบาไปหน่อยแฮะ”
เมื่ออูจินลองเข้าไปสำรวจภายในร้านค้าข้างๆ ดู ก็พบว่ามีชะแลงอันหนึ่งอยู่ท่ามกลางสิ่งของที่วางระเกะระกะ
“ค่อยใช้ได้หน่อย”
อูจินถือชะแลงเอาไว้ในมือแล้วหยิบเก้าอี้มาตัวหนึ่งก่อนจะทุ่มลงกับพื้นจากนั้นดึงพนักพิงของเก้าอี้ที่หักออกมาปรับแต่งอย่างลวก ๆจนสร้างโล่ที่พอใช้งานสักสองสามครั้งได้สำเร็จ
“ลองไปดูดีไหมนะ”
เขาไม่รู้ว่าศิลาย้อนกลับที่ว่านั่นมีรูปร่างหน้าตาเป็อย่างไรแต่ที่แน่ ๆแจ้งเตือนบอกว่าอัญเชิญมอนสเตอร์พื้นฐานออกมาแล้วแม้จะไม่มั่นใจเลยว่าการเตรียมตัวประมาณนี้ดีพอแล้วหรือยังถึงอย่างนั้นสถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่อาจหันหลังวิ่งหนีไปได้
ทำได้เพียงต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น
อูจินอาศัยแสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ติดๆ ดับ ๆ เดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะััได้ถึงเค้าลางแปลก ๆ จากห้องนํ้าในสถานีรู้สึกตงิด ๆอย่างกับมีใครบางคนกำลังจับจ้องมาที่ตัวเขา
อูจินโน้มตัวลงไปหยิบเศษกระเบื้องที่แตกอยู่บนพื้นแล้วขว้างออกไป
เพล้ง
เศษกระเบื้องกระแทกเข้ากับประตูกระจกจนเกิดเสียงดังแล้วสิ่งนั้นก็มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา
กรรรรร
เสียงคำรามน่าขนลุกดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตที่ลักษณะภายนอกดูพิลึกเสียจนเขาสงสัยว่ามันมีอยู่จริงบนโลกนี้หรือเปล่า
รูปร่างหน้าตาของมันเหมือนลูกสุนัขแต่กลับมีใบหูใหญ่เหมือนกระต่าย
ถึงแม้มันจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตของโลกนี้แต่ก็เป็มอนสเตอร์ที่อูจินรู้จักเป็อย่างดีและเป็มอนสเตอร์ที่เขาเคยเผชิญหน้าบนดาวอาร์เฟนมานับครั้งไม่ถ้วน
“เดรบบิต”
โฮกกกก
เดรบบิตเผยเขี้ยวสองคู่ชวนให้รู้สึกหวั่นเกรงขณะวิ่งตรงเข้ามาหาการกระโจนเข้าใส่โดยอาศัยแรงส่งจากขาหลังซึ่งมีขนาดใหญ่ราวครึ่งหนึ่งของลำตัวเป็ทั้งความสามารถเฉพาะตัวและวิธีโจมตีเพียงอย่างเดียวของมอนสเตอร์ชนิดนี้
ตึง!
อูจินใช้โล่ต้านมันไว้แล้วหวดชะแลงเข้าใส่
กี๊ซซซซ
เดรบบิตส่งเสียงร้องออกมาเมื่อถูกฟาดที่หัวเข้าอย่างจังจนลงไปเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นอูจินพุ่งเข้าใส่อย่างต่อเนื่องโดยปราศจากความลังเลเขากุมปลอกคอของเดรบบิตตัวนั้นไว้แล้วใช้ปลายชะแลงแทงใส่ทันที
การปรากฏตัวของมอนสเตอร์ที่คุ้นเคยทำให้เขาไม่รู้สึกว่ามันเป็ภัยคุกคามอะไรขนาดนั้นแต่ก็จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด ตอนที่ฆ่าได้ก็ต้องลงมือฆ่าทันทีนี่คือพื้นฐานที่จำเป็และข้อควรปฏิบัติสำหรับการเอาชีวิตรอดเมื่อเผชิญหน้ากับพวกมอนสเตอร์
เดรบบิตส่งเสียงร้องเฮือกสุดท้ายก่อนจะแน่นิ่งไปอูจินอาศัยจังหวะนั้นรีบสำรวจบริเวณโดยรอบทันที โดยปกติลักษณะจำเพาะของเดรบบิตคือมันมักจะอยู่กับคู่ของตัวเองเสมอ
เป็อย่างที่เขาคิดไว้ไม่ผิดเดรบบิตตัวหนึ่งกระโจนออกมาพร้อมอ้าปากกว้างอย่างน่าสะพรึงกลัวทว่าโล่ที่ทำจากพนักพิงเก้าอี้ยับเยินไปั้แ่ตอนสกัดกั้นการโจมตีก่อนหน้านี้แล้วอูจินจึงใช้ชะแลงในมือแทงออกไปด้านหน้าทั้งอย่างนั้น
กี๊ซซซซ
ชะแลงแทงทะลุโพรงปากของเดรบบิตไปจนถึงท้ายทอยการโจมตีสวนกลับอย่างแม่นยำนี้ก็คือการเคาน์เตอร์[1] ดี ๆ นี่เอง
“รู้สึกคุ้นๆ แฮะ”
อูจินยังจำตอนที่ถูกอัญเชิญไปยังดาวอาร์เฟนครั้งแรกได้ว่าตัวเขาทั้งหวาดกลัวและสับสนแค่ไหนแต่สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าดีกว่าตอนนั้นมาก
“มอนสเตอร์บนดาวอาร์เฟนโผล่มาที่นี่ได้ยังไงกันแถมไอ้ที่เรียกว่าดันเจี้ยนก็ชวนคาใจชะมัด”
เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุจะว่าคุ้นเคยแต่ก็เหมือนจะคุ้นเกินไปหน่อย
เริ่มั้แ่ข้อความที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าจนถึงการปรากฏตัวของมอนสเตอร์ถ้าเป็ที่ดาวอาร์เฟนคงไม่แปลกอะไร ทว่าที่นี่คือโลก
ปัญหาคือที่นี่เป็สถานีรถไฟใต้ดินของโลกนี้
“แบบนี้สงสัยได้เลเวลอัปแน่เลยแฮะ”
[1] เป็คำศัพท์ในเกม หมายถึงการโจมตีใส่คู่ต่อสู้ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังโจมตีเช่นกัน