ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 75 สาวงามผู้เเข็งเเกร่ง

            คนที่เป็นตัวเอกที่แท้จริงของงานประมูลที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ คือเหล่าแขกกิตติมศักดิ์ผู้ที่มาจากตระกูลมหาอำนาจและกลุ่มคนลึกลับทั้งสี่คนนั้นด้วย

            แต่เขาไม่ได้สนใจความสัมพันธ์ระหว่างพวกมหาอำนาจในราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้เลยแม้แต่น้อยไม่ว่าคนเหล่านี้จะมีอำนาจมากขนาดไหน แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหลินหยางเลยสักนิด

            เป้าหมายของเขามีแค่วัตถุดิบสำหรับใช้ในการสร้างชุดเกราะราชันเหล็กขาวเท่านั้นและเขาต้องประมูลมันมาให้ได้ ไม่ว่ามันจะมีราคามหาศาลมากแค่ไหนก็ตาม

            และแน่นอนว่ามีสมบัติอีกชิ้นหนึ่งที่เขาต้องคว้ามาให้ได้เช่นกันนั่นก็คือค้อนสะเทือนขุนเขาระดับราชันอันนั้น

            ในค้อนระดับราชันอันนั้นมีความลับอย่างหนึ่งที่มีเฉพาะหลินหยางเท่านั้นที่รู้ทำให้มันดึงดูดความสนใจของหลินหยางเป็นอย่างมาก

            หลินหยางจะต้องแย่งมันมาให้ได้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนึ่งในสิบสมบัติที่ล้ำค่ามากที่สุดในงานประมูลครั้งนี้ และมีผู้คนมากมายหวังจะแย่งชิงมันด้วยก็ตาม

            แต่เขานั้นได้ทำการเตรียมความพร้อมเอาไว้ทั้งหมดตั้งแต่ก่อนที่จะมายังราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้แล้วไอ้พวกใบรายชื่อที่หลินหยางเคยเอาให้เจ้าอ้วนจ้าวดูนั้นถ้าเขาเอามันออกมาเมื่อไหร่ รับรองว่าต้องอึ้งกันไปทั้งสนามแน่นอน!

            ..................................

            พอเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงก่อนเที่ยงคนทั้งหมดก็สามารถเข้ามาในงานได้แล้วเรียบร้อยงานประมูลที่พวกเขารอคอยมานานนั้นบัดนี้ได้เริ่มเปิดม่านขึ้นมาแล้ว

            ภายในห้องโถงใหญ่ที่จัดงานประมูลระดับแผ่นดินอยู่นั้น มีคนนั่งอยู่อย่างหนาแน่นเกือบหมื่นคนทรัพย์สินของคนเหล่านี้อย่างต่ำก็น่าจะมีมากกว่าพันล้านแล้วปกติพวกเขานั้นล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลที่มีอำนาจยิ่งใหญ่คับฟ้ากันทั้งนั้นแต่ตอนนี้พวกเขากับดูไม่ต่างกับแขกทั่วๆ ไปของหอฟ้าสมุทร

            ภายในห้องใหญ่ที่จุคนนับหมื่นเอาไว้มีเสียงพูดคุยดังอื้ออึงไปหมด แต่หลังจากที่มีเสียงประกาศดังกึกก้องขึ้นคนทั้งหมดก็เงียบลงทันที

            “การประมูลประจำปีของหอฟ้าสมุทร เริ่มขึ้น ณบัดนี้!!”

            ฟึบ

            แสงไฟในห้องประมูลนี้พลันดับลงทันทีจากนั้นก็มีแสงจากผลึกคริสตัลด้านบนหลายสายส่องลงมาที่บริเวณตรงกลางของเวทีประมูล

            เงาร่างอันงดงามสายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เป็นสาวน้อยที่ดูมีฐานะสูงส่ง สีผิวอันขาวผ่องเป็นยองใยนั่นพอกระทบเข้ากับแสงไฟจากผลึกคริสตัลก็เปล่งประกายแวววับราวกับหยกขาว แววตาของนางดูจริงจังแต่มีเสน่ห์น่าดึงดูดอย่างบอกไม่ถูก

            แต่ส่วนที่มีเสน่ห์มากที่สุดของสาวน้อยผู้นี้ก็คือไฝเสน่ห์ที่อยู่ข้างๆมุมปากที่เหมือนจะกำลังยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้มนั่น พอได้เห็นครั้งหนึ่งแล้วก็ยากที่จะละสายตาจากนางได้อีก

            แค่นางยืนอยู่ตรงนั้นก็สามารถดึงดูดสายตาของคนทั้งหมดให้มารวมอยู่ที่นางได้แล้วมีหลายคนที่พอเห็นนางแล้วก็หายใจรุนแรงขึ้นมา

            ตอนที่นางอ้าปากพูดนั้น น้ำเสียงอันเย้ายวนและน่าดึงดูดของนางนั้นราวลูกแมวน้อยที่มาคลอเคลียเบาๆ ที่หูของผู้ฟัง ทำเอาผู้คนในห้องโถงทั้งหมดถึงกับรู้สึกเคลิ้มราวกับอยู่ในความฝัน

            “แขกผู้เกียรติทุกท่าน ข้าน้อยมีนามว่าหยูยี่ขอเป็นตัวแทนของหอฟ้าสมุทรต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานประมูลครั้งนี้”

            น้ำเสียงอันเย้ายวนนั่นพอพูดเรื่องที่เป็นทางการแบบนี้แล้วทำให้สตรีที่ชื่อหยูยี่ผู้นี้ให้ความรู้สึกเหมือนมีทั้งเทพธิดาผู้เคร่งขรึมและคณิกาผู้เย้ายวนอยู่ในคนเดียวกันเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน

            คำพูดแค่ประโยคเดียว

            บรรยากาศภายในห้องก็ค่อยๆ เร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ

            ผู้ที่เข้าร่วมงานคราวนี้ล้วนเคยพบเจอผู้หญิงมามากหน้าหลายตาแล้วทั้งนั้นแต่พอเจอเข้ากับสตรีตรงหน้านี้กับทำให้พวกเขาไม่อยากแม้แต่จะกะพริบตาเลยด้วยซ้ำ

            กลับมาที่ห้องรับรองของหลินหยางอีกครั้งเขาหยุดใช้พลังเนตรเพลิงสุพรรณพร้อมกับคิดในใจว่า

            สมกับเป็นพันธมิตรการค้าใต้หล้า สตรีผู้นี้...มีทักษะด้านการยั่วยวนที่สูงมากจริงๆ

            ขนาดสวี่เหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ เขายังจ้องไปที่นางแบบตาไม่กะพริบโดยที่ไม่มีความรู้สึกอิจฉาแบบผู้หญิงเกิดขึ้นเลย

            ส่วนจ้าวเหวินชางนั้นถึงกับน้ำลายไหลย้อยจนจะถึงพื้นอยู่แล้ว

            ผู้หญิงเพียงคนเดียว ที่แค่กล่าวเปิดงานเท่านั้น ก็ทำเอาคนเกือบทั้งหมดหลงเสน่ห์นางจนแทบคลั่งแล้ว

            ต่อมานางก็เป็นตัวแทนของทางการกล่าวอารัมภบทจากนั้นก็มีเสียงดนตรีที่ให้ความรู้สึกเหมือนงานเทศกาลดังขึ้นพร้อมกับที่นางเริ่มร่ายรำเบาๆบนเวที

            การร่ายรำของนางนั้นช่างสวยงามราวกับนางฟ้าจากเทวโลก แต่ละท่วงท่าของนางนั้นช่างงดงามชวนมองเสียเหลือเกิน

            แต่หลังจากเต้นได้ไม่นานเสียงดนตรีก็เปลี่ยนไปพร้อมกับมีเสียงร้องอันเย้ายวนดังขึ้น

            ทันใดนั้น เสื้อฉางเผาด้านนอกของหยูยี่ก็หลุดร่วงลงสู่พื้นโดยพลันเผยให้เห็นเรือนร่างอันทรงเสน่ห์และดูเย้ายวนชวนมองของนาง

            หลังจากนั้น

            บรรยากาศในงานก็ปะทุอย่างรุนแรงทันที

            ทั้งที่เหล่าเศรษฐีพวกนี้เคยเที่ยวซ่องคณิกามาไม่รู้กี่ที่ต่อกี่ที่แล้วแต่พวกเขาก็ยังไม่เคยเห็นการแสดงโชว์ที่มันดูขัดแย้งแต่ลงตัวกันขนาดนี้มาก่อน

            สตรีที่ดูบริสุทธิ์ราวเทพธิดา เพียงแค่เสี้ยวพริบตาเดียวกลับสามารถเปลี่ยนไปเป็นดั่งนวลนางในหอนางโลมได้

            สีหน้าของหยูยี่ตอนนี้ไร้ซึ่งความเคร่งขรึมอีกต่อไป คิ้วเรียวสวยดวงตาเปล่งประกาย ริมฝีปากสีแดงสดที่ยิ้มหวานๆ ตรงมุมปากเล็กๆ นั่นสามารถทำให้ผู้ชายทุกคนรู้สึกเร่าร้อนเลือดลมสูบฉีดจนตาแดงก่ำ

            แม่นางผู้นี้สุดยอดเกินไปแล้ว

            แค่เวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีก็สามารถสร้างบรรยากาศอันเร่าร้อนดั่งทะเลเพลิงขนาดนี้ได้

            พอนางถอดฉางเผาด้านนอกออกแล้ว ด้านในของนางก็สวมใส่ไว้ด้วยเสื้อโชว์สะดือสุดเย้ายวนบรรยากาศทั่วทั้งห้องโถงพุ่งถึงจุดสูงสุดแล้ว

            การแสดงรำของนางนั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องนานห้านาทีหลังจากที่เสียงดนตรีจบลงแล้วหยูยี่ที่ยืนเหงื่อแตกอยู่กลางเวทีนั้นก็มีคนนำผ้าคลุมผืนใหญ่มาคลุมเรือนร่างอันสวยงามยากจะหาผู้ใดเทียบได้นั่นเอาไว้

            วินาทีต่อมา

            หยูยี่ก็ยื่นมือออกมาจากผ้าคลุม ในมือของนางก็คือเสื้อโชว์สะดือที่นางเพิ่งใส่เมื่อครู่นี้แน่นอนว่าตัวนางภายในผ้าคลุมตอนนี้ไม่ได้ใส่อะไรเอาไว้เลยทั้งสิ้น

            “เอาละข้าน้อยจะขอเริ่มการประมูลสินค้าชิ้นแรกเลยนะคะ...” หยูยี่แย้มยิ้มอย่างยั่วยวน“นั่นก็คือเสื้อโชว์สะดือที่ถักด้วยไหมของ ‘หนอนไหมเก้าเหมันต์’ ตัวนี้ค่า และแน่นอนว่า แขกท่านใดที่สามารถประมูลเสื้อตัวนี้ได้ละก็ท่านก็จะได้ตัวข้าไปครอบครองด้วย หนึ่งคืน...”

            เฮ!

            บรรยากาศทั่วทั้งห้องโถงพลันดุเดือดเลือดพล่านขึ้นมาทันที!

            เสื้ออะไรนั่นน่ะมันก็แค่ของแถม

            การได้ใช้เวลาผ่านช่วงรัตติกาลอันวาบหวานไปกับสตรีอันงดงามเบบนี้นั่นต่างหากคือความสุขขั้นสูงสุดในหนึ่งช่วงชีวิตอย่างแท้จริง!

            “หนึ่งหมื่นกับอีกสองร้อยชั่ง!”

            มีคนตะโกนเสนอราคาขึ้นมาแล้ว

            “แค่หมื่นเดียวเจ้าก็กล้าพูดออกไปนะ...เอาไปเลยแสนหนึ่ง!”

            “สองแสน!”

            “ห้าแสน!”

            เหล่าเศรษฐีที่ยังโสดอยู่ต่างก็ถูกการแสดงของหยูยี่เมื่อครู่นี้ยั่วยวนจนเลือดลมพลุ่งพล่านเต็มที่แล้วและการประมูลรอบแรกที่เต็มไปด้วยกามรมณ์แบบนี้ก็ได้กระตุ้นให้ฮอร์โมนของคนส่วนใหญ่นั้นพุ่งขึ้นสูงสุดขีดไปแล้ว

            การแข่งขันเสนอราคาตอนนี้เป็นไปอย่างดุเดือด เสียงตะโกนเสนอราคาดังสนั่นอื้ออึง

            เมื่อเทียบกับการประมูลทั่วๆ ไปที่ดำเนินการกันอย่างน่าเบื่อแล้วการประมูลของหอฟ้าสมุทรนั้นทำให้ตื่นเต้นจนเลือดลมสูบฉีดกันตั้งแต่เริ่มเลย

            หลินหยางที่มองภาพตรงหน้าจากในห้องรับรองนั้นในใจก็แอบรู้สึกนับถือวิธีการจัดงานของหอฟ้าสมุทรอยู่ไม่น้อยแต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจมากยิ่งกว่าคือสตรีที่มีชื่อว่าหยูยี่คนนั้นต่างหาก

            ตัวตนของนางนั้นลึกลับมาก ระดับความสามารถของนางนั้นแม้แต่หลินหยางก็ยังดูไม่ออก

            ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มีความเป็นไปได้แค่สองทางเท่านั้นคือสตรีผู้นี้มีวิชาลับบางอย่างที่สามารถปิดบังระดับความสามารถของตัวเองได้หรือไม่นางก็มีความสามารถที่อยู่เหนือหลินหยางขึ้นไปหลายเท่า

            แต่ไม่ว่าจะทางไหนก็ล้วนแสดงให้เห็นว่านางผู้นี้ไม่ใช่แค่โสเภณีธรรมดาที่หวังจะมาขายเรือนร่างหรือเป็นแค่พิธีกรที่ต้องการสร้างบรรยากาศของงานให้ครึกครื้นขึ้นเพียงอย่างเดียวแน่นอน

            พันธมิตรการค้าใต้หล้า มีคนมากความสามารถรวมอยู่ด้วยเยอะจริงๆ

            ขณะเดียวกัน หลินหยางก็สัมผัสได้ว่าเบื้องหลังลึกๆ ของงานประมูลในครั้งนี้นั้นมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างที่คนทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้แฝงอยู่

            ตอนนี้เอง

            เสื้อโชว์สะดือของหยูยี่ก็ถูกประมูลออกไปในราคาที่สูงถึงห้าล้านสองแสนสองหมื่นชั่งโดยเศรษฐีผู้หนึ่งดูจากสภาพที่น้ำลายไหลเยิ้มแบบนั้นแล้ว เกรงว่าตอนนี้มันคงจินตนาการไปถึงค่ำคืนอันชวนฝันที่กำลังจะมาถึงนี้แล้ว

            หลังจากนั้นการประมูลก็ดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่เร่าร้อนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

            หยูยี่เปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ออกมาโดยเสื้อที่นางกำลังใส่อยู่นั้นเป็นเสื้อกระโปรงยาวที่ดูเร่าร้อนเย้ายวนกำลังแย้มรอยยิ้มอันสวยงามดั่งดอกไม้ คอยทำหน้าที่พิธีกรต่อไปแขกที่เข้าร่วมงานตอนนี้รู้สึกว่าดวงตาที่มีอยู่มันไม่พอใช้แล้ว พิธีกรก็น่ามองของที่มาประมูลเองก็น่าสนใจ

            หลังจากเริ่มประมูลมาได้ประมาณครึ่งชั่วยามแล้ว สมบัติดีๆ ก็เริ่มถูกนำออกมาประมูลแล้วประมาณเกือบสิบชิ้นโดยที่ถูกประมูลออกไปในราคาที่ค่อนข้างน่าพอใจเสียด้วย

            ขณะเดียวกันการประมูลครั้งนี้ก็มีการแบ่งระดับเอาไว้แล้วอย่างชัดเจน

            การประมูลช่วงแรกนี้เป็นแค่การประมูลเพื่อความสนุกสนานก็เท่านั้นของที่นำมาประมูลก็เป็นแค่ของเล็กๆ สำหรับพวกเศรษฐีระดับล่างราคาที่ประมูลกันก็อยู่ที่ล้านถึงสิบล้านเท่านั้น

            เหล่าผู้ที่เป็นเจ้าของบัตรผลึกจันทร์ภายในห้องรับรองระดับแผ่นดินที่อยู่ชั้นสองต่างหากที่เป็นของจริงของดีๆ เกือบสิบชิ้นที่เริ่มถูกนำออกมาประมูลก็ล้วนถูกพวกเขาประมูลไปทั้งหมดราคาที่สูงที่สุดที่ถูกประมูลออกไปนั้นอยู่ที่หลักร้อยล้านชั่ง พวกที่นั่งอยู่ในห้องโถงทำได้แค่นั่งไปมองเฉยๆพลางผิวปากวืดเท่านั้น

            ส่วนพวกที่อยู่ในห้องรับรองระดับสวรรค์ที่อยู่ชั้นสูงสุดนั้นเป็นผู้ที่มีฐานะสูงที่สุดในการประมูลครั้งนี้แล้ว

            ตั้งแต่เริ่มประมูลมาพวกเขาเคยเข้าร่วมประมูลด้วยเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นคือตระกูลเสิ่นที่อยู่ในห้องรับรองระดับสวรรค์หมายเลขห้าโดยพวกเขาประมูลเอาเสื้อคลุมขนสัตว์อสูรคุณภาพสูงตัวหนึ่งมา

            โดยพวกเขาเริ่มเสนอราคานั้น ก็ให้ราคาที่สองร้อยล้านทันทีสะกดด้วยจำนวนเงิน กดดันไปทั้งห้องโถง

            ถึงแม้ห้องรับรองระดับสวรรค์จะมีกระจกกั้นอยู่ แต่คนท้องถิ่นของเมืองฮุยยื่อนั้นต่างก็รู้กันดีว่าเป้าหมายของพวกตระกูลมหาอำนาจมีอะไรบ้างสินค้าประเภทผ้าไหมนั้นถูกตระกูลเสิ่นจองไว้แล้วประเภทยาและสมุนไพรนั้นตกเป็นของตระกูลฮว๋า ส่วนพวกหินแร่ต่างๆ ก็ต้องเป็นของตระกูลซ่างกวันอยู่แล้ว

            ส่วนพวกเศรษฐีทั่วไปไม่มีทางแข่งกับพวกที่อยู่ในห้องระดับสวรรค์ได้เลย

            ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วหากคนในห้องระดับสวรรค์เอ่ยปากร่วมประมูลเมื่อไหร่ก็มักจะไม่มีใครเอ่ยปากต่อจากพวกเขาเลย พวกเขารู้ดีว่าสินค้าคุณภาพสูงสุดก็ต้องให้พวกที่ร่ำรวยถึงขีดสุดเป็นผู้ประมูลไป

            และด้วยกฎระเบียบอย่างไม่เป็นทางการนี้ทำให้งานประมูลเป็นไปอย่างราบรื่นคนระดับล่างกว่าหน่อยก็เอาแค่ของที่ตัวเองต้องการมาก็พอส่วนพวกสมบัติชั้นยอดเหล่านั้นก็ให้พวกชั้นสูงไปแก่งแย่งกันเอาเอง

            แต่กฎเกณฑ์ที่ช่วยให้งานราบรื่น สงบเรียบร้อยนั้นก็ได้ถูกคนๆ หนึ่งทำลายลงไป

            สินค้าที่นำมาประมูลเป็นชิ้นที่สิบเจ็ดคือหินแร่ระดับสี่ขนาดประมาณครึ่งเมตรที่ชิ่อว่า“หินทรายลอยฟ้า”

            อย่างที่บอกไปเมื่อครู่นี้หินแร่ระดับสี่ล้วนเป็นดั่งสมบัติหายากในทวีปชี่อู่ หากมันมาปรากฏตัวในงานประมูลแบบนี้แล้ว ผู้คนก็รู้กันทันทีว่า คนที่ได้ไปต้องเป็นพวกตระกูลซ่างกวันอยู่แล้ว

            หยูยี่ที่ทำหน้าที่พิธีกรนั้นพอแนะนำหินทรายลอยฟ้าชิ้นนี้เสร็จแล้ว ก็ประกาศออกมาว่า “หินแร่ระดับสี่ชิ้นนี้ราคาประมูลเริ่มที่ห้าสิบล้านชั่งค่ะ และต้องเพิ่มทีละห้าล้านเป็นอย่างต่ำด้วยนะคะเอาละ เชิญทุกท่านเสนอราคามาได้เลยค่ะ”

            พอพูดจบ นางก็เหลือบตาขึ้นไปมองที่ห้องรับรองระดับสวรรค์ที่อยู่บนชั้นสอง

            นางเองก็คิดเหมือนกับคนอื่นๆ ว่าหินแร่ระดับสี่ชิ้นนี้ถูกกำหนดให้ตระกูลซ่างกวันเป็นเจ้าของตั้งแต่แรกอยู่แล้วแค่ยังไม่รู้ว่าทางนั้นจะเสนอราคาออกมาเท่าไรแค่นั้นเอง

            คนที่อยู่ในห้องโถงด้านล่างเริ่มเสนอราคาออกมาเผื่อว่าตระกูลซ่างกวันจะยอมปล่อยมือจากสินค้าชิ้นนี้ไป

            หกสิบล้าน

            หกสิบห้าล้าน

            เจ็ดสิบล้าน

            ราคาอาจจะไม่ได้เพิ่มทีละเยอะมากเท่าไรนักแต่ไม่นานมันก็มาอยู่ที่หนึ่งร้อยล้านแล้ว หินแร่ระดับสี่ขนาดประมาณนี้ที่ราคานี้นับว่าไม่มากเกินไปเลย

            ภายในห้องรับรองระดับสวรรค์หมายเลขสองนั้นคนรับใช้ของตรกูลซ่างกวันคนหนึ่งเข้าไปรายงานให้ซ่างกวันอวิ๋นรับทราบว่า “นายน้อยหนึ่งในหินแร่วิเศษที่เราต้องการชิ้นแรก เริ่มประมูลแล้วขอรับ”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน