"จะใช้เปลวเพลิงเผามันไม่ได้เด็ดขาด สายฟ้าก็ไม่ได้ สายลมตัดก็ไม่ได้ หนทางเดียวของข้าคือบัลลังก์ราชันแห่งหินผาสินะ"เฟยหรงบ่นพึมพำ เขาชักกระบี่วารีสวรรค์ออกมาพร้อมกับฟาดฟันเหล่ามังกรไม้อย่างบ้าคลั่ง ทักษะกระบี่เทพมังกรสยบสวรรค์ของเขาพลันสำแดงออกมาทำให้ให้ด้านหลังของเขามีกระบี่ลมปราณสิบหกเล่มปรากฏขึ้นมาทั้งกระบี่ลมปราณพวกนั้นมีปกคลุมไปด้วยเกล็ดของมังกรและมีสีทองประกายเจิดจ้า
ด้ายทักษะนี้เฟยหรงสามารถพุ่งทะยานไปด้านหน้าได้โดยไม่ต้องคอยห่วงว่ามังกรไม้ทางด้านหลังที่ฟื้นฟูแล้วจะพุ่งมาใส่เขาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านหลังมีกระบี่ลมปราณคุ้มกันเอาไว้นั่นเอง
เฟยหรงหลังจากพยายามฝ่าวงล้อมของมังกรไม้มานานในที่สุดเขาก็มาอยู่ตรงหน้าของตนพฤกษาดาราในทันใด ขณะเดียวกันกิ่งก้านของต้นพฤกษาดาราพลันพริ้วไสว เฟยหรงที่เห็นด้วยสัญญาตญาณของเขาพลันกระโดดหลบอย่างฉับไว บริเวณที่ชายหนุ่มยืนอยู่เมื่อครู่อยู่ดีๆก็มีรากไม้สีดำออกมาทิ่มแทงไปยังตำแหน่งนั้น
"ฟุ๊บ!"
"ฉับ!"
หลังจากที่เฟยหรงกระโดดหลบขึ้นมาแล้วเถาวัลย์ที่อยู่บริเวณลำต้นของมันก็จู่โจมเฟยหรงในทันที โชคยังดีที่กระบี่ลมปราณขางหลังปกปักรักษาเฟยหรเงเอาไว้ ไม่เช่นนั้นด้วยความเร็วของเถาวัลย์ที่เฟยหรงเองก็แทบจะตอบสนองไม่ทันมีหวังเขาได้โดนมันพันธนาการเป็นแน่แท้
"แบบนี้แย่แน่ไปบนต้นมันไม่ได้เลย"เฟยหรงกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง สมแล้วที่เป็นต้นไม้เกิดจากการดูดซับพลังของดวงดาวและปราณจักรวาล ไม่ใช่ง่ายๆจริงที่จะเข้าไกล้มันได้
ชายหนุ่มชำเรืองมองไปที่ต้นมันในทันใด เขาเห็นผลไม้ดาราถึงสิบผลด้วยกันที่อยู่ด้านบน อีกทั้งมองกลับไปยังสนามรบทางด้านหลังบัดนี้เหล่าสัตว์อสุรและผู้คนลดเหลือน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ในสายตาของเขาจากที่นับไม่ถ้วนตอนนี้คงจะเหลือสักห้าพันคนได้
"ต้องรีบทำเวลา ต้องทำให้มันยอมรับข้าเสียก่อน"เฟยหรงกล่าว มงกุฏบนศรีษะของเขาเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำตาล ใช่! เฟยหรงคิดจะใช้ผืนดินที่สรรค์สร้างจากพลังของบัลลังก์ราชันเพื่อต่อรองกับต้นพฤกษาดารานั่นเอง
"ผู้สืบทอดบัลลังก์ราชันอีกทั้งยังถึงสองบัลลังก์ด้วยกัน"พฤกษาดาราที่นิ่งเงียบอยู่ดีๆก็พลันส่งเสียงอันไพเราะออกมา เฟยหรงได้ยินถึงกับผงะไม่คิดว่าต้นไม้ต้นนี้จะสามารถพูดได้
"เจ้าคือพฤกษาดาราหรือ"เฟยหรงกล่าวถาม
"แน่นอนย่อมเป็นข้า ขออภัยด้วยที่ข้านั้นเสียมารยาทกับเจ้าบัลลังก์ราชันผู้ปกปักรักษาจักรวาล"พฤกษาดาราอยู่ดีๆก็กล่าวอย่างอ่อนน้อมขึ้นมาในทันที แน่นอนหากเป็นบัลลังก์ราชันอื่นนางจะไม่พูดเช่นนี้ นางจะพูดดีแค่เจ้าบัลลังก์ราชันพฤกษา หินผา และวารีเท่านั้นเพราะบัลลังก์ราชันเหล่านี้ทำให้นางเจริญเติบโตได้อย่างดีนั่นเอง
"เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม ข้าอยากให้เจ้าไปอยู่กับข้าที่อีกมิติ"เฟยหรงกล่าวความต้องการออกมาในทันที พฤกษาดาราถึงกับนิ่งไปในทันใดก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมา
"ฮ่าๆๆผู้ถือครองบัลลังก์ราชัน อย่าหาว่าข้าดูถูกท่านเลยนะ ข้าอยู่ที่นี่มานานจนมิอาจนับได้ ไม่มีใครที่สามารถเคลื่อนย้ายข้าได้แม้แต่เจ้าบัลลังก์รุ่นก่อนที่แข็งแกร่งกว่าท่าน ดังนั้นการที่ท่านจำนำตัวข้าไปเกรงว่าจะทำได้เพียงเพ้อฝันเท่านั้น ทางที่ดีเราแลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียมดีกว่าท่านนำผลของข้าไปแล้วท่านก็ส่งพลังปราณให้กับผืนดินบริเวณรากของข้าท่านคิดเห็นว่าอย่างไร"
สิ่งที่พฤกษาดารากล่าวออกมามิได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นเมื่อก่อนสมัยเป็นต้นไม้โลกนั้นอาจจะสามารถเคลื่อนย้ายตนเองได้ แต่ทว่าพฤกษาดารานั้นหยั่งรากลึกลงไปยังพื้นของดวงดาวแล้วไม่มีทางที่จะถอนออกมาได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเป็นต้นไม้จักรวาลยิ่งแล้วใหญ่นั่นคือสุดสูงสุดของบรรดาพฤกษาทั้งมวล
"แต่ข้าอุตส่าตั้งเป้าหมายว่าจะเอาตัวเจ้าไปด้วยแล้วนะ จะลดละความพยายามได้อย่างไร"เฟยหรงกล่าวและหันไปด้านหลัง บัดนี้เหล่าเทพนิรันทร์กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่
"เห้อ มนุษย์ช่างมีความโลภไร้ที่สุดสิ้นจริงๆก็ได้หากท่านเจ้าบัลลังก์สามารถที่จะเอาตัวข้าไปได้ข้าจะยอมไปแต่โดยดี แต่หากไม่ท่านต้องทำให้แผ่นดินเต้มไปด้วยพลังแห่งบัลลังก์ราชันและผลของข้าท่านก็จะอดเช่นกันดีหรือไม่"พฤกษาดารากล่าวท้าทาย
เฟยหรงพลันยกยิ้มขึ้นมาในทันที "ตกลง"
แม้การสนทนาของชายหนุ่มกับพฤกษาดารานี้จะดูยาวนาน แต่ทว่ากลับกันมันพึ่งผ่านไปแค่ยี่สิบลมหายใจเท่านั้น ในตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งเค่อ(ประมาณสิบหา้นาที)ก่อนที่คนจะประดังกันเข้ามา
"นั่นชายคนนั้นคิดจะทำอะไร"หญิงงามอาภรณ์ขาวที่ใช้พลังวิญญานในมือถือดอกบัวแก้วกล่าวขึ้นด้วยความตกใจ ในเวลานี้เเสงหลากหลายสีสันต์ปรากฏขึ้นบนตัวของเฟยหรงดูลึกลับซับซ้อนเอามากๆสิ่งที่ปรากฏขึ้นนับากนั้นคือเหล่าร่างของสัตว์จำแลงของทั้งหกบัลลังก์ที่เขาถือครองกำลังลอยวนเฟยหรงอยู่
"นะ นี่มัน"พฤกษาดาราถึงกับอึ้งงันในทันที เฟยหรงรู้ตัวดีหากใช้เพียงแค่พลังของบัลลังก์ราชันเดียวไม่อาจที่จะถอนรากที่ยั่งลึกไปถึงใจกลางโลกของพฤกษาดาราได้ ดังนั้นเขาถึงผสานพลังของบัลลังก์ราชันทั้งหกและนำมารวมไปไว้ที่บัลลังก์ราชันแห่งหินผาและบัลลังก์ราชันแห่งความมืดในทันที
พอเขารวบรวมมันเสร็จเรียบร้อยแล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันพลันเกิดขึ้น พฤกษาดาราหายไปพริบตาพร้อมกับบริเวณนั้นกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ยักษ์ในทันใด เฟยหรงในเวลานี้หน้าวีดเซียวอย่างหาที่สุดมิได้พร้อมกับลอยลงไปเหนื่อยหอบอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ขนาดเขาผสานพลังแค่หกบัลลังก์เท่านั้นไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าผสานเก้าบัลลังก์จะเป็นอย่างไร
"ตะ ต้าพฤกษาดาราหายไปแล้ว"หยิงงามในชุดเกราะกล่าวอย่างอึ้งตะลึงอย่างช่วยไม่ได้
"จับชายหนุ่มคนนั้นไว้ ต้องเป็นมันแน่ๆเท่าเอาพฤกษาดาราไป!"ชายหนุ่มที่ถือหอกกล่าวพร้อมกับพุ่งทะยานไปหาเฟยหรงในทันที ส่วนคนอื่นๆอีกสี่คนที่เหลือก็ตามไปด้วยพร้อมกับโอบล้อมเฟยหรงที่เหนื่อยหอบเอาไว้
"สหาย มอบพฤกษานิรันทร์มาให้กับเราเสียดีกว่า ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าเราไม่เตือน"ชายร่างกำยำกล่าวขึ้นพร้อมกอดอก พวกเขาแท้จริงแล้วมาจากขุมกำลังที่ไม่ธรรมดา ชายร่างกำยำมีนามมายเซียงอี้เฉิง ชายถือหอกคือเซียงหยู ชายที่มีสายเลือดสัตว์เทวะมีนามเซียงมู่ หญิงงามที่สวมชุดเกราะมีนามเซียงฉู่ลี่ และสุดท้ายคือหญิงงามที่ถือดอกบัวมีนามว่าฟางอู่ถง
และพวกเขาทั้งหมดมาจากตำหนักเทพพิชิตสวรรค์ที่เป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งของทิศตะวันตกแห่งนี้ ยกเว้นฟางอู่ถงที่มาจากตำหนักเม็ดยาจักรวาลซึ่งเป็นขุมกำลังที่ใครต่อใครล้วนแต่ต้องเกรงใจเพราะเป็นแหล่งรวมตัวกันของผู้ฝึกตนพลังวิญญานและนักปรุงโอสถมากมาย
เฟยหรงที่เห็นพวกเขามาล้อมรอบก็พลันยกยิ้มเจื่อนๆให้นั่นทำให้ทั้งห้าคนคิ้วขมวดในทันใด ชายคนนี้เป็นเพียงแค่เทพอมตะตัวจ่อยเหตุใดถึงได้กล้ายิ้มในสถานการณ์เช่นนี้ได้
ร่างกายของชายหนุ่มค่อยๆเลือนลางหายไป แต่ทว่าทันใดนั้นฟางอู่ถงเป็นคนเดียวที่ตอบสนองได้ทันนางรับรู้ในทันทีว่าโดนอีกฝ่ายหลอกเข้าให้แล้ว แท้จริงร่างที่อยู่นี้เป็นเพียงร่างแยกเท่านั้นเท่านั้น นางเดินเข้าไปและยื่นมือหมายจะคว้าจับร่างของชายหนุ่มแต่กลับทะลุผ่าน
ในเวลานี้ทั้งสี่คนที่เหลือที่ได้เห็นพลันตื่นตระหนกกันยกใหญ่ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเมื่อครู่พวกเขาสัมผัสถึงชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนและไม่มีทางที่สัมผัสของพวกเขาจะผิดพลาดอย่างแน่นอน
"วิชาลมปราณความมืดชั้นสูง!!"ฟางอู่ถงกล่าวอย่างไม่ชอบใจนัก หากไม่ใช่เพราะในตอนสุดท้ายนอกสัมผัสถึงวิญญานอีกฝ่ายไม่ได้นางก็คงไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน
"บ้าเอ๋ย!!พลาดท่าจนได้!"เซียงอี้เฉิงกล่าวด้วยความโกรธเคื่อง ในเวลานี้ทั้งห้าคนพลันสีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความผิดหวังและอับอาย ผลไม้ดาราก็ไม่ได้ อีกทั้งยังโดนชายที่ระดับต่ำกว่าตนเองถึงสองขั้นใหญ่หลอกเข้าให้ หากมีใครรู้เข้าพวกเขาไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นี่คือความอัปยศที่สุดในชีวิตของพวกเขาเลยก็ว่าได้ และเขาไม่มีทางลืมหน้าตาของชายที่สร้างความอัปยศนี้ให้กับพวกเขาอย่างแน่นอน