เมื่อออกมาจากูเาด้านหลังเพียงไม่นานเย่เฉินก็มาถึงสำนักเหิงเยว่
ในตอนนี้เป็เวลาฟ้าสางแล้ว
บรรดาศิษย์สำนักเหิงเยว่เริ่มออกมาดูดซับแก่นแท้ของฟ้าดินอีกครั้งเมื่อได้เห็นเย่เฉินที่มีท่าทางลุกลี้ลุกลน สายตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย
“อันตรายๆ”เย่เฉินไม่ได้สนใจต่อสายตาแปลกๆ ที่อยู่รอบตัว เขาก้าวช้าลง หายใจเหนื่อยหอบชำเลืองไปมองูเาด้านหลัง ด้วยใจที่กลัวอยู่เล็กน้อยราวกับเพิ่งผ่านด่านประตูนรกมาอย่างไรอย่างนั้น
ใช้เวลาอยู่นานกว่าเขาจะเริ่มสงบจิตใจลงได้
“นางจำข้าไม่ได้?”
“หรือว่าไม่ใช่คนเดียวกัน?”
“เป็ไปไม่ได้! ในใต้หล้าจะมีผู้ที่หน้าตาเหมือนกันเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
เย่เฉินบ่นพึมพำไปตลอดทางหากว่าหญิงสาวในคืนนั้นอยู่ที่สำนักเหิงเยว่เช่นนั้นเขาก็คงจะต้องออกไปจากที่นี่เสียแล้ว หากเป็ไปอย่างที่คิดไว้เขาก็คงจะไม่สนใจอะไรมากอีกแล้ว
“ข้าไม่ได้เข้าไปข้าไม่ได้เข้าไป ข้ายืนอยู่แค่ด้านนอกประตููเาิญญา”ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากระยะไกลขัดจังหวะความคิดของเขาจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดุด่า
“ไอ้เด็กเวรยังจะกล้าโกหกอีก”
“ไม่ยอมอยู่ที่ข้างล่างูเาดีๆกลับวิ่งขึ้นมาขโมยของ!”
“อีกอย่างหัดเจียมสถานะของตัวเองด้วย”
“หู่หวา”เย่เฉินมองเห็นร่างที่คุ้นเคยจากระยะไกล นั่นมันหู่หวาของสวนแห่งิญญาไม่ใช่หรือ?
ในขณะนี้บรรดาศิษย์สำนักเหิงเยว่ได้รายล้อมเข้ามา บ้างก็ดุด่า บ้างก็เย้ยหยันบ้างก็สาปแช่ง ทำให้ร่างกายที่แสนอ่อนแอของหู่หวาได้แต่งอตัว สีหน้าดูคร่ำเครียดไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมามอง ราวกับว่าตนเองนั้นเป็นักโทษที่ก่อเหตุร้ายแรง
“ข้าไม่ได้เข้าไปข้าเพียงยืนดูอยู่ตรงหน้าประตูเท่านั้น” หู่หวาได้แต่ก้มหน้าส่งเสียงคร่ำครวญรู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรม
“เ้ายังกล้าจะมาเล่นลิ้นอีกอยากถูกตีสินะ” ศิษย์คนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างดุร้าย และตบเขาในทันที
เพียงแต่ก่อนที่เขาจะล้มลงไป แขนของเขาก็ถูกมือหนึ่งคว้าเอาไว้เสียก่อน
“เ้ารนหาที่ตายหรือ?” ทันใดนั้นก็มีเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมา เย่เฉินเป็ผู้คว้าไว้ได้หู่หวาเปรียบเสมือนญาติพี่น้องของเขาดังนั้นเขาจึงไม่สามารถทนเห็นหู่หวาถูกรังแกได้
เมื่อศิษย์ที่อยู่โดยรอบเห็นว่าเป็เย่เฉินจึงถอยหลังกลับไปในทันที
แม้ว่าเขาจะเป็เพียงศิษย์ฝึกหัดแต่เย่เฉินนั้นแตกต่างออกไปทั้งจ้าวหลงแห่งยอดเขาตี้หยางและเว่ยหยางแห่งยอดเขาเทียนหยางต่างก็เป็ตัวอย่างอันโหดร้ายให้เห็นแล้ว
“แทนที่จะเอาเวลาไปดูดซับแก่นแท้สุริยันจันทราให้ดีแต่กลับเอาเวลามารังแกเด็กที่ฝึกตนไม่ได้คนหนึ่ง พวกเ้านี่ใช้ได้จริงๆ เลย”เย่เฉินมองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่เ็า และพูดอย่างเยือกเย็น “ใครกล้ามากก็ออกมาสู้กับข้านี่มา”
เมื่อได้ยินดังนั้นศิษย์กลุ่มหนึ่งจึงรีบมารวมตัวกัน
“เขาเป็ผู้ฝ่าฝืนกฎของสำนักก่อน”ในบรรดาคนจำนวนมากนั้น มีศิษย์ในชุดขาวที่ชื่อสวีิได้หัวเราะเยาะขึ้น
“ใช่แล้วหากไม่ใช่ศิษย์สำนักเหิงเยว่ ก็ไม่สามารถขึ้นไปบนูเาิญญาของสำนักเหิงเยว่ได้นี่เป็กฎระเบียบที่มีมาแต่เดิม เ้าเด็กเวรหู่หวานี่กลับแอบขึ้นมา์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาแอบขึ้นมาขโมยอะไรไปหรือเปล่า”
เย่เฉินขมวดคิ้วเขาเองก็เคยได้ยินมาเช่นกันว่าสำนักเหิงเยว่มีกฎระเบียบเช่นนี้
อีกอย่างแม้ว่าหู่หวาจะอาศัยอยู่ที่เชิงเขากับจางเฟิงเหนียน แต่ก็แตกต่างกันจางเฟิงเหนียนแม้ว่าจะถูกไล่ลงจากเขาแล้ว แต่เขาก็ยังถือว่าเป็คนของสำนักเหิงเยว่ส่วนหูหวานั้นแม้ว่าตัวเขาเองจะเป็บุตรบุญธรรมของจางเฟิงเหนียนแต่ก็ไม่ได้นับว่าเป็คนของสำนักเหิงเยว่
“ข้าไม่ได้ทำอะไรนะ”ใบหน้าน้อยๆ ของหู่หวาเต็มไปด้วยน้ำตา “ข้าแค่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูข้าไม่ได้เข้าไปเลย แต่พวกเขาเป็คนลากข้าเข้าไปต่างหาก”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็มองไปยังกลุ่มศิษย์เ่าั้ด้วยสายตาเ็า
“ไอ้เด็กเวรเ้ายังกล้าโกหกอีกนะ” ศิษย์ที่ชื่อสวีิตะคอกขึ้นมาอีกครั้ง“เ้าเชื่อไหมว่าข้าตัดขาเ้าได้นะ”
ฟริ้ง!
เสียงฟริ้งดังขึ้นทันใดนั้นเย่เฉินก็ดึงกระบี่เทียนเชวียออกมา
“ไหนเ้าลองตีดูหน่อย”เย่เฉินมองสวีิอย่างเ็า
“อะไรกันกลางวันแสกๆ เ้ายังกล้าจะรังแกคนที่อ่อนแอกว่าหรือ” สวีิะโเสียงดัง
เสียงะโที่ดังของเขายิ่งเป็การกระตุ้นให้ผู้คนเข้ามามุงดูเพิ่มมากขึ้น
เมื่อคนยิ่งมากสวีิก็ยิ่งทำตามอำเภอใจอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด “รีบมาดูเร็วเข้า! เย่เฉินผู้นี้ใช้ความแข็งแกร่งของตนเองรังแกผู้อื่น”
“รังแก?” เย่เฉินยิ้มเยาะ แล้วก้าวเท้ายาวออกไปจากนั้นจึงฟาดกระบี่เทียนเชวียออกไปทันที “อย่างนั้นวันนี้ข้าก็จะรังแกเ้าให้ดู”
เมื่อเห็นดังนั้นสวีิจึงรีบดึงกระบี่ิญญาออกมาไว้ตรงหน้า
ฉึก!
เสียงสิ่งของแตกหักดังขึ้นกระบี่ิญญาของสวีิหักออกในทันทีอีกทั้งแรงสะท้อนนั้นทำให้เขาถอยไปด้านหลังและกระอักเืออกมา
“เขาจะสังหารข้าเขาจะสังหารข้า” สวีิะโขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน ราวกับเจตนาสร้างความวุ่นวายขึ้น“เขาจะสังหารข้า เย่เฉินจะสังหารข้า”
“ในเมื่อเ้าพูดเช่นนั้นเองอย่างนั้นวันนี้ข้าก็จะจัดการสังหารเ้า” เย่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นและแบกกระบี่เทียนเชวียเข้าไปหมายจะสังหารเขา
เมื่อเห็นท่าทีดังนั้นศิษย์ที่อยู่รอบด้านก็ะโด่าออกมา
“กลางวันแสกๆเ้าก็ยังกล้าก่อเื่อีกหรือ?”
“มิน่าเล่าศิษย์พี่หญิงซูจึงได้กล่าวว่าเ้าเป็ผู้มีจิตใจโหดร้ายคิดแต่เื่เข่นฆ่ามันเป็เช่นนั้นจริงๆ”
“มีอะไรทำไมถึงไม่พูดกันดีๆเล่า! ถึงกับต้องใช้กำลังกันด้วยหรือ?”
“ไสหัวไป!” เย่เฉินะโออกไปด้วยความโกรธ และเคลื่อนกระบี่เทียนเชวียออกไปทันที
ในตอนนี้ทั่วทั้งบริเวณเข้าสู่ความโกลาหลมีพวกศิษย์ใส่ชุดขาวและกลุ่มที่อยู่ในความมืดเริ่มพูดจาทำอะไรเกินจริงมีศิษย์มากกว่าหนึ่งคนเริ่มเสนอหน้าออกมา บ้างตำหนิ บ้างก็ด่าทอบ้างก็เริ่มสาปแช่ง
“จับตัวเขาส่งไปวิหารประกาศิต”เมื่อมีศิษย์คนหนึ่งเริ่มปล่อยพลังปราณออกมาจากนั้นศิษย์อีกสองสามคนก็ออกมาช่วยกันลงมือ
จากนั้นการต่อสู้ที่ติดพันก็เริ่มขึ้นไม่นานนักแสงสะท้อนของเืก็ปรากฏขึ้น
ใบหน้าของเย่เฉินตอนนี้เ็าดุจน้ำค้างแข็งเหล่าบรรดาศิษย์ที่พุ่งเข้ามา ล้วนแต่ถูกกระบี่ของเขาสาดเข้าใส่ทั้งสิ้น
ใน่เวลาที่วุ่นวายนี้เขาเหลือบเห็นสวีิกำลังซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยรอยยิ้มที่เยาะเย้ยเมื่อเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้านั้นแล้ว เขาก็รู้สึกได้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้น่าจะถูกวางแผนเอาไว้นานแล้ว
บรรดาศิษย์เข้ารวมตัวกันต่อสู้เพื่อปลุกคนของวิหารประกาศิต
จากนั้นไม่นานก็มีคนจากวิหารประกาศิตเข้ามาแทรกแซงอย่างขยันแข็งขัน
ผู้ที่เข้ามาเป็ศิษย์ในชุดสีม่วงใบหน้าขาวผุดผ่อง ถือพัดไว้ในมือ เขาเป็ศิษย์คนแรกของวิหารประกาศิต อิ่นจื้อผิง
“สำนักมีกฎห้ามต่อสู้กันเพราะเื่ส่วนตัวเ้าไม่รู้หรืออย่างไร?” อิ่นจื้อผิงโบกพัดเบาๆกวาดสายตามองไปยังศิษย์ที่ได้รับาเ็ จากนั้นเหลือบมองไปยังเย่เฉินอีกครั้ง
“ศิษย์พี่อิ่นท่านจะต้องตัดสินเื่นี้ให้พวกเราด้วย!”สวีิพูดขึ้นอีกครั้ง เขาบีบน้ำตาพลางใช้มือป้องหน้าอกเอาไว้แม้ว่าการฝึกตนของเขาจะอยู่ในระดับทั่วไปแต่ทักษะในการแสดงของเขานั้นกลับเป็ที่หนึ่งเหนือผู้ใด
“ศิษย์พี่อิ่นเ้าเย่เฉินคนนี้ฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบ ท่านจะปล่อยไปไม่ได้นะ!”
“อาศัยความสามารถอันแข็งแกร่งของตนเองกลั่นแกล้งศิษย์ร่วมสำนักตามอำเภอใจ”
“ตอนกลางวันแสกๆช่างน่ารังเกียจเสียจริง”
ฉากสำคัญในตอนนี้ช่างเป็ที่น่าตื่นเต้นสำหรับบางคนแต่ก็มีบางคนถึงกับกัดฟันจนแทบอยากจะจับเย่เฉินไปทารุณให้ตาย
มีเสียงะโด่าทอดังมาจากรอบด้านอิ่นจื้อผิงมองไปยังเย่เฉิน จากนั้นก็หัวเราะขบขัน “เย่เฉิน ตามข้าไปวิหารประกาศิต!”
“ข้ากล้าทำก็กล้ารับ” สีหน้าของเย่เฉินดูเรียบนิ่ง เก็บกระบี่เทียนเชวียขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าเดิน หูหวาที่อยู่ด้านหลังก็เข้ามาขวางไว้
“เป็ความผิดของข้าเองทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็ความผิดของข้า หากจะลงโทษก็มาลงโทษข้าเถิด!” หู่หวาส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก
พูดจบเสียงดังจากการคุกเข่าลงบนพื้นของเขาก็ดังขึ้นมา เขาอ้อนวอนขอความเมตตาพลางโขกศีรษะลงกับพื้น ทำให้หน้าผากของหู่หวาในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยเืเขาทำเช่นนี้เพียงเพื่อให้นำร่างกายอันอ่อนแอของตนเองไปรับโทษความผิดนี้แทนเย่เฉิน
เมื่อเย่เฉินได้เห็นภาพฉากนี้หัวใจของเขาก็สั่นสะท้าน
“เด็กน้อยยังเยาว์วัยนักไม่ได้รู้เื่อะไรให้อภัยเขาสักครั้งเถิด!” เสียงอันแก่ชราดังแทรกขึ้นมา จางเฟิงเหนียนได้ใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินเข้ามาอย่างรีบร้อนร่างกายอันแก่ชรานั้นไม่มั่นคงมากนัก กำลังโน้มกายเพื่อเอ่ยคำขอโทษ
เมื่อได้ยินดังนั้นอิ่นจื้อผิงก็ขยับพัดเบาๆ มองไปทั่วร่างของจางเฟิงเหนียน แล้วหัวเราะอย่างสนุกสนาน“จางเฟิงเหนียน เ้าถูกขับออกไปแล้ว แต่ก็คงจะรู้จักกฎระเบียบของที่นี่ดีอย่าทำให้ตนเองต้องขาดอิสรภาพเลย”
“ศิษย์หลานอิ่นเ้าลองนึกถึงวันเก่า...”
ขณะที่จางเฟิงเหนียนกำลังจะกล่าวอะไรออกมาแต่กลับถูกเย่เฉินขัดขวางไว้
เย่เฉินได้พยุงตัวหู่หวาที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ดึงตัวไปไว้ด้านหลังตนเอง มองไปยังจางเฟิงเหนียนในหัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น และกล่าวขึ้น “ท่านปู่พาหู่หวากลับไปเถอะ! ข้าไม่เป็อะไร”
พูดจบเย่เฉินก็ก้าวเท้าไปยังวิหารประกาศิต