คัมภีร์หมัดสยบฟ้า

    ตอนที่ 37 เคี้ยวถั่ว นั่งชมงิ้ว

    ถึงอย่างไรการได้เป็นศิษย์สำนักศึกษาหลวง แม้จะไม่ถึงขั้นยากเย็นแสนเข็ญ ทว่าก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าง่ายดาย

    เมื่อได้มาพบเจอกับคนหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่เปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์มากมายบนเรือลำนี้ ก็พาลให้เขารู้สึกว่าความสามารถของตนนั้นกลายเป็นเพียงสิ่งธรรมดาสามัญไปในพริบตา 

    ฝึกตนด้วยตนเองจนบรรลุขอบเขตสี่แล้วอย่างไรเล่า? เป็นผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์ที่หายากแล้วอย่างไรเล่า? พรสวรรค์ที่เขามีจะนำไปเทียบเคียงกับเหล่าลูกหลานรุ่นเยาว์จากตระกูลใหญ่โตได้อย่างไรกัน

    ที่ผ่านมาแม้เขาจะไม่เคยแสดงท่าทีหยิ่งยโสโอหรือวางมาดข่มผู้ใด ทว่าลึกๆ ในใจก็ยังมีความเชื่อมั่นเสมอมาว่าตนเองคือผู้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นผู้หนึ่ง

    ทว่าพอได้มีโอกาสร่วมโต๊ะสนทนากับเหล่าหนุ่มสาวบนเรือเซียนลำนี้ จึงพลันตระหนักได้ว่าในสายตาของยอดฝีมือเหล่านั้น ระดับความสามารถของเขาอยู่เพียงระดับ ‘ไม่เลว’ เท่านั้น

    หนุ่มสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ตบะน้อยที่สุดก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสาม มองไปทั่วเมืองชิงซีก็นับว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งแล้ว ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงบุรุษชุดดำท่าทีเงียบขรึมที่นั่งอยู่หัวโต๊ะผู้นั้น ด้วยตบะของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสี่จะก่อร่างสร้างพรรคเล็กๆ ของตนก็ไม่ยากเกินไป

    ก่อนหน้านี้ ตอนที่เฉินจื้อเยว่เสนอให้เขาเป็นผู้ติดตามแลกกับการอนุญาตให้ศึกษาภาพวาดภูเขาพันกระบี่ เขายังแอบรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกดูแคลนอยู่ไม่น้อย ทว่าเมื่อเขารู้ว่านางเป็นถึงบุตรีคนเดียวของผู้นำตระกูลเฉินจากเมืองหลวง เขาถึงกับเผลอทรุดเข่าลงไปโดยไม่ทันรู้ตัว ดั่งที่หลี่ซิ่วเคยหยอกล้อเอาไว้ไม่มีผิด 

    ในฐานะคนที่มีความมั่นใจในพรสวรรค์ตัวเองอย่างมากเช่นเขา ยามนี้จึงทำให้รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะขุดรูมุดหนีไปให้พ้นๆ

    หลี่ซิ่วที่เดินอยู่ข้างหน้า ก็ยังคงพูดถึงเรื่องราวน่าอายของเขาให้เด็กหนุ่มที่ชื่อเซิ่งมู่ฟังไม่หยุด

    เซิ่งมู่เป็นอีกหนึ่งคนที่เขารู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาได้ร่วมโต๊ะกับเฉินจื้อเยว่พร้อมกับลูกหลานตระกูลใหญ่คนอื่นๆ แม้แต่เด็กร่างใหญ่อย่างต้าจินก็ยังเคยพบหน้า จะมีเพียงสองคนที่เขายังมิเคยได้พูดคุยด้วยจริงๆ คือเซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้

    อีกทั้งชื่อของทั้งสองยังถูกยกมาวางไว้เป็นกับแกล้มบนโต๊ะอาหารบ่อยครั้ง ทว่าทุกครั้งล้วนเป็นกับแกล้มดี มิใช่กับแกล้มเสียอย่างที่เขาเคยเจอมาล่างภูเขา

    “ก็ดูเหมือนบัณฑิตทั่วไป?” อู๋ซือหยวนคิดในใจพลางพินิจท่าทางของเด็กหนุ่มชุดขาวเบื้องหน้า 

    “เจ้าไม่จับเขากินลงท้องไปเสียเลยล่ะ!” ในขณะที่อู๋ซือหยวนกำลังเพ่งมองเซิ่งมู่ ก็ได้ยินเสียงแหลมสดใสของหลี่ซิ่วดังขัดขึ้นมา 

    อู๋ซือหยวนยกมือขออภัย “ข้าแค่เหม่อไปชั่วครู่…” 

    หลี่ซิ่วมองเขาด้วยสีหน้าสงสัย ก่อนกวักมือเรียกให้ตามไป “ช่างเถิดๆ ข้ามีเรื่องจะเล่าให้พวกเจ้าทั้งคู่ฟังพอดี” 

    เขาจึงพยักหน้าให้เซิ่งมู่ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินตามสตรีชุดครามไป 

    …

    สถานที่ที่พวกเขาเลือกก็เป็นหออาหารเซียนแห่งเดิม ที่เซิ่งมู่เคยมานั่งกินกับหนิงกงซี 

    หรือกล่าวให้ถูกคือ มันเป็นหออาหารเพียงแห่งเดียวบนเรือเซียนลำนี้ ถึงจะถูกต้องเสียมากกว่า 

    เมื่อทั้งสามนั่งลงพร้อมสั่งกับแกล้มมารองท้องได้นิดหน่อย หลี่ซิ่วจึงพูดถึงธุระในคราวนี้ “ข้าเรียกพวกเจ้าทั้งสองมาก็เป็นเพราะในฐานะศิษย์พี่หญิงคนหนึ่ง ข้าจะเล่าถึงสำนักหลวงให้พวกเจ้าฟัง… อย่างน้อยเข้าเมืองหลวงไปจะได้ไม่ทำให้ข้าอายเกินไปนัก”

    ทั้งคู่พยักหน้ารับ พลางนั่งฟังอย่างตั้งใจ เห็นดังนั้นนางจึงเริ่มสาธยายถึงความเป็นมาและวัฒนธรรมในสำนักศึกษาหลวง 

    สำนักหลวงถูกก่อตั้งมาพร้อมกับการสถาปนาราชวงศ์ชิง ทำให้เป็นหนึ่งในสำนักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งพันปี หรือหากอ้างอิงตามตำราที่เซิ่งมู่ซื้อมาก็คือหนึ่งพันสองร้อยสิบสองปี 

    ในสำนักมีศิษย์ตั้งแต่ลูกหลานชาวนาไปจนถึงองค์รัชทายาทแห่งชิงอวิ๋น ไม่ว่าคนชนชั้นใดก็ล้วนพบเจอได้ 

    สำนักหลวงแตกต่างจากสำนักอันดับหนึ่งอย่างชิงอวิ๋นตรงที่เปิดรับคนที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญด้วย ทำให้นอกจากผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกปราณแล้ว ยังมีคนธรรมดาสามัญที่ศึกษาเพียงตำราอริยะปราชญ์เพื่อหวังเข้ารับราชการปะปนอยู่อีกด้วย ซึ่งข้อมูลส่วนนี้เขาเคยได้รับการบอกกล่าวมาจากหนิงกงซีแล้ว 

    เหล่าศิษย์ในสำนักหลวงจะต้องมีอายุไม่เกินสามสิบปี หากอายุล่วงเลยเกินสามสิบปีแล้วยังไม่สามารถเข้ากองทัพหรือราชสำนักได้ ก็จำต้องออกไปพเนจรค้นหาเส้นทางของตนเอง

    สำหรับการคัดเลือกศิษย์ใหม่นั้น จะเปิดรับสมัครเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยใช้เวลาเปิดรับรายชื่อยาวนานถึงสามเดือน และจะเริ่มทำการทดสอบพร้อมเพรียงกันในช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน

    เมื่อได้ยินดังนั้น เซิ่งมู่จึงเริ่มคำนวณระยะเวลาการเดินทางในหัวอย่างเงียบๆ ฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้นขึ้นในเดือนสาม ตัวเขาออกเดินทางจากเมืองเล็กตอนเดือนสี่ กระทั่งล่วงเลยมาถึงบัดนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงสิบวันก็จะย่างเข้าสู่เดือนห้าแล้ว หากไม่มีเหตุใดๆ เข้ามาแทรกแซง พวกเขาก็ควรจะเดินทางถึงเมืองหลวงในช่วงต้นเดือนห้า ดังนั้นเขาจึงน่าจะพอมีเวลาเตรียมตัวราวๆ สองสัปดาห์ 

    ในขณะเดียวกัน หลี่ซิ่วก็เริ่มอธิบายลงลึกถึงรายละเอียดของด่านทดสอบที่พวกเขากำลังจะต้องเผชิญ นางกล่าวว่าโดยปกติแล้วการทดสอบเพื่อเข้าสำนักจะแบ่งออกเป็นห้าด่านหลัก สามด่านแรกล้วนเหมือนเดิมทุกปีคือการทดสอบพลังกาย พลังใจ และเคล็ดวิชาส่วนอีกสองด่านสุดท้ายนั้นจะเปลี่ยนไปทุกปี อย่างเช่นในปีของนางก็คือ การตั้งค่ายกลและแก้ค่ายกล

    เมื่อเซิ่งมู่ได้ฟังข้อมูลมาถึงตรงส่วนนี้หัวคิ้วของเขาก็พลันขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เนื่องจากข้อมูลการทดสอบที่เขาเคยได้รับมาจากหนิงกงซีก่อนหน้านี้ ระบุเอาไว้ว่าสองด่านสุดท้ายในปีนี้เป็น ‘ด่านทฤษฎีความรู้’ และ ‘ด่านประลองจัดอันดับ’ 

    ซิ่งมู่จึงตัดสินใจยกมือขึ้นเพื่อขัดจังหวะการเล่าของหลี่ซิ่ว ทำให้ทั้งคู่หันมามองเขาเป็นตาเดียว “ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะเจ้านะ แต่ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสองด่านสุดท้ายมา ด่านที่สี่คือด่านทฤษฎีความรู้ ซึ่งจะทดสอบสามศาสตร์หลัก ได้แก่ คุณธรรม คำนวณและศิลป์ ส่วนด่านที่ห้าจึงเป็นการประลองจองอันดับ”

    เมื่อหลี่ซิ่วได้ยินเช่นนั้น นางก็เผลอกัดริมฝีปากเบาๆ พลางจมอยู่ในห้วงความคิด “ด่านทฤษฎีความรู้โดยปกติก็มีทุกปีอยู่แล้ว ทว่าด่านประลองจัดอันดับนี่สิ? เรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน”

    เซิ่งมู่จึงเอ่ยเสริมเพื่อไม่ให้นางคิดมาก “ข้าพูดตามที่เคยได้ยินเท่านั้น ทางสำนักศึกษาหลวงอาจจะไม่ได้จัดด่านประลองขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นได้”

    หลี่ซิ่วยักไหล่เบาๆ ทำเป็นไม่สนใจ “ช่างเถอะๆ จะรูปแบบไหนก็ช่าง อย่างไรเตรียมตัวไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย”

    หลังจากนั้นนางจึงเริ่มอธิบายต่อ จำนวนศิษย์ใหม่ที่สำนักศึกษาหลวงเปิดรับในแต่ละปีนั้นล้วนไม่แน่นอน อย่างเช่นในปีที่นางสอบเข้านั้นรับศิษย์มากถึงเกือบห้าร้อยคน ทว่าปีนี้นางได้ยินมาว่ารับเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น เหตุนั้นเป็นเพราะว่ามีคัดคนเข้าก็ต้องมีคัดคนออก หากศิษย์คนใดตามหลังศิษย์รุ่นเดียวกันมากไปก็จะโดนคัดออกเช่นกัน

    และจำนวนผู้ที่ถูกคัดออกในแต่ละปีก็มีมากถึงหลายร้อยคน นั้นจึงเป็นเหตุว่าทำไมบางปีถึงรับศิษย์ใหม่หลายร้อยจนถึงหลายพันคน ทว่าบางปีกลับเหลือเพียงสิบกว่าคน

    ในสำนักหลวง จะถูกแบ่งแยกออกเป็น ‘สองฝ่าย’ และ ‘สี่หอ’ ซึ่งแตกต่างจากสำนักอื่นๆ ที่แบ่งเป็นสายนอก สายในและสายหลัก โดยสองฝ่ายหลักที่ว่านี้ก็คือ ‘ฝ่ายบัณฑิต’ และ ‘ฝ่ายยุทธ์’ 

    ฝ่ายยุทธ์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของผู้ฝึกยุทธ์ จะมีจำนวนศิษย์มากกว่าและมีความแข็งแกร่งทางการต่อสู้ที่โดดเด่นกว่า

    ส่วน ฝ่ายบัณฑิต หรือผู้ฝึกปราณนั้น จะมีจำนวนคนน้อยกว่ามาก หากนับรวมกันแล้วคงมีเพียงสามในสิบของฝ่ายยุทธ์เท่านั้น ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายบัณฑิตจะไม่ได้รับความสำคัญ ในฝ่ายบัณฑิตจะมีเหล่าศิษย์ที่ศึกษาทฤษฏีความรู้เพื่อเข้าสอบเป็นขุนนางและศิษย์ที่ฝึกปราณเป็นเซียน ซึ่งหากผู้ฝึกปราณคนใดมีพรสวรรค์อันโดดเด่น ก็จะได้รับโอกาสให้เข้าร่วมสำนักอันดับหนึ่งอย่างชิงอวิ๋นในภายหลัง

    ด้วยเหตุนี้ หนุ่มสาวหลายคนที่มุ่งหวังอยากเป็นศิษย์ของสำนักอันดับหนึ่ง จึงเลือกใช้สำนักหลวงแห่งนี้เป็นเพียงทางผ่าน ดังนั้นผู้ฝึกปราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสำนักหลวง หากไม่ใช่เพราะฝีมือยังไม่เข้าขั้น ก็เป็นผู้ที่ตั้งใจจะรับใช้ราชวงศ์

    เมื่อหลี่ซิ่วเล่าเรื่องสองฝ่ายในสำนักหลวงมาถึงตรงนี้ ข้อมูลส่วนใหญ่ล้วนคล้ายคลึงกับที่เขาเคยได้ยินจากหนิงกงซี เพียงแต่สิ่งที่เขาสงสัยคือเรื่องของสี่หอที่หนิงกงซีไม่เคยปริปากพูดถึงมาก่อนต่างหาก 

    ขณะที่รอหลี่ซิ่วจิบน้ำชาแก้กระหาย เขากับอู๋ซือหยวนก็นั่งรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ ประหนึ่งสุนัขนั่งรออาหาร 

    หลี่ซิ่วที่เผอิญเห็นภาพนี้เข้าจึงยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ ท่าทางของนางช่างน่ารักสดใสเป็นอย่างยิ่ง จนอดไม่ได้ที่จะทำให้เหล่าเด็กหนุ่มและบุรุษคนอื่นๆ บนเรือหันมาลอบมองอย่างเคลิบเคลิ้ม 

    แม้อู๋ซือหยวนจะพยายามเก็บท่าที ทว่าก็ยังอดแสดงความเคอะเขินออกมาไม่ได้ ส่วนตัวเซิ่งมู่นั้นกลับมองเป็นเรื่องปกติ เขาเติบโตมากับสาวงามอย่างหลิวจื่ออี้ตั้งแต่เด็ก ภูมิต้านทานด้านสาวงามจึงเรียกได้ว่าสูงส่งหาผู้ใดเปรียบ 

    เมื่อนางจิบชาเสร็จจึงเริ่มบอกเล่าถึงสี่หอต่อ “สี่หอในสำนักหลวงมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบแตกต่างกัน ความถนัดก็แตกต่างกัน และสิ่งที่ถือเป็นจุดต่างที่สุดก็คือ ‘ภูมิหลัง’ เมื่อเข้าสำนักหลวงได้แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกสองฝ่ายก็คือสี่หอนี่แหละ บางคนอาจถือว่าการเลือกหอเป็นตัวตัดสินอนาคตของตนได้เลยเชียวล่ะ”

    ทั้งคู่ได้ยินก็พยักหน้ารับ พร้อมเงี่ยหูตั้งใจฟังเป็นอย่างดี สี่หอจะถูกแบ่งชื่อตามสัตว์เทพประจำทิศ อันได้แก่ หอมังกรเขียวแห่งบูรพา หอหงส์แดงแห่งทักษิณ หอพยัคฆ์ขาวแห่งประจิม และหอเต่าดำแห่งอุดร 

    หลี่ซิ่วเลือกที่จะเริ่มอธิบายถึงสองหอแรกก่อนเป็นอันดับแรก นั่นคือ หอมังกรเขียว และ หอหงส์แดง

    หอมังกรเขียวตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของสำนักหลวง มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดและได้รับการขนานนามว่าแข็งแกร่งที่สุด ส่วนหอหงส์แดงเป็นหอใหญ่อันดับสอง ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณฝั่งทิศใต้ 

    ทว่าสิ่งที่สวนทางกับขนาดพื้นที่อันกว้างขวางของทั้งสองหอนั้น คือจำนวนคน แม้จะได้ชื่อว่าใหญ่เป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองของสำนัก ทว่าทั้งสองหอกลับมีศิษย์ในสังกัดน้อยที่สุดเช่นเดียวกัน 

    หลี่ซิ่วให้เหตุผลว่าทั้งสองหอล้วนเป็นสถานที่สำหรับลูกหลานตระกูลใหญ่ หรือศิษย์ที่มีความสามารถเก่งกาจเทียมฟ้า หากต้องการเข้าร่วมกับสองหอนี้ เจ้าก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองมีความแข็งแกร่งมากพอ หรือมีอำนาจมากพอที่จะเข้าไปอยู่ 

    เซิ่งมู่รับฟังแล้วก็ลอบครุ่นคิด ขนาดสำนักหลวงที่ว่ากันว่าไม่แบ่งแยกขุนนางกับชาวนา สุดท้ายก็ยังมิอาจพ้นเรื่องการเมืองชนชั้นไปได้ เขาจึงเปิดปากถามหลี่ซิ่ว “แล้วเจ้าอยู่ในหอใดรึ?”

    หลี่ซิ่วหันมาสบตาพลางเอ่ยตอบ “ข้าเป็นสมาชิกผู้มีพรสวรรค์ของตระกูลเฉิน แน่นอนว่าต้องสังกัดหอหงส์แดงอยู่แล้ว ทว่าเหตุผลอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตระกูลเฉินของข้าเป็นผู้ดูแลหอหงส์แดงแห่งนี้ด้วย” 

    ได้ยินคำกล่าวของหลี่ซิ่วเขาก็เอ่ยถามต่อทันที “เจ้าบอกว่าตระกูลเฉินเป็นผู้ดูแลหอในสำนักหลวง มิใช่ว่าสำนักหลวงแห่งอยู่ใต้อำนาจราชวงศ์ชิงหรอกหรือ?” 

    หลี่ซิ่วจิบชาพลางเอ่ยตอบ “นั่นก็เป็นเพราะทางราชวงศ์ย่อมมิต้องการให้ตระกูลใดในเมืองหลวงมีอำนาจไปกว่าตน ทางราชสำนักจึงใช้วิธีเชิญให้สี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง ยกเว้นตระกูลหลิว ส่งบุตรหลานสายตรงมาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสี่หอในสำนักหลวง ทว่าถึงฉากหน้าจะใช้คำว่าผู้ดูแล แต่ทั้งสี่ตระกูลใหญ่ต่างก็รู้ดีว่า ทางราชวงศ์เพียงใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างในการจับตามองลูกหลานของพวกตนต่างหากเล่า”

    เซิ่งมู่พยักหน้าช้าๆ ก่อนที่หลี่ซิ่วจะเริ่มอธิบายข้อมูลของสองหอที่เหลือ

    หอพยัคฆ์ขาวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เป็นหอที่มีทั้งชาวบ้านธรรมดาและลูกหลานตระกูลพ่อค้าใหญ่ปะปนกันไป แม้จะไม่ได้มีตระกูลขุนนางใหญ่โตมากมายดังสองหอแรก แต่ก็มีความมั่งคั่งไม่แพ้กัน

    ทั้งสามหอแรกนี้ล้วนมีไมตรีที่ดีต่อกัน สาเหตุก็เป็นเพราะหอมังกรเขียวนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลไป๋ หอหงส์แดงดูแลโดยตระกูลเฉิน ส่วนหอพยัคฆ์ขาวก็ถูกดูแลโดยตระกูลสุย

    ทั้งสามตระกูลล้วนเป็นตระกูลเก่าแก่ที่อยู่เคียงมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์สุยเก่า แม้ผ่านมาหลายพันปีก็ยังมีไมตรีต่อกันดังเดิม

    ส่วนหอสุดท้ายคือหอเต่าดำ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ เป็นหอที่ถูกดูแลโดยตระกูลเฟิง ตระกูลผู้ใช้ทวนอันดับหนึ่งในใต้หล้า อีกทั้งยังเป็นตระกูลของ ‘เฟิงจิวยี่’ บรรพจารย์ตระกูลเฟิง อดีตแม่ทัพเอกคู่บัลลังก์ราชวงศ์ชิง และผู้คิดค้นสุดยอดวิชาทวนสะบั้นมังกร 

    หอเต่าดำเป็นเพียงหอเดียวที่ไม่ได้ถูกดูแลโดยตระกูลใหญ่จากราชวงศ์สุย แต่เป็นตระกูลเฟิง ศัตรูอันดับหนึ่งของราชวงศ์สุย ในตำราและบันทึกประวัติศาสตร์มากมายก็ล้วนเขียนว่าแม่ทัพเฟิงจิวยี่คือผู้ที่ตัดหัวแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์สุยได้มากที่สุด

    ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างหอเต่าดำกับอีกสามหอที่เหลือจึงล้วนไม่ลงรอยกันนัก ทว่าด้วยภูมิหลังอันแข็งแกร่งของตระกูลเฟิง ก็ทำให้แทบไม่มีผู้ใดในสำนักกล้าก้าวร้าวท้าทายพวกเขาเท่าไรนัก 

    อู๋ซือหยวนที่รับฟังมาถึงตรงนี้ก็เปิดปากเอ่ยถามข้อสงสัย “แล้วการเลือกหอเล่า? ทางสำนักใช้สิ่งใดเป็นตัวตัดสินหรือ?”

    หลี่ซิ่วจิบชาอีกรอบ คราวนี้นางดื่มอึกใหญ่จนน้ำชาเกือบหมดแก้วเคลือบคราม “ส่วนใหญ่แล้วการเลือกหอจะเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเจ้าสอบผ่านและได้รับป้ายเหล็ก แต่แน่นอนว่าหอนั้นก็ต้องยินยอมรับเจ้าด้วย ส่วนพวกเจ้าที่ได้ป้ายเหล็กตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าการทดสอบนั้น… ข้อดีก็คือพวกเจ้าอาจข้ามด่านทดสอบสามด่านแรกได้ แต่ข้อเสียคือพวกเจ้าจะไม่สามารถเลือกหอของตนเองได้ จุดประสงค์แท้จริงของป้ายเหล็กคือการดึงตัวผู้มีพรสวรรค์เข้ามาในฝ่ายตัวเอง ส่วนจะได้หออะไรก็คงต้องรอหลังทดสอบ”

    หลังจากรับฟังคำอธิบายของนางจบ เซิ่งมู่ก็ล้วงมือหยิบป้ายเหล็กที่สลักตัวอักษร ‘ชิง’ (青) ขึ้นมาดูอีกครั้ง เขาเคยใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามเพื่อหาความลี้ลับของป้ายเหล็กนี้แต่ก็ไม่พบอะไร เช่นนั้นที่หลี่ซิ่วบอกคงเป็นความจริง กว่าจะรู้คงต้องรอหลังการทดสอบเสียก่อน

    คิดถึงเรื่องนี้ เขาก็พลันเงยหน้าขึ้นและเอ่ยถามหลี่ซิ่ว “แล้วเคยมีผู้ที่ไม่มีหอหรือไม่?”

    หลี่ซิ่วพยักหน้ารับ “มีสิ… และในเวลานี้ก็มีบุคคลเช่นนั้นอยู่ผู้หนึ่ง ทว่าข้าไม่ขอแนะนำให้พวกเจ้าทำตามหรอกนะ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะมีความมั่นใจล้นฟ้าหรือมีพรสวรรค์เช่นเขา”

    อู๋ซือหยวนรีบเปิดปากถาม “เขาเป็นเทพเซียนจากฝ่ายใดรึ?”

    หลี่ซิ่วหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางโน้มตัวมากระซิบบอก “เทพเซียนของจริงเลยล่ะ… ข้ารู้เพียงแค่ว่าเขาแซ่หมิง เป็นคำว่าหมิง (明) ที่มีความหมายถึงแสงสว่างและปัญญา”

    เซิ่งมู่ขมวดคิ้วแน่น “ศิษย์ของสำนักอริยะรึ?”

    หลี่ซิ่วพยักหน้าให้เงียบๆ แทนคำตอบ

    เซิ่งมู่ยกมือขึ้นลูบคางครุ่นคิด ก่อนจะนึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้ “ “เช่นนั้นแล้วสุยอู๋ซินเล่า? เขาอยู่หอพยัคฆ์ขาวด้วยรึเปล่า?”

    หลี่ซิ่วโคลงหน้าเบาๆ “เขาไม่ได้อยู่หอไหนทั้งนั้น พูดให้ถูกคือเขามิได้เข้าร่วมสำนักหลวง สุยอู๋ซินกับสุยโม่จิ่นที่เป็นบุตรของผู้นำตระกูลสุยล้วนไม่ได้อยู่ในสำนักหลวง ส่วนบุตรีหรือลูกหลานคนอื่นๆ ก็มีหลายคน”

    เซิ่งมู่ร้อง อ้อ! รับ ก่อนถามคำถามถัดไป “แล้วเหตุใดจึงกลายเป็นตระกูลเฟิงที่ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลหอเต่าดำ? ทำไมไม่ใช่สี่ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงอย่างตระกูลหลิวเล่า?”

    หลี่ซิ่วเอ่ยตอบ “มีอยู่สามเหตุผล เหตุผลแรก ตระกูลหลิวไม่ต้องการและราชวงศ์ชิงไม่กล้าบังคับ แม้ตระกูลหลิวจะเป็นตระกูลใหญ่สมัยราชวงศ์สุย แต่เบื้องลึกเบื้องหลังกลับเก่าแก่มากกว่านั้นนัก”

    “เหตุผลที่สอง ตระกูลเฟิงเป็นตระกูลที่จงรักภักดีกับราชวงศ์ชิงมากที่สุด การให้เข้าไปดูแลสอดส่องสำนักหลวงจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะมากที่สุด “

    “เหตุผลที่สาม ตระกูลเฟิงมาจากสามัญชนธรรมดา ถึงแม้ในอดีตพวกเขาจะเคยลงมือปราบปรามตระกูลแม่ทัพของราชวงศ์สุยอย่างเหี้ยมโหด ทว่าในทางกลับกัน พวกเขากลับให้การดูแลเอาใจใส่ราษฎรอย่างดี ด้วยเหตุนี้ยังทำให้หอเต่าดำเป็นหอที่มีศิษย์มากที่สุดในสำนัก นอกจากคอยสอดส่องในสำนักหลวง ยังช่วยเพิ่มความชื่นชอบต่อราษฎร ธนูดอกเดียวยิงนกได้สามตัว!”

    ได้ฟังแล้วเซิ่งมู่ก็แอบพยักหน้ายอมรับว่าเหตุผลเหล่านี้ล้วนสมเหตุสมผลดี กระนั้นสิ่งที่เขาสงสัยก็คือตระกูลหลิวเก่าแก่แค่ไหน? ทำไมแม้แต่ราชวงศ์ชิงที่ผู้คนลือว่าเป็นทรราชไม่เคยเห็นหัวใครถึงยังต้องยอมเกรงใจ ทว่าเขาก็ไม่ได้ถามคำถามนี้กับหลี่ซิ่วออกไป

    ทว่านั่นไม่ใช่กับอู๋ซือหยวน ชายหนุ่มโพล่งถามสิ่งที่คิดอยู่ออกไปทันที “แล้วบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลหลิวคือใครกันแน่? ทำไมราชวงศ์ชิงอันยิ่งใหญ่ถึงต้องยอมเกรงอกเกรงใจพวกเขาถึงเพียงนั้นด้วย?”

    หลี่ซิ่วส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ “เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้ หากเจ้าอยากรู้คงต้องไปถามหลิวจื่ออี้แทนแล้วล่ะ สิ่งเดียวที่ข้ารู้แน่ชัดก็คือ ตระกูลหลิวได้รับการยกย่องให้เป็นตระกูลแพทย์อันดับหนึ่งในใต้หล้า เป็นศูนย์กลางที่มีคนเข้าไปขอศึกษาเล่าเรียนวิชาแพทย์มากที่สุด หมอหลวงในวังเก้าในสิบส่วนล้วนมาจากตระกูลหลิวทั้งสิ้น บางที... นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์ชิงไม่กล้าใช้กำลังกระมัง?”

    หญิงสาวเอ่ยตอบพลางยกมือขึ้นจับคางครุ่นคิด ท่าทางในยามใช้ความคิดของนางช่างดูน่ารักน่ามองเป็นอย่างมาก 

    ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปชั่วครู่ จู่ๆ สีหน้าของนางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ หันขวับกลับมาจ้องเขม็งที่เซิ่งมู่ด้วยความรวดเร็วเสียจนเขาสะดุ้งตาม “เดี๋ยวนะ! ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่าหลิวจื่ออี้จะเข้าสำนักวสันต์เขียวใช่ไหม?”

    เซิ่งมู่พยักหน้ารับเบาๆ “นางยังไม่ตัดสินใจดี แต่คาดว่าเป็นเช่นนั้น…”

    หลี่ซิ่วถึงกับเอามือก่ายหน้าผากพลางส่งเสียงโอดครวญออกมา “กลับเมืองหลวงคราวนี้ต้องวุ่นวายครั้งใหญ่แน่ๆ …”

    เห็นท่าทางเป็นกังวลของนางเขาก็อดใจถามไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้น?”

    สตรีชุดครามสูดลมหายใจเข้าออกยาวเหยียด ก่อนเอ่ยตอบ “หากจะกล่าวกันตามตรง รากฐานของตระกูลหลิวนั้นหยั่งลึกมาเนิ่นนาน นานเสียจนแม้แต่ราชวงศ์ชิงก็ยังไม่กล้าทำอะไร ตอนเกินสงครามชิงกับสุย ก็มีเพียงตำหนักตระกูลหลิวที่สามารถรอดพ้นจากคราบเขม่าและไฟสงครามมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน แม้ในภายหลังตระกูลชิงจะสถาปนาราชวงศ์ขึ้นมาได้สำเร็จ พวกเขาก็ไม่เคยเรียกร้องเครื่องบรรณาการใดๆ จากตระกูลหลิว ทว่าสาเหตุที่สมดุลอำนาจนี้ยังอยู่ได้ ก็เป็นเพราะตระกูลหลิวไม่เคยยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขั้วอำนาจใดมาก่อน ในยามนี้ การที่หลิวจื่ออี้ประกาศว่าจะไปศึกษาต่อที่สำนักวสันต์เขียว หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงหูเฒ่าเจ้าเล่ห์ในเมืองหลวงเข้าล่ะก็ จะต้องเกิดความโกลาหลแน่ๆ แม้ตัวนางและตระกูลจะไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอันใด แต่ก็ใช่ว่าพวกเต่าแก่ในสำนักอื่นๆ จะยอมเชื่อใจและคิดเหมือนกันนี่นา”

    เซิ่งมู่พยักหน้าเข้าใจ หากสถานการณ์เป็นไปตามที่นางบอก หลิวจื่ออี้ก็อาจจะก้าวพลาด ตกลงไปในบ่อน้ำวนของเมืองหลวงก็เป็นได้

    …

    หลังกล่าวคำอำลาและขอตัวออกมาจากหออาหารก่อน เซิ่งมู่ก็เดินเล่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ พลางครุ่นคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของสหายตนไปด้วย

    แม้หลี่ซิ่วจะพยายามพูดย้ำหลายครั้งว่าตระกูลหลิวมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา แต่ก็ใช่ว่าทุกคนในชิงอวิ๋นจะยอมก้มหัวเกรงใจพวกเขาเสมอไป

    อีกทั้งวิธีการเลวร้ายที่สันดานมนุษย์สามารถกระทำได้ก็มีหลายอย่างนัก ใครเล่าจะรู้ว่าพวกผู้มีอำนาจในเมืองหลวงจะงัดเอาข้ออ้างใดมากดดันบีบคั้นผู้คนตระกูลหลิวบ้าง

    เซิ่งมู่ถอนหายใจออกมายาวเหยียดพลางส่ายหน้าสะบัดความกังวลทิ้งไป มัวแต่คิดไปตอนนี้ก็รังแต่จะเป็นโขดหินใหญ่ขัดทางน้ำเสียเปล่าๆ สิ่งเดียวที่ตนทำได้คงมีเพียงคอยช่วยเหลือหลิวจื่ออี้ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

    เขาจึงหันหลังเตรียมเดินกลับเรือนพักของตน ทว่าในระหว่างที่กำลังจะก้าวเท้า สายตาของเขากลับเผอิญไปสบเข้ากับบุรุษหนุ่มคนหนึ่งเข้าพอดี

    เป็นบุรุษหนุ่มชุดเขียวที่ยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะไปคุยธุระกับหลี่ซิ่วเสียอีก 

    บุรุษหนุ่มชุดเขียวคนนั้น ยังคงเอนกายพิงราวรั้วบนดาดฟ้าเรือ พลางใช้สายตาเชยชมสาวงามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    เวลาที่เซิ่งมู่เจอบุรุษชุดเขียวในคราแรกก็คือช่วงยามเว่ย ผ่านมาจนยามโหย่วบุรุษหนุ่มชุดเขียวก็ยังอยู่ที่เดิม ทอดสายตามองสาวงามไม่หยุด

    เห็นดังนั้นเขาจึงส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเริ่มเดินกลับเรือน

    ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเดิน เขาก็พลันสัมผัสได้ถึงแรงจับจากฝ่ามือหนึ่งบนบ่าขวา เมื่อหันไปมอง เซิ่งมู่ก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ 

    หนุ่มชุดเขียวผู้นั้นโผล่มาประชิดตัวเขาโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยแนะนำตนเอง ทำเพียงเอ่ยปากถามเขาออกมาตรงๆ “เจ้าช่วยแนะนำข้าให้กับแม่นางชุดครามให้หน่อยได้หรือไม่?”

    เซิ่งมู่ขมวดคิ้วมุ่นพลางตอบกลับ “ใคร?”

    บุรุษชุดเขียวเอ่ยปาก “แม่นางชุดครามในหออาหารไงเล่า”

    เซิ่งมู่เปิดปากถามอีกรอบ “หมายถึงเจ้าน่ะเป็นใคร?”

    บุรุษชุดเขียวร้อง อ้อ! ก่อนจะรีบเอ่ยแนะนำตัว “ข้าโจวจิ่ง! หลานชายคนเดียวของโจวจิ่งเสวียน หากเจ้ามีน้ำใจช่วยแนะนำข้าให้กับแม่นางชุดครามหัวสูงผู้นั้น ข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าอย่างแน่นอน อ้อ! มิใช่คนที่เดินไปกับเจ้าเมื่อสองชั่วยามก่อนนะ ข้าหมายถึงแม่นางที่ประมูลภาพวาดภูเขาพันกระบี่ไปต่างหากเล่า!”

    เซิ่งมู่ขมวดคิ้วเป็นปมแน่นยิ่งกว่าเดิมแทนคำตอบ 

    เมื่อเห็นว่าชายที่เขาคุยด้วยยังไม่ตกลง โจวจิ่งจึงรีบเสนอเพิ่ม “ถ้าไม่เอาแค่เหล้า… งั้นข้าปิดหออาหารเลี้ยงเจ้าเลยเป็นอย่างไร! หากขอมากกว่านี้ข้าก็ให้ไม่ไหวแล้วนะ ทั้งตัวข้าก็มีเหลืออยู่เพียงเท่านี้แล้ว…”

    เซิ่งมู่ยกมือขึ้นปรามให้อีกฝ่ายหยุดพูดชั่วคราว ก่อนเอ่ยอธิบายอย่างใจเย็น “หนึ่ง ข้าไม่สนิทกับเฉินจื้อเยว่ขนาดนั้น ข้าคงช่วยเจ้าไม่ได้ สอง ข้ายังเจอกับเจ้าได้ไม่ถึงสามสิบลมหายใจ เรียกว่าคนรู้จักยังมิได้ สหายยิ่งไม่ต้องพูดถึง เหตุใดข้าต้องช่วยเจ้าด้วย”

    โจวจิ่งทำสีหน้าฉงน ก่อนเอียงคอถามกลับ “เคยมีคนบอกว่าเสื้อไม่สู้ของเก่า มิตรสหายมิสู้ของใหม่มิใช่หรือ? ข้ารับเจ้าเป็นสหายไม่ดีตรงไหน?”

    เซิ่งมู่เห็นท่าทีเหลวไหลนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ “ให้ถูกคือเสื้อมิสู้ใหม่ สหายมิสู้เก่า… อีกอย่างต่อให้เจ้าเป็นสหายรักข้า ข้าก็จะไม่แนะนำเจ้าให้เฉินจื้อเยว่แน่ๆ”

    โจวจิ่งเบ้ปากบ่นอุบอิบ “เจ้ากะเก็บนางไว้คนเดียวล่ะสิ… บอกมาตรงๆ ข้าก็เข้าใจแล้ว คิ้วเรียวยาว ริมฝีปาดแดง เอวคอดกิ่ว อกอวบอิ่มปานนั้น ใครเล่าจะอดใจไหว…”

    เซิ่งมู่กรอกตามองบนด้วยความเอือมระอา ทว่าในระหว่างนั้น หางตาของเขาก็บังเอิญเหลือบไปสังเกตเห็นเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง ซึ่งสวมชุดคลุมเก่าซอมซ่อสีน้ำตาล กำลังนั่งยองๆ เคี้ยวถั่วมองมาที่พวกเขาทั้งสองอยู่

    ด้วยอารมณ์หงุดหงิดจากการถูกโจวจิ่งก่อกวน จึงเผลอทำให้เซิ่งมู่โพล่งปากเอ่ยถามเด็กหนุ่มคนนั้นออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว “นี่เจ้า… มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย?”

    เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำตาลหยุดเคี้ยวถั่วชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาแล้วเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ดูงิ้ว”