บทที่ 7 ทดสอบกระดูกปราณ สวี่ไท่ผิงไม่มีวาสนากับยอดเขาทั้งเจ็ด
"ศิษย์พี่จิน ข้าบอกไปแล้วว่า ข้ามิใช่กระดูกปราณธรรมดา"
เด็กหนุ่มในชุดหรูหราเปิดเปลือกตา เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกแก้วั ก็แสดงสีหน้าภาคภูมิใจเช่นกัน
สวี่ไท่ผิงแสดงท่าทีนิ่งสงบ ไร้ความอิจฉาริษยา
หลินปู้อวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เช่นกัน
"เด็กน้อย เ้าชื่ออะไร?"
ผู้าุโเฮยหลงเอ่ยถามเด็กหนุ่มที่ทำท่าทีหยิ่งผยองขณะเก็บลูกแก้วั
"ข้าคือองค์ชายเก้าแห่งแคว้นเทียนหลาง แซ่เยี่ยนามเสวียน ั้แ่เด็กข้า..."
"เอาละ เ้าไปด้านข้างได้แล้ว"
ก่อนที่เด็กหนุ่มจะพูดจบ ผู้าุโเฮยหลงก็โบกมือไล่ให้ถอยออกไป ราวกับว่าไม่ชอบบุคลิกอันเย่อหยิ่งของเขา
เยี่ยเสวียนแม้จะไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่เดินไปยืนข้าง ๆ จินเหอจืออย่างไม่เต็มใจ
"เ้า มาเถิด"
ผู้าุโเฮยหลงชี้มาที่หลินปู้อวี่
หลินปู้อวี่พยักหน้า ก้าวเดินไปหาผู้าุโเฮยหลง แล้ววางมือเล็ก ๆ บนลูกแก้วั
เมื่อเห็นฉากนี้ จื่อเยียนจากยอดเขาที่หกก็รู้สึกตึงเครียด
แม้ว่าศิลาหลิงกู่จะ ‘มองผิด’ น้อยมาก แต่ก็ยังมีโอกาสเป็ไปได้ เพราะระดับความสำเร็จในการฝึกฝนของผู้ที่มีกระดูกปราณทองจะแตกต่างจากผู้ที่มีกระดูกปราณทมิฬอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น กระดูกปราณยังมีความแตกต่างกันในด้านประเภทอีกด้วย
ดังนั้นเป็ไปไม่ได้ที่จื่อเยียนจะไม่กังวล
วูบ...
เสียงหวีดหวิวเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ลูกแก้วัในมือของผู้าุโเฮยหลงส่องประกายสีทอง ทว่าสิ่งที่แตกต่างคือเปลวไฟที่ห่อหุ้มลูกแก้วักลายเป็ประกายไฟฟ้าที่แตกกระจาย
"ธาตุอัสนี และยังมีระดับกระดูกปราณทอง!"
ยามเห็นเช่นนั้น แม้แต่เทพธิดาจื่อเยียนผู้ที่มักจะวางตัวสง่างาม ก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานด้วยความใ
"ยินดีด้วยศิษย์น้องหญิงจื่อเยียน สำนักชิงเสวียนของเราไม่เคยปรากฏกระดูกปราณทองธาตุอัสนีมาเกือบร้อยปีแล้ว"
"ศิษย์พี่หญิงจื่อเยียน ยอดเขาที่หกได้สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ กลับมาต้องเลี้ยงพวกข้าที่ร้านจุ้ยเซียนให้อิ่มเอมสักมื้อนะ"
ชิงเซียวและหลิงหลงต่างก็เข้ามาแสดงความยินดี
"ศิษย์น้องหญิงจื่อเยียน ขอแสดงความยินดีด้วย"
จินเหอจือก็เข้ามาแสดงความยินดีอย่างไม่เต็มใจ
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
ผู้าุโเฮยหลงที่ปกติไม่ค่อยพูดจากลับหัวเราะดังลั่น เสียงสั่นะเืไปทั่วทั้งตำหนัก
"อัสนีหนึ่งไฟหนึ่ง ล้วนเป็กระดูกปราณทอง อนาคตของสำนักชิงเสวียนมีความหวังแล้ว!"
ผู้าุโเฮยหัวเราะดังกึกก้อง
สิ่งทั้งหมดล้วนประจักษ์แก่สายตา สวี่ไท่ผิงก็ยังคงใจสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำไร้คลื่น ยามหลินปู้อวี่เดินผ่าน เขาจึงกล่าวเบา ๆ ประโยคหนึ่งว่า "ยินดีด้วย น้องปู้อวี่"
หลินปู้อวี่หันมามองสวี่ไท่ผิงปราดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ "ขอบคุณ"
ทั้งสองต่างมีนิสัยที่ไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญหรือคำดูถูก เพียงแต่หลินปู้อวี่ดูเยือกเย็นกว่าเล็กน้อย
"เด็กน้อย ถึงตาเ้าแล้ว"
เสียงของผู้าุโเฮยหลงดังขึ้นอีกครา
สวี่ไท่ผิงได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้น เห็นั์ตาเรียวของผู้าุโเฮยหลงจ้องมาที่ตนด้วยความคาดหวัง
ชิงเซียวและหลิงหลงที่อยู่ด้านข้างต่างก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา สายตาทั้งคู่มองไปที่สวี่ไท่ผิงพร้อมเพรียงกัน
"ขอรับ"
หลังจากสบตากับผู้าุโเฮยหลงแล้ว สวี่ไท่ผิงก็พยักหน้าอย่างใจเย็น
ภายใต้สายตาจับจ้องของทุกคน สวี่ไท่ผิงวางมือลงบนลูกแก้วัในมือของผู้าุโเฮยหลง แล้วเริ่มหลับตาทำสมาธิ
วูบ...
ยามััถึงพลังอันอบอุ่นกำลังห่อหุ้มตนเองทีละน้อย เพียงไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าลูกแก้วัในมือกำลังสั่นะเื
สวี่ไท่ผิงลืมตาขึ้นมา พบว่าลูกแก้วัใสที่เคยอยู่ตรงนั้น ตอนนี้กลับกลายเป็สีขาวซีดจนน่ากลัว เหมือนกับสีของโครงกระดูกสัตว์ป่าที่ถูกทิ้งข้างทางเสียอย่างนั้น
‘ว่าแล้วเชียว’
สวี่ไท่ผิงพึมพำในใจ
การคาดเดาของเขาล้วนถูกต้อง โอสถที่ปู่ทิ้งไว้ให้เขานั้น แม้จะทำให้ชื่อของเขาปรากฏบนทะเบียนเซียน ทว่ามิอาจทำให้เขามีกระดูกปราณที่แท้จริงได้
"กระดูก… กระดูกขาว?"
เมื่อเห็นลูกแก้วัสีกระดูกขาวนั้น ดวงตาของจ้าวหลิงหลงเปี่ยมด้วยความไม่อยากเชื่อ
แม้ว่าชิงเซียวที่อยู่ด้านข้างจะไม่ได้พูดอะไร แต่จากสีหน้าของเขา แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายรู้สึกประหลาดใจไม่แพ้จ้าวหลิงหลงเลย
"ศิลาหลิงกู่ถึงกับเลือกกระดูกปราณขาว โชคของยอดเขาที่เจ็ดนี่ก็ยังคงแย่เหมือนเดิมสินะ"
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ จินเหอจือจากยอดเขาที่หนึ่งก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง แล้วส่งเสียงเย้ยหยัน
"เ้า!"
"ศิษย์น้องหญิง"
ยามได้ยินเช่นนั้น จ้าวหลิงหลงที่กำลังจะโต้เถียง แต่กลับถูกชิงเซียวที่อยู่ข้าง ๆ ห้ามปรามไว้
"ผู้าุโเฮยหลง ขอท่านช่วยทดสอบอีกครั้งได้หรือไม่?"
ชิงเซียวเอ่ยขอร้องผู้าุโเฮยหลง
"ชิงเซียว พวกเ้าน่าจะรู้ดีว่าลูกแก้วของข้าไม่มีทางผิดพลาด"
ผู้าุโเฮยหลงเก็บลูกแก้วักลับไป พูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
"เฮ้อ..."
ชิงเซียวได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจยาว
"จื่อเยียน เหอจือ พวกเ้าพาเด็กน้อยขึ้นเขาไปเถิด ที่นี่ไม่มีเื่อะไรให้พวกเ้าต้องทำแล้ว"
ผู้าุโเฮยหลงเงยหน้ามองจื่อเยียนกับจินเหอจือ
"ผู้าุโเฮยหลง ศิษย์น้องชิงเซียว ศิษย์น้องหญิงหลิงหลง ข้าขอตัวก่อน"
จินเหอจือยิ้มแล้วคว้าตัวเยี่ยเสวียนที่อยู่ด้านข้างหันหลังเดินจากไป
"ศิษย์พี่จิน พวกเราสำนักชิงเสวียนจะไม่รับแม้แต่กระดูกปราณขาวเลยหรือ?"
"ของไร้ค่าเช่นนั้น อย่างไรเสียฝ่ายพวกเรายอดเขาที่หนึ่งก็ไม่รับหรอก"
เสียงสนทนาของทั้งสองดังมาจากทางประตู ชิงเซียวกับหลิงหลงได้ยินแล้วโมโหจนควันออกหู แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
จื่อเยียนรู้ว่าทั้งสองคนอารมณ์ไม่ดี จึงไม่ได้เอ่ยอะไร แล้วพาหลินปู้อวี่ลาจากไป
หลังจากทุกคนออกไปแล้ว ผู้าุโเฮยหลงจึงลืมตาขึ้นมาใหม่
"กระดูกปราณขาวไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็ศิษย์ของยอดเขาที่เจ็ดได้ เ้าจะอยู่ที่เชิงเขาเป็ศิษย์ไร้นามฝึกฝนสามปี และเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ของยอดเขาที่เจ็ดในอีกสามปีข้างหน้า หรือจะลงเขาไปทันที"
เขามองไปยังสวี่ไท่ผิงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม
ชัดเจนว่านี่คือการบีบให้สวี่ไท่ผิงตัดสินใจ
"ไท่ผิง..."
"ให้เขาตัดสินใจเอง"
หลิงหลงที่อยู่ด้านข้างเหมือนจะอยากเตือนอะไรสักอย่างกับสวี่ไท่ผิง แต่กลับถูกผู้าุโเฮยหลงขัดจังหวะ
หลิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็ตระหนักได้และปิดปาก ไม่เอื้อเอ่ยสิ่งใดอีก
"หากข้าสามารถผ่านการคัดเลือกยอดเขาที่เจ็ดได้ จะยังสามารถเข้าฝากตัวเป็ศิษย์ที่ยอดเขาที่เจ็ด และเป็ศิษย์น้องของพี่หลิงหลงและพี่ชิงเซียวได้หรือไม่?"
สวี่ไท่ผิงไม่ได้ตอบผู้าุโเฮยหลง แต่หันไปมองชิงเซียวกับหลิงหลง
"ในเื่นี้ ข้าสามารถรับประกันกับอาจารย์แทนเ้าได้ หากเ้าสามารถผ่านการคัดเลือกได้ ประตูของยอดเขาที่เจ็ดจะเปิดรับเ้าอย่างแน่นอน"
ชิงเซียวพูดอย่างจริงจัง
เื่ที่ไม่สามารถพาสวี่ไท่ผิงขึ้นเขาได้ ในใจเขารู้สึกผิดอยู่บ้าง
"ไท่ผิง หากสามารถผ่านการคัดเลือกได้นั้นเป็เื่ดี แต่มันช่างยากเย็นนัก"
หลิงหลงส่ายหน้าให้สวี่ไท่ผิงด้วยความกังวล
สวี่ไท่ผิงส่งยิ้มให้ จากนั้นหันไปมองผู้าุโเฮยหลงแล้วเอ่ยว่า
"ผู้าุโ ข้าอยากอยู่ที่ตีนเขาฝึกฝนสามปีขอรับ"
เื่ที่สัญญากับท่านปู่ไว้ สวี่ไท่ผิงจะไม่ผิดคำพูดเป็อันขาด
ยามสวี่ไท่ผิงตัดสินใจได้แล้ว ผู้าุโเฮยหลงก็พยักหน้าอย่างเฉยเมย จากนั้นหยิบแผ่นหยกยื่นให้สวี่ไท่ผิงและกล่าวว่า
"จงรับแผ่นหยกนี้ไว้ จะมีคนพาเ้าลงจากเขาไปจัดการที่พัก และอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เ้าต้องรู้ต่อจากนี้"
"ขอบพระคุณผู้าุโ"
สวี่ไท่ผิงยื่นมือรับแผ่นหยก
"ผู้าุโเฮยหลง ข้าเป็ผู้ที่พาเด็กคนนี้ขึ้นเขามา ก็ควรให้ข้าพาเขาลงไปจัดการเื่นี้เถิด"
หลิงหลงก้าวขึ้นมาข้างหน้า เอ่ยขออนุญาตต่อผู้าุโเฮยหลง
"ศิษย์ยอดเขาทั้งเจ็ด ห้ามลงเขาตามอำเภอใจ และห้ามยุ่งเกี่ยวกับเื่ล่างยอดเขา แต่ว่า… เห็นแก่ที่เ้าเป็คนพาเด็กคนนี้ขึ้นมาบนเขา ข้าจะยกเว้นให้สักครั้งก็แล้วกัน"
ผู้าุโเฮยหลงครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะผงกศีรษะช้า ๆ แสดงความยินยอม
"ขอบพระคุณผู้าุโเฮยหลง!"
หลิงหลงดีใจจนบรรยายไม่ถูกยามที่ได้รับอนุญาต
"เ้ามีเวลาอยู่ที่ล่างเขาได้ไม่เกินสองชั่วยาม ระวังอย่าเล่นกลกับข้า เื่บนยอดเขาที่เจ็ดนั้นข้าไม่ยุ่ง แต่เื่ล่างยอดเขาที่เจ็ดนั้น แม้แต่หญ้าหรือต้นไม้หักสักต้น ก็หนีไม่พ้นการรับรู้ของข้า"
ผู้าุโเฮยหลงเตือนจ้าวหลิงหลงไว้ประโยคหนึ่ง
"ผู้าุโโปรดวางใจ ข้าขอสาบานกับท่าน ว่าจะไม่ทำเื่เกินเลยแน่นอน"
ยามตระหนักได้ว่าผู้าุโเฮยหลงมองเห็นเจตนาของตน หลิงหลงจึงแลบลิ้น จากนั้นก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์แล้วเอ่ยรับปาก
...
เพียงพริบตา
ด้านหน้าตำหนักหลงเหมิน
"ศิษย์น้องหญิง ข้าต้องไปรายงานเื่ที่นี่กับท่านอาจารย์ ส่วนไท่ผิงคงต้องฝากเ้าแล้ว เ้าต้องจัดการเื่ของเขาให้ดี เพราะหลังจากนี้เราจะลงจากยอดเขาเพื่อมาหาเขาได้ยากขึ้น"
ชิงเซียวกล่าวฝากฝังหลิงหลงไว้
"ศิษย์พี่วางใจได้ ข้าจะจัดการให้เรียบร้อยเอง"
หลิงหลงรับปากกับชิงเซียว
ชิงเซียวพยักหน้า ก่อนจะะโขึ้นไปกลางอากาศ เหยียบขลุ่ยหยกไว้ใต้ฝ่าเท้า ร่างกายราวกับประกายแสงที่พุ่งทะยานผ่านอากาศ
"ไปกันเถิดไท่ผิง พวกเราไปลงทะเบียนก่อน แล้วค่อยหาที่ดี ๆ ตรงเชิงเขาให้เ้า เอาที่ทั้งสั่งสมบุญได้และฝึกฝนตนเองได้ด้วย"
หลิงหลงตบไหล่ไท่ผิงพลางหัวเราะ
"สั่งสมบุญ?"
สวี่ไท่ผิงไม่ค่อยเข้าใจคำนี้เท่าไร
"ใช่แล้ว"
หลิงหลงถอนหายใจ ก่อนจะอธิบายให้สวี่ไท่ผิงฟังว่า
"ศิษย์นอกสำนักชิงเสวียนที่อยู่เชิงเขา จำเป็ต้องสั่งสมบุญให้ได้ในแต่ละปี เฉพาะเมื่อสร้างบุญกุศลได้เพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถอยู่ในสำนักชิงเสวียนต่อไปได้ มิฉะนั้นจะถูกขับไล่ออกจากูเา"
"แล้วจะสั่งสมบุญได้อย่างไร?"
สวี่ไท่ผิงซักไซ้
"เมื่อศิษย์นอกสำนักลงทะเบียนแล้ว จะได้รับเรือนพักหลังหนึ่ง กับทุ่งเซียนหรือสวนโอสถหลายหมู่*[1] ในเรือนพักสามารถเลี้ยงวัวหรือหมูได้ ในทุ่งเซียนสามารถปลูกข้าวเซียนหรือสมุนไพรได้ เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว สามารถนำไปขายเพื่อแลกกับเงินบุญได้"
หลิงหลงอธิบายให้สวี่ไท่ผิงฟังอย่างละเอียด
"ขอบคุณพี่หลิงหลง ข้าเข้าใจแล้ว บุญนี้ก็คล้ายกับเงินตราในโลกมนุษย์ของเรานั่นเอง"
สวี่ไท่ผิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า
"เ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ผิด"
หลิงหลงหัวเราะเบา ๆ แล้วจูงมือสวี่ไท่ผิงพลางกล่าวว่า
"ไปกันเถิดไท่ผิง พวกเราไปลงทะเบียนที่ศาลาซีเฟิงกันก่อน แล้วค่อยไปดูว่ามีงานที่เหมาะสมกับเ้าหรือไม่"
[1] หมู่ คือ หน่วยวัดของจีน 1 หมู่ = 666.66 ตารางเมตร