บทที่ 7 โทษสถานเบา
ทันทีที่ถูกหลอมกระดูกสร้างเนื้อขึ้นมาจากแม่น้ำตี้ฟงซีเหอ ไฉหรงฉ่างมีสติสัมปชัญญะเทียบเท่าเด็กวัยสี่ขวบ ร่างกายที่ถูกต่อเติมจนครบสามสิบสองประการ มีขนาดใกล้เคียงกับเด็กวัยสี่ขวบเช่นเดียวกัน แก่นชีวิตของเขา...เป็วิถี์ที่มอบให้ ทว่าเส้นทางการเติบใหญ่ไปเป็เทพเซียนที่แข็งแกร่ง ยังต้องให้ไฉหรงฉ่างเป็คนเรียนรู้ด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้หลังถือกำเนิดเขาคนนี้จึงมีสติสัมปชัญญะและสภาพร่างกายเทียมเท่าเด็กสี่ขวบ
หลังไฉหรงฉ่างถือกำเนิดในเขตแดนไพศาล ด้วยสถานะที่พิเศษกว่าเซียนทั่วไป ไฉหรงฉ่างในเวลานั้นถูกเชิญไปอยู่ในเรือนดอกหลิวชั่วคราว เพื่อรอเข้าพิธีตรวจสอบดวงชะตาและแก่นิญญา สามวันให้หลังผู้ที่ถูกเรียกว่าเทพกัมปนาทผันวารี เดินทางไปร่วมพิธีตรวจสอบดวงชะตาและแก่นิญญาตามคำเรียกร้อง
กระทั่งได้บทสรุปว่า เทพกัมปนาทผันวารีคือเผ่าพันธุ์ของเทพาที่สูญสลายไปเมื่อพันปีก่อน ในตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา ว่าเทพาซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือบรรพบุรุษของไฉหรงฉ่าง เป็ปัจเจกเทพผู้ก่อตั้งทั้งสามเขตแดน
ในเมื่อเป็เช่นนี้จึงมีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องความถูกต้อง ว่าไฉหรงฉ่างควรได้ขึ้นเป็ประมุขแห่งปฐมภูมิเซียน ซึ่งแต่เดิมเป็สัตว์วิเศษสายเืัที่ปกครองอยู่ แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้ประมุขเวินเสียนอู่เป็อย่างมาก
นอกจากไม่ได้ชุบเลี้ยงวิหคอัคคีมาเป็สัตว์พาหนะตามที่มุ่งหวัง ยังจะสูญเสียตำแหน่งประมุขไปอีก ในเมื่อวิถี์ปูทางมาถึงขั้นนี้ ประมุขเวินเสียนอู่ที่กำลังน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็ธรรมและถูกเอาเปรียบ ประมุขเวินจึงจ้องจะบ่อนทำลายปฐมิญญาของไฉหรงฉ่าง รวมถึง้าทำลายหยกิญญาซึ่งเป็แกนกลางของแม่น้ำตี้ฟงซีเหอ หากขาดพลังของหยกิญญาไปหนึ่งอย่าง ต่อให้แม่น้ำตี้ฟงซีเหอยังคงอยู่ ล่วงเลยไปอีกสามร้อยปีข้างหน้าก็จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดผุดขึ้นมาอีก
ครั้นมองการณ์ไกล และวางแผนทำเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ต่อให้ประมุขเวินเสียนอู่ไม่อยากทำ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากช้าอีกก้าวเดียว ไม่แน่ว่าตำแหน่งประมุขคงถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตา!
.
.
ยามวิกาลในคืนหนึ่ง ประมุขเวินเสียนอู่ที่ถูกจิตมารครอบงำไปแล้วหนึ่งส่วน ลอบไปหาไฉหรงฉ่างถึงเรือนดอกหลิวซึ่งอยู่ติดกับทะเลบูรพา พอไปถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หมายจะคร่าชีวิตเทพกัมปนาทผันวารีให้ดับสูญภายในค่ำคืนเดียว
"เทพกัมปนาทผันวารีงั้นหรือ!!! เหอะ! ก็แค่ยุวเทพตนหนึ่ง! อย่างไรเขาก็เป็แค่เทพเซียนใน่อายุเทียบเท่ากับมนุษย์วัยสี่ขวบ ต่อให้มีอิทธิฤทธิ์มหาศาลก็ไม่น่ารู้วิธีควบคุมขุมพลังของตนที่ชาญฉลาดกว่านี้" นี่คือเสียงมารร้ายที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของประมุขเวิน มันเฝ้ากรอกหูเ้าตัวอยู่อย่างนั้น โดยหารู้ไม่ว่าเวินเสียนอู่ประมาทคู่ต่อสู้เกินไปแล้ว
หลังได้ประจันหน้ากันจริง ๆ แค่ไม่กี่กระบวนท่าประมุขเวินเสียนอู่ก็เป็ฝ่ายเสียเปรียบ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ฝืนกัดฟันสู้อย่างดุเดือด ไม่นานประมุขเวินเสียนอู่ผันตัวเข้าสู่วิถีมารเต็มตัว เริ่มมีอิทธิฤทธิ์มหาศาลในการต่อสู้กับไฉหรงฉ่าง
ระหว่างนี้ประมุขเวินแยกเศษเสี้ยวิญญาของตนให้ไปทำลายหยกิญญาในแม่น้ำตี้ฟงซีเหอ ท้ายที่สุดผู้ตกสู่วิถีมารกลายเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ กระทั่งตกลงไปในเหวลึกของแท่นสังหารเซียน ส่วนเทพกัมปนาทผันวารีที่ควบคุมขุมพลังของตัวเองได้ไม่ดีพอ ทำให้เพลิงกัมปนาทที่ร้อนระอุแผดเผาวิมานเซียนไปมากกว่าครึ่งเขตแดน
ด้วยเหตุนี้เทพกัมปนาทผันวารีที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น จึงถูกวิถี์ลงทัณฑ์โดยการให้ลงไปเผชิญด่านเคราะห์ในแดนมนุษย์ ครั้นสิ้นสุดอายุขัยจึงจะกลับขึ้นมาดำรงตำแหน่งประมุขคนต่อไปได้ตามสมควร ระหว่างนี้วิมานเซียนก็จะถูกบูรณะซ่อมแซมไปในตัว
เสียงจากวิถี์ให้เหตุผลว่า...
'ผิดส่วนผิด ถูกส่วนถูก เวินเสียนอู่ที่คิดชั่ว วางแผนบ่อนทำลายชีวิตผู้อื่น กระทั่งตนเองถูกวิถีมารกลืนกิน สุดท้ายก็ถูกจองจำอยู่ใต้หุบเหวสังหารเซียนชั่วกัปชั่วกัลป์ ส่วนการที่เทพกัมปนาทผันวารีต้องลงไปเผชิญด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์ล้วนต้องให้เป็ไปตามกฎ์ เมื่อเทียบกับอาณาเขตที่เสียหาย ถือว่าเป็โทษสถานเบาที่สุดแล้ว'
มองอีกแง่หนึ่ง ในภายภาคหน้าการกลับมาของไฉหรงฉ่าง จะมีแต่ความพรั่งพร้อม ราบรื่น ไร้อุปสรรค นั่นต่างหากจึงจะเป็่เวลาอันเหมาะสมที่จะผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองปฐมภูมิเซียนที่แท้จริง...
กว่าจะได้ผุดได้เกิดเป็มนุษย์ เทพกัมปนาทผันวารีต้องแหวกว่ายในทะเลมรกตนานร้อยปี กว่าจะได้ลืมตาดูโลกมันช่างยากเย็น และแน่นอนว่าเขาเกิดมาด้วยจุดประสงค์เดียวคือเผชิญด่านเคราะห์ จึงไม่แปลกที่พอถือกำเนิดขึ้น ก็ต้องกลายเป็ไฉหรงฉ่างที่ถูกแม่นมใบ้หอบมาให้ท่านอาจารย์เทียนเฉิงเลี้ยงดู จวบจนกลายเป็ไฉหรงฉ่างที่ไร้ซึ่งพลังวิเศษอย่างที่ทุกคนเห็นในวันนี้
แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นไฉหรงฉ่างที่เติบโตขึ้นมาในแต่ละ่วัย ก็ไม่เคยถามหาวิถี์และไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจในชาติกำเนิดของตัวเองเลยสักนิด หรงฉ่างรู้แต่เพียงว่าชีวิตมนุษย์นั้นแสนสั้น เกิดมา ตั้งอยู่ ไม่นานก็ดับไป…
หลังสิ้นสุดภพชาติในแดนมนุษย์ ครั้นได้หวนคืนสู่สรวง์ ภาระอันหนักอึ้งยังรออยู่...
รู้อย่างนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ไฉหรงฉ่างจะต้องกระเสือกกระสนหรือแก่งแย่งชิงดีในการเป็ที่หนึ่งที่โลกมนุษย์ หัวกะโหลกน้อย ๆ ของไฉหรงฉ่างวัยสี่ขวบเอาแต่คิดว่า ใครจะอยู่ลำดับหนึ่ง ใครจะอยู่ลำดับรองก็ช่างหัวมันเถอะ หรือต่อให้ไฉหรงฉ่างเป็ศิษย์ก้นสำนักที่ไม่มีใครให้ความสนใจก็ช่างหัวมันเถอะ ขอเพียงมีของอร่อยให้กินก็ดีถมไปไม่ใช่หรือไง
.
โอ๊กกกกกกกก
เสียงไก่ป่าโก่งคอขันช่างไพเราะ!!
เหอะ! เพราะกับผีนะสิ หนวกหูจะตายอยู่แล้ว
ไฉหรงฉ่างสะดุ้งโหยงเกือบร่วงจากกิ่งไม้ รู้ตัวอีกทีก็ถึงคราวที่ต้องออกเดินทางอีกแล้ว อดทนเดินทางไกลมาแล้วหกวันห้าคืน ผู้เยาว์ทั้งสองแกะรอยตามแผนที่ที่อาจารย์หวังมอบให้ ตามที่คาดการณ์ไว้...เดินทางอีกหนึ่งวันก็น่าจะถึงจวนสกุลกงแล้ว
“เหตุใดใบหน้าซีดเซียวนัก ดูไม่กระปรี้กระเปร่าเอาเสียเลย? เ้าถอดใจไม่อยากบ่มเพาะตัวเอง และไม่อยากสืบหาเบาะแสว่าใครสังหารอาจารย์ของพวกเราแล้วงั้นหรือ?”
ไป๋หลิงเยี่ยรู้ดีว่าเ้าอ้วนนั่นใจเสาะ แต่ไม่คิดว่าจะใจฝ่อั้แ่ยังไม่เริ่ม ขนาดว่ายังไม่ได้เหยียบแผ่นดินกัวฉู่ ทั้งยังไม่ได้พบหน้าปรมาจารย์กงเสียด้วยซ้ำ ยังออกอาการอืดอาดถึงเพียงนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่า หากไฉหรงฉ่างได้อยู่ภายใต้การสั่งสอนที่เข้มงวดของผู้าุโกงซิ่งอวี่ เ้านั่นจะเป็เดือดเป็ร้อนขนาดไหน
แต่ช่างเถอะ ต่อให้สะบัดสะบิ้งเหมือนหนอนโดนน้ำร้อนลวก ก็หนีไม่พ้นได้ฝากตัวเป็ศิษย์ของท่านอาจารย์กงอยู่ดี ก็ใครใช้ให้ไฉหรงฉ่างเกิดมาพิเศษกว่าชาวบ้าน คนปกติที่ไหนกัน มีเส้นปราณสองสายในร่างเดียว
“ดูถูกกันเกินไปแล้ว ข้าไฉหรงฉ่างไม่ถอดใจง่าย ๆ แน่ แต่เดิมไม่นึกสนใจเื่พันธะความเค้น แต่ท่านอาจารย์ที่เปรียบเสมือนบิดาทูนหัวของพวกเราถูกรังแกทั้งคน ย่อมปล่อยผ่านไม่ได้”
“เช่นนั้นเ้าชักสีหน้าอมทุกข์ให้ใครดู”
“เมื่อคืนนอนไม่หลับ จึงออกมานอนชมจันทร์ เผลอคิดเรื่อยเปื่อยกินเวลาไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็เคลิ้มหลับโดยไม่รู้ตัว สภาพก็เลยเป็อย่างที่เห็น”
สองสหายทุ่มเถียงกันตลอดทาง ถือว่าเป็คู่กัดที่ขาดใครไปไม่ได้จริง ๆ หากไม่มีไฉหรงฉ่างทั้งคนหลิงเยี่ยคงเหงาแย่ เผลอชั่วครั้งชั่วครู่ ในที่สุดไฉหรงฉ่างกับสหายคนสนิทก็เดินทางมาเหยียบแผ่นดินกัวฉู่ได้สำเร็จ ที่นี่เป็เมืองหลวงของแว่นแคว้น การสัญจรของผู้คนจึงพลุกพล่านกว่าหมู่บ้านชุนไหลหลายเท่าตัว
มิหนำซ้ำวัฒนธรรมรวมถึงการละเล่นของคนในพื้นที่ ยังดูแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจจนหรงฉ่างหุบยิ้มไม่ลง ดวงตาของเขาเป็ประกายเมื่อเห็นธารประชาชีหลั่งไหลออกมาเที่ยวเล่นไม่ขาดสาย ทั่วทุกมุมเมืองมีร้านค้าเต็มไปหมด
ด้านซ้ายเป็ลานแสดงกายกรรม
ด้านขวาเป็ขบวนแห่เ้าสาว
ด้านหน้าเป็สังคีตมโหรีวงใหญ่ที่บรรเลงได้เสนาะหูยิ่ง
นี่นะหรือที่เรียกว่ายุทธภพ!
“อ้าวหลีกหน่อย หลีกทางหน่อย เกวียนส่งข้าวมาถึงแล้ว”
คาราวานพ่อค้าต่างถิ่นทยอยเข้าออกอย่างเนืองแน่น วิถีชีวิตของคนที่นี่เร่งร้อนยิ่งนัก แค่ย่างเหยียบได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ไฉหรงฉ่างก็ััได้ถึงความวุ่นวายที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่แปลกใจเลยสักนิด ว่าทำไมคนเจนจัดอย่างท่านอาจารย์หวังถึงได้ย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านชุนไหลที่มีแต่หุบเขาล้อมรอบ
หลังพยายามเดินสะเปะสะปะในเมืองใหญ่อย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่นานความจรรโลงใจสายใหม่ก็แล่นเข้ามาทาบทามในทรวงอก เมื่อพบรูปปั้นัครึ่งมัจฉาขนาดใหญ่ตั้งขนานอยู่ริมซุ้มประตูทางเข้า รูปปั้นที่ประณีตและโอ่อ่าไม่ได้บ่งบอกได้แค่ความร่ำรวยมั่งคั่งของผู้อยู่อาศัย แต่สามารถบ่งบอกได้ถึงบารมีและชื่อเสียงของเ้าของบ้านด้วย
“ในที่สุด! พวกเราก็มาถึงเสียที” ไป๋หลิงเยี่ยยิ้มแฉ่งจนเห็นระแนงฟันที่เรียงซี่สวย พลางสะกิดสาบแขนเสื้อให้ไฉหรงฉ่างแหงนมองป้ายขนาดเท่าหนึ่ง่แขน ซึ่งทำมาจากไม้ฮวาหลีขัดเงาอย่างดี บนนั้นสลักอักษรสีทองทึบไว้ชัดเจนว่า ‘จวนสกุลกง’