ภูติแห่งลมสะดุ้งสุดตัว สติที่เคยล่องลอยไปกับภาพตรงหน้าเพิ่งหวนกลับคืนมา เขารีบสูดลมหายใจ กลั่นปราณอย่างฉับไว แขนข้างหนึ่งกวาดออกไปดึงสายน้ำจากบึงใกล้ๆ ให้ลอยขึ้นสู่ฟ้า ขณะเดียวกันแขนอีกข้างหนึ่งผลักลมแรงออกมา ผสานเข้ากับสายน้ำกลายเป็ม่านหมอกขาวบางเบา ละอองละเอียดโปรยปรายลงมาประดุจผ้าม่านสีขาว มันค่อยๆ เคลื่อนตัวจนครอบคลุมพื้นที่ที่สองสาวยืนอาบน้ำอยู่ทั้งหมด
บรรยากาศที่วุ่นวายเมื่อครู่ค่อยๆ สงบลง ทิ้งไว้เพียงม่านหมอกสีขาวปกคลุมทั่วทั้งลานอาบน้ำ เสียงน้ำไหลยังดังสม่ำเสมอ หากแต่หัวใจของทั้งสามกลับเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม
เทพีน้ำค้างเหมันต์ หน้าแดงจัดพลางหันขวับมาทางภูติแห่งลม “เ้า... เ้า! เ้ากล้าดียังไง… เมื่อครู่ถึงมัวแต่ยืนนิ่งอยู่นั่น!”
เทพฟ้าดินก็ตวาดตามไม่แพ้กัน “ใช่! เ้าน่าจะสร้างม่านน้ำั้แ่แรก มิใช่ปล่อยให้พวกข้าต้อง... ต้อง...” นางหยุดคำพูดไว้กลางคันเพราะยิ่งพูดก็ยิ่งเขินจนเสียงแ่หายไปเอง
“แล้วไหนว่าเ้าจะหลับตา” เทพีน้ำค้างเหมันต์กล่าวตัดพ้อ
ภูติแห่งลมยกมือเกาศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน เขาพยายามยิ้มกลบเกลื่อน “เอ่อ... ข้าเพียงแต่... ข้าเพียงแต่กำลังพิจารณาอยู่ว่า จะสร้างม่านน้ำด้วยวิธีการเช่นไรถึงจะมั่นคงและปกปิดสายตาผู้คนได้... ก็เท่านั้นเอง”
“โกหก!” นางทั้งสองประสานเสียงพร้อมกัน
“ฮะ ฮะ…” เขาหัวเราะแห้งๆ รีบหันหน้าหนี “แต่ก็ต้องยอมรับ... ว่าภาพตรงหน้า งดงามยิ่งกว่าม่านน้ำใดๆ ที่ข้าเคยสร้างมา”
คำพูดนั้นทำเอาสองสาวเงียบงัน ใบหน้าที่แดงเพราะความโกรธเมื่อครู่กลับร้อนผ่าวจนสีเข้มขึ้นด้วยความเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งสองรีบหันหลังให้เขาแทบจะพร้อมกัน เสียงน้ำที่รินไหลจึงกลายเป็เพียงสิ่งเดียวที่กลบเกลื่อนความเงียบงันระหว่างพวกเขาในห้วงเวลานี้
ภูติแห่งลมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึก เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีที่เพิ่งพังลงไปต่อหน้าธารกำนัล เขายกมือทั้งสองขึ้นช้าๆ ปราณแห่งลมและสายน้ำรอบตัวพลันสั่นะเื
ละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายอยู่กลางม่านหมอกค่อยๆ รวมตัวกลายเป็เกล็ดแสงสีสดใส ระยิบระยับราวกลีบดอกไม้โปรยปรายลงจากฟากฟ้า ทุกครั้งที่ละอองน้ำกระทบกับสายลม มันก็แตกเป็ประกายสีรุ้งอ่อนๆ คล้ายรุ่งอรุณที่เพิ่งแตะขอบฟ้า
ม่านน้ำที่เคยปกคลุมอย่างเรียบง่าย พลันกลายเป็ผืนผ้ามหัศจรรย์ที่ไหวพลิ้วอยู่รอบสองสาว เสียงลมพัดผ่านประสานกับเสียงน้ำไหล เกิดเป็ท่วงทำนองนุ่มนวลที่ราวกับความฝัน
เทพีน้ำค้างเหมันต์และเทพฟ้าดินหันมามองพร้อมกัน แววตาที่เคยขุ่นเคืองกลับสั่นไหวด้วยความตื่นตะลึง ริมฝีปากทั้งสองนางคล้ายกำลังจะเผยรอยยิ้มออกมาแต่ก็พยายามเก็บงำความรู้สึก
ภูติแห่งลมอมยิ้มบางๆ พลางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ “ครั้งนี้... หวังว่า ม่านน้ำของข้าน้อยนี้จะคู่ควรกับนายหญิงทั้งสอง”
คำพูดนั้นทำให้ความเขินอายปะปนเข้ากับความอบอุ่นในใจ ราวกับม่านน้ำมิได้ปกปิดเพียงร่างกายของพวกนางเท่านั้น แต่ยังโอบกอดหัวใจของนางทั้งสองเอาไว้
เสียงน้ำยังคงไหลรินเป็จังหวะสม่ำเสมอ ม่านหมอกที่แปรเปลี่ยนเป็เกล็ดน้ำหลากสีพร่างพราวโอบล้อมอยู่รอบกาย สร้างบรรยากาศคล้ายดินแดนแห่งพิภพเทพอันน่ารื่นรมย์
น้ำค้างยามราตรีเกาะพราวทั่วผืนป่า ทั้งสองนางจัดการเปลี่ยนชุดใหม่ที่สะอาดและเรียบร้อยกว่าเดิม เส้นผมยาวยังชุ่มน้ำเล็กน้อย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยเคล้ากับสายลมเย็น
ภูติแห่งลมยืนรออยู่ห่างๆ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “หากทั้งสองพร้อมแล้ว... ข้าจะพาเดินกลับตำหนัก”
เทพีน้ำค้างเหมันต์เม้มริมฝีปากแน่น ไม่ตอบรับตรงๆ เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ขณะใบหน้ายังคงแดงซ่าน เทพฟ้าดินเองก็ไม่ต่างกัน แม้จะก้าวเดินเคียงข้างไป แต่กลับหลบสายตา ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดๆ ออกมาเลย
สายลมยามค่ำพัดโชยผ่านยอดไม้ เสียงใบไม้เสียดสีกันแ่เบาราวท่วงทำนองดนตรีจากธรรมชาติ ทั้งสามเดินเกาะกลุ่มกันกลับสู่ตำหนักโดยไร้ถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ย มีเพียงจังหวะฝีเท้าที่ก้องอยู่บนทางหินกรวดเท่านั้น
จู่ๆ ลมกรรโชกแรงวูบหนึ่งพัดผ่านมา ผ้าคลุมบางสีอ่อนของเทพีน้ำค้างเหมันต์ปลิวสะบัดออกจากไหล่ นางเผลอร้องเบาๆ พลันเสียหลักก้าวพลาดเกือบล้มลง
ภูติแห่งลมที่เดินอยู่ใกล้ที่สุดรีบพุ่งตัวเข้ามาคว้าไว้ทันควัน มือหนึ่งฉวยชายผ้าคลุม อีกมือโอบร่างบอบบางนั้นไว้แน่น อ้อมแขนแข็งแรงราวกำแพงหินโอบกระชับจนแนบชิดอย่างที่นางก็ไม่ทันตั้งตัว ดวงตาของทั้งสองสบประสานกันท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านกิ่งไม้
เวลาราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ เทพีน้ำค้างเหมันต์รู้เพียงว่า… หัวใจของนางกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุอก ความอบอุ่นที่แผ่มาจากอ้อมกอดนั้นทำให้นางอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ไกลนัก เทพฟ้าดิน ที่ก้าวตามมาพอดีเห็นภาพนั้นชัดเจนเต็มสองตา นางรีบยกมือปิดตาตัวเองแต่กลับเว้นช่องเล็กๆ ไว้แอบมอง ก่อนจะแกล้งร้องเอ่ยเสียงใสปนขี้เล่น
“อ๊ะ… สองคนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองสะดุ้งพร้อมกัน เทพีน้ำค้างเหมันต์รีบผละออกทันที ใบหน้าที่ปกติสงบเยือกเย็นกลับแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ นางสูดลมหายใจ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงความสั่นไหว
“ข้า… ข้าจะล้มต่างหาก เขาเพียงแค่ช่วยประคองข้าไว้เท่านั้น”
ไม่นานนักทั้งสามก็เดินมาถึง ตำหนักหมอกโอสถ เพราะได้อาบน้ำจนสบายตัวแล้วทั้งสองสาวจึงรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาในทันใด เทพฟ้าดินไม่รอช้า รีบพุ่งตัวเข้าไปในตำหนักราวกับสายลมจนเทพีน้ำค้างเหมันต์หลุดหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยตามหลัง “เ้านี่นะ วิ่งเล่นยังกับเด็กๆเลย”
“ข้าไม่ไหวแล้ว…” เทพฟ้าดินพึมพำ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปยังเตียงนอนราวกับเด็กที่หาที่นอนนุ่มๆ “อาจารย์ ข้าง่วงจะตายอยู่แล้วนะ!”
เทพีน้ำค้างเหมันต์หัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า “เฮ้อ…สามพันกว่าปีแล้ว ยังวิ่งเล่นเหมือนเด็กน้อยไม่เปลี่ยนเลย”
เสียงตอบกลับเล็ดลอดออกมาจากด้านในตำหนักอย่างดื้อดึง “ข้าไม่สน! ข้าง่วงแล้วจริงๆ”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวตามเข้าไปด้วยท่าทางเรียบร้อย แต่พอถึงหน้าประตู นางกลับชะงักเล็กน้อย… ดวงตาคู่นั้นของนางหันไปสบเข้ากับ ภูติแห่งลม ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ราวกับถูกแรงดึงดูดบางอย่างตรึงเอาไว้