แต่ว่าร่างมารโลหิตกลับยังไม่ขยับตัว ดวงจิตสีแดงของมารโลหิต ครอบร่างของราเชนเอาไว้ ในตอนนี้เริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลง มันเริ่มเปลี่ยนสี จากสีแดงมาเป็นสีเหลืองอย่างช้าๆ ตอนนี้ดวงจิตของราเชนกำลังกลืนดวงจิตของมารโลหิตไปทีละนิด
ดวงจิตสีแดงของมารโลหิต เหมือนจะล่วงรู้ว่ากำลังจะถูกดูดกลืนไป ก็พยายามต่อต้านดวงจิตสีเหลืองของราเชน สองดวงจิตนั้นได้พยายามกลืนกินกันไปมาอยู่เป็นเวลานาน ทั้งสองดวงจิตกลับไม่ไม่สามารถกลืนกินกันได้ ราเชนเองแม้จะใช้พลังจิตปรมัตถ์ออกมา แต่ทว่า พยายามเท่าใดก็ไม่อาจหลอมรวมจิตมารโลหิตได้ทั้งหมด ดังนั้น ดวงจิตของทั้งสองจึงกลายเป็นสองสี โดยมีดวงจิตสีเหลืองของราเชนมากกว่าประมาณสองในสามของดวงจิตทั้งหมด
มันไม่สามารถหลอมรวมได้สมบูรณ์อย่างที่ไต้ซือหยวนจื่อได้พูดเอาไว้ เพียงแต่ควบคุมจิตมารโลหิตเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น ราเชนนำเพชรน้ำตาดาวมาสะกดมันเอาไว้เหมือนเดิม แม้นว่าจะไม่สามารถหลอมรวมได้สมบูรณ์ แต่เขาก็เกือบจะทำได้แล้วเหลือแค่ 1 ส่วนก็จะหลอมรวมจิตมารโลหิตได้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ ร่างมารโลหิตก็ค่อยๆ กลับกลายเป็นร่างมนุษย์ราเชนเหมือนเดิมเดิม
ทันใดนั้นเอง ราเชนก็รู้สึกถึงขุมกำลังมหาศาลของจิตมารโลหิตไหลทะลักเข้ามาในห้วงจิตของเขา มันถูกพลังปรมัตถ์แปลงสภาพจากพลังจิตมารโลหิต มาเป็นพลังจิตปราณราชันในห้วงจิตของเขา จนแทบจะระเบิดมันออกมา ราเชนจึงต้องควบคุมพลังจิตมารที่มีอยู่มหาศาลไม่ให้ถ่ายเทมามากจนเกินกว่า พลังจิตปราณของเขาจะรับไหว
ดังนั้นพลังจิตมารโลหิตหลังแปรสภาพกลายเป็นพลังจิตปราณบริสุทธิ์ ทำให้พลังจิตปราณราชันระดับที่ 10 ของเขา ก็พุ่งกระฉูดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็น 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ระดับที่ 30 แต่ว่าพลังยังไหลเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ มันยังพุ่งขึ้นไปอีกเรื่อยๆ จนร่างกายของเขาเริ่มโป่งพอง ราเชนได้แต่ปล่อยจิตให้กลายเป็นความว่างเปล่า สุดท้ายมันพุ่งขึ้นไปขั้นจิตปราณราชัน ระดับที่ 50 พลังจิตมารโลหิตก็ไม่ไหลออกมาที่จิตปราณบริสุทธิ์ของเขาอีกแล้ว
ราเชนลืมตาตื่นขึ้น พลังจิตปราณของเขาอยู่ขั้นราชันระดับที่ 50 แล้ว ราเชนยกมือขึ้น ส่งจิตสัมผัสออกไป โต๊ะที่นั่งก็เคลื่อนไหวไปตามที่เขาปราถนา ราเชนยิ้มอย่างพอใจ
“ แม้นจะไม่สามารถหลอมรวมจิตมารโลหิตได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็สามารถเพิ่มพูนพลังจิตปราณราชันขึ้นมาถึง ระดับที่ 50 ได้ รอให้ข้าฝึกฝน พลังจิตปรมัตถ์ระดับสูงสุดค่อยหลอมรวมจิตมารโลหิตอีกครั้งก็แล้วกัน”
ราเชนหลับตาอีกครั้ง เพื่อเข้าสมาธิ ฝึกฝนจิตใจให้สงบนิ่งขึ้น แล้วศึกษาตำราจิตเทพจักรวาลต่อ เพราะตอนนี้เขาสามารถอ่านตำราจิตเทพจักรวาลที่อยู่ในขั้นราชันได้แล้ว ซึ่งได้กล่าวถึง วิชาการเขียนมหายันต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหายันต์พันลี้ มหายันต์ระเบิด มหายันต์รักษา มหายันต์ล่องหน ซึ่งการเขียนมหายันต์แต่ละแผ่นนั้นต้องใช้วัสดุที่หายากกว่า เขียนยันต์ทั่วๆ พรุ่งนี้หากมีเวลา เขาคงต้องไปหาซื้อมาเพื่อฝึกเขียน นอกจากนั้น ในตำราจิตเทพจักรวาลยังได้เขียนถึง วิชาเนตรสวรรค์ เอาไว้อย่างละเอียดด้วย
ซึ่งวิชาเนตรสวรรค์นั้น เป็นวิชาพลังจิตปราณชนิดหนึ่ง แต่เป็นการรวบรวมพลังเอาไว้ที่ดวงตา แล้วปล่อยออกมา ซึ่งการฝึกฝนมีอยู่สองวิธี วิธีแรก คือการเพ่งมอง อักขระรูปดวงตา เพื่อให้เกิดภาพมายาต่างๆ ซึ่งหากผ่านด่านภาพมายาไปได้ ก็จะได้รับมอบพลังเนตรสวรรค์ ระดับเริ่มต้น แล้วก็ค่อยๆ ฝึกฝนต่อไป จนถึง ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นเซียน ที่ราเชนรู้สึกดียิ่ง ก็เพราะว่าในตำราเขียนถึงวิธีการผ่านด่านเนตรสวรรค์ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง ส่วนขั้นเซียน ต้องใช้วิธีที่สองคือ คือ ถ่ายทอดผ่านดวงตาของผู้ที่ฝึกสำเร็จขั้นเซียนแล้วเท่านั้น ซึ่งจะสามารถนำมาดูดซับพลังของผู้ตายเพื่อนำมาใช้ฝึกฝน ผู้ที่จะดูดซับได้ ต้องมีพลังขั้นราชันสูงสุดเท่านั้น
ราเชนลืมตาขึ้นมา แล้วเดินออกมาจากห้องพักมองไปที่ผาเนตรสวรรค์
“ นักพรตทงเต่า หากวิญญาณของท่านยังอยู่ บอกข้าทีว่าใครเป็นคนสังหารท่านข้าสัญญาว่า จะแก้แค้นให้กับท่านให้ได้”
ราเชนเอ่ยออกไปเบาๆ แต่ส่งจิตของเขาออกไปทั้งสำนัก เพื่อติดต่อกับ นักพรตทงเต่า หากวิญญาณท่านยังอยู่ จะได้มาบอกเขา จะได้ไม่เสียเวลาตามหาตัวฆาตกรทั้งหมด แต่ว่า หาได้มีสิ่งใด ตอบกลับเขาไม่ ราเชนก็หันกายกลับเข้าห้อง ทันใดนั้นเอง ก็มีแสงสว่างส่องลงมาจากผาเนตรสวรรค์มาที่ร่างของเขา
ราเชนรู้ทันทีเลยว่า ดวงตาที่หน้าผาเนตรสวรรค์ต้องการให้เขาเข้าไปพบ
ราเชนพุ่งตัวไปไม่รอถึงวันพรุ่งนี้ มีศิษย์หลายคนเฝ้าอยู่ด้านนอก แต่ราเชนตอนนี้พุ่งตัวเหินลอยข้ามต้นไม้ใหญ่เข้าไปโดยไม่มีใครเห็นมายืนตรงดวงตาที่หน้าผา คราวนี้ราเชนจ้องมองไปที่ดวงตาบนผาอีกครั้ง
เหมือนเช่นเคย เจ้ายักษ์สี่ตา สี่ตน ปล่อยแสงเข้าหาราเชนเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน แต่คราวนี้ราเชนกลับไม่หนีไปไหน ยืนนิ่ง แสงทั้งสี่สายพุ่งเข้าร่างของเขา คราวนี้ราเชนกลับไม่ถูกแรงกระแทกกระเด็นไป เพราะเขารู้ว่า พลังจากดวงตาที่เจ้ายักษ์สี่ตาปล่อยมานี้ เป็นพลังเนตรสวรรค์ ต้องใช้วิธีเปิดห้วงจิตเพื่อคอยรับพลังทั้งหมดเอาไว้ ราเชนรับพลังของเจ้ายักษ์ทั้งสี่เอาไว้ จนกระทั่งเขารู้สึกว่า
ตอนนี้ดวงตาของเขากลับมีพลังพิเศษบางอย่างเกิดขึ้นมาแล้ว ราเชนรู้เลยว่า
เขาเข้ามาอยู่ในขั้นเนตรสวรรค์ ระดับต้นแล้ว ร่างของเจ้ายักษ์สี่ตาสองตนก็ค่อยๆ หายไป จากนั้น ราเชนก็รู้สึกถึงพลังเนตรสวรรค์ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับกลาง ยักษ์สี่ตาอีกสองตนก็ค่อย ๆ สลายไป
ราเชนลืมตาตื่นขึ้น พร้อมทดลองปล่อยลำแสงออกจากดวงตาทั้งสอง
โครม !!
กำแพงห้องโถงถึงกับทะลุเป็นรู
“ โอ้ นี่มันยังกับในหนังเลย” ราเชนรู้สึกดี แต่ว่า ยังมีหมาดำสองหัวอีกมันอ้าปากคำราม และยังปล่อยพลังแสงจากดวงตาของมันทั้งสองหัวใส่ราเชน
แต่คราวนี้ มันหาใช่พลังแสงเหมือน เจ้ายักษ์ไม่ มันคือพลังไฟนั่นเอง
ราเชนยิ้มออกมา พร้อมกับยกมือทั้งสองออก แล้วปล่อยให้พลังไฟเผาร่างของเขา โดยไม่กลัวแม้แต่น้อย ซึ่งพอไฟที่ออกมาจากดวงตาของหมาหกตาสองหัว ร่างราเชนกลับไม่ไหม้ไฟ และเขายังดูดซับพลังไฟ ได้ทั้งหมดด้วย
ซึ่งราเชนรู้เคล็ดลับวิธีฝึกเนตรสวรรค์เพลิงระดับนี้ ต้องมีร่างกายที่ทนทานได้ ซึ่งต้องมีพลังธาตุไฟในร่าง หรือไม่ก็ต้องมีพลังของสัตว์อสูรธาตุไฟ ซึ่งราเชนนั้นมีพลังจากเจ้ากิเลนไฟอยู่ในร่างอยู่แล้ว จึงไม่ต้องดิ้นรนไปหาที่ไหน ดังนั้นจึงสามารถดูดซับพลังเนตรสวรรค์ไฟ ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็นขี้เถ้า ไม่มีทางฝึกฝนได้ ไม่นานพลังเนตรสวรรค์ของราเชนก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ร่างของเจ้าหมาหกตาสองหัวก็ค่อยๆ สลายไป
“ คราวนี้ข้าจะหา ดวงตาขั้นเซียนได้จากที่ไหนละทีนี้” ราเชนเอ่ยออกมาเบาๆ คราวนี้ไม่มีสัญญาณบอกกับเขาอีก ราเชนรู้ได้ทันทีว่า พลังงานที่บอกเขาให้มาที่นี่คงจะทำได้เพียงเท่านี้ ดังนั้นราเชนจึงได้กลับที่พักไป
เช้าชวีหมิงก็เข้ามาหาราเชน พร้อมกับบอกว่า องค์ชายสิบสี่มารอเขาที่อาคารรับรอง ราเชนเลยรีบไปในทันที
“ อาจารย์ลุง” องค์ชายสิบสี่ส่งเสียงเรียกราเชนอย่างดีใจ
“ ท่านนักพรต” องครักษ์หญิงอู่เสียก็ทักราเชนเช่นกัน
“ องค์ชายสบายดี”
“ ข้าสบายดี ท่านมาก็ดีแล้ว กลับไปวังหลวงกับข้าเถอะ ข้าต้องการให้ท่านช่วย”
“ ใจเย็น ๆ ก่อน ข้ามีธุระต้องทำ”
“ ธุระอะไรก็ต้องวางไว้ก่อน นี่มันเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของข้าเลยนะ”
“ มีเรื่องอะไรกันแน่” ราเชนสงสัย
“ ตอนที่อยู่เมืองเล่ออัน ท่านอัญเชิญราชาเทพครุฑมาช่วยเหลือชาวบ้าน และยังช่วยจัดการกับ กบฏเผ่าเซี่ย แต่ท่านรู้ไหม องค์ชายเก้ากลับบอกว่า เป็นเพราะสวรรค์ได้ส่งราชาเทพครุฑมาช่วยเหลือ ไม่ใช่ท่าน ส่วนเรื่องกบฏเผ่าเซี่ย พวกมันถูกสวรรค์ลงโทษเอง ข้ากับผู้ตรวจการพยายามทูลว่า ท่านเป็นคนช่วยเหลือ แต่เสด็จพ่อไม่ฟังพวกเราเลย นี่เป็นเพราะพระสนมไป๋สนับสนุนองค์ชายเก้า คำพูดของพวกเราเลยไม่มีน้ำหนักพอ”
“ ข้าไม่ได้สนใจลาภยศ สรรเสริญอยู่แล้ว”
“ ได้ไง ท่านเปรียบเหมือนอาจารย์ลุงของข้า หากท่านมีผลงาน ข้าก็พลอยมีความดี ความชอบไปด้วย แต่นี่ข้ากลับถูกส่งตัวไปบูชายัณ ในป่าวายุอัสนีแทน”
“ หมายความว่าอย่างไร” ราเชนสงสัย
องครักษ์หญิงอู่เสียตอบแทนว่า
“ สาเหตุที่องค์ชายสิบสี่ได้กลับมาเมืองหลวง นั่นก็เป็นเพราะว่า ราชครูฟ้าได้ทำนายว่า กระบี่เก้ามังกรซึ่งเป็นอาวุธของปฐมจักรพรรดิจางอู่จี้ ที่สูญหายไปในป่าวายุอัสนีเมื่อพันปีก่อน จะปรากฏขึ้นมาในเวลานี้ ว่ากันว่าสมัยปฐมจักรพรรดิจางอู่จี้ก่อนรวมแผ่นดิน ก็ใช้กระบี่เก้ามังกรสยบทั้งห้าอาณาจักร ฝ่าบาทจึงให้ความสำคัญกับอาวุธชิ้นนี้มาก จึงคิดจะส่งกองทัพเข้าไปค้นหาในป่าวายุอัสนี แต่ราชครูฟ้าได้ห้ามเอาไว้ เพราะหากทำเช่นนั้น ป่าวายุอัสนี อาจจะถูกทำลาย กระบี่เก้ามังกรก็จะสูญหายไปตลอดกาล ดังนั้นท่านราชครูเลยได้เสี่ยงทาย ว่าโอรสธิดาของฝ่าบาทมีใครที่จะสามารถ นำกระบี่เก้ามังกรนี้ออกมาได้บ้าง องค์ชายสิบสี่ เป็นหนึ่งในสี่ ผู้ถูกคัดเลือกจากการเสี่ยงทายของ ราชครูฟ้า”
“ ก็ดีนี่ ข้าได้ข่าวว่า ด้านในมีสมุนไพร ของวิเศษมากมาย และบางทีอาจพบกับสมบัติของสำนักมารทศเย็นอะไรนั่นด้วยใช่ไหม?” ราเชนเอ่ย แต่องค์ชายสิบสี่ส่ายหัว
“ ท่านรู้ไหม ทุก ๆ สิบปี จะมีเชื้อพระวงศ์จางเข้าไปที่ ป่าวายุอัสนีครั้งละสี่คน ส่วนใหญ่ตายมากว่าอยู่ ท่านลองคิดดู ข้าพลังยุทธ์อ่อนด้อย จะรอดอย่างนั้นรึ?”
“ แล้วคนอื่นๆ เล่า”
“ เป็นเหมือนกัน มีคนรอดกลับมาเพียงแค่ 1 ใน 10 เท่านั้น คนที่รอดกลับมาส่วนใหญ่ไม่พิการก็กลายเป็นคนเสียสติไป” องครักษ์หญิงอู่เสียเอ่ย
“ แล้วทำไม ยังมีคนแย่งกันเข้าไปอีก” ราเชนสงสัย
“ ความโลภไง มีคนปล่อยข่าวลือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธเทพ ขุมทรัพย์สำนักมารทศเย็น คัมภีร์ยุทธ์ สมุนไพรวิเศษมากมาย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นข่าวที่ปล่อยออกมาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา”
“ เป็นเช่นนี้เอง ความโลภ ทำให้คนตาบอดจริงๆ” ราเชนเอ่ยพึมพำออกมา
“ ตอนนี้พวกเราอยากให้ท่านช่วยคุ้มครององค์ชายสิบสี่ ให้รอดพ้นภัยจากการเข้าป่าวายุอัสนี หากว่าองค์ชายได้กระบี่เก้ามังกรกลับมาถวายฝ่าบาท โทษที่ต้องไปเป็นหลวงจีนเฝ้าคัมภีร์ก็จะพระราชทานอภัยให้ และจะได้กลับคืนสถานะเป็นองค์ชายเหมือนก่อน พวกเราได้เคยตกลงว่าจ้างให้ท่าน พาองค์ชายสิบสี่กลับมาเมืองหลวง แม้นว่าองค์ชายสิบสี่ ไม่ได้กลับมาเพราะท่านช่วยเหลือ แต่ก็มีส่วนช่วยชีวิตองค์ชายสิบสี่ ดังนั้น หากท่านสามารถช่วยเหลือองค์ชายสิบสี่ในครั้งนี้ พระสนมเซียวพระมารดาขององค์ชายสิบสี่ ยินดีจะมอบทองคำให้กับท่าน 100 ล้านเหรียญทอง” องครักษ์หญิงอู่เสียเอ่ยอย่างจริงจัง องค์ชายสิบสี่พยักหน้ารับรอง
ราเชนก็ไม่คิดมากเลย ทองคำ100 ล้านเหรียญจะหาที่ไหนได้อีก
“ ตกลง ข้าจะพาท่านเข้าไป และ กลับออกมาอย่างปลอดภัย”
ราเชนนั้นกำลังต้องการ ป้ายผ่านทางพอดี ดังนั้นการคุ้มครององค์ชายสิบสี่แถมได้เงินมากขนาดนี้ เขาไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไปอย่างแน่นอน
“ ถ้าเช่นนั้น พวกเรากลับไปตำหนักในกันก่อน พระสนมเซียวต้องการพบกับท่านด้วย”
องครักษ์หญิงอู่เสียกล่าว
“ เสด็จแม่ป่วยมานานแล้ว หมอหลวงได้แต่จัดยาให้กินไม่หายสักที ข้าก็อยากให้ท่านช่วยรักษาเสด็จแม่ของข้าดูสักครั้ง”
ราเชนพยักหน้า แล้วเดินทางไปที่ตำหนักของพระสนมเซียว ที่อยู่พระราชวังหลัง ซึ่งราเชนนั้นเป็นบุรุษภายนอก องครักษ์ฝ่ายในไม่อนุญาตให้เขาเข้าไป แม้นองค์ชายสิบสี่จะพูดเช่นไร องครักษ์ฝ่ายในก็ไม่ยินยอม จนกระทั่ง มีสตรีผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามา ราเชนจำได้แม่น ว่านางคือคนที่ใช้มีดปักอกข้างซ้ายของเขา เพื่อให้ราเชนนั้นปลอดภัย อาจารย์ไป๋เซียงนั่นเอง.....