เื่ของเื่คือเมื่อครั้งที่อยู่ในดินแดนเทพนางและเซียวโม่ฉือนั้นรู้จักกันและเป็หนึ่งในตระกูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในแดนเทพและแดนมารเป็เื่ปกติธรรมดาอยู่แล้วที่ผู้ใหญ่ในตระกูลจะจับคู่ให้กับลูกหลาน วันหนึ่งตระกูลกัวจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของท่านผู้เฒ่ากัวแขกทั่วดินแดนต่างมาร่วมแสดงความยินดี เหล่าคุณหนูคุณชายที่ยังไม่ได้ออกเรือนต่างใช้โอกาสนี้สานสัมพันธ์กัน
และไม่รู้ว่าด้วยเหตุบังเอิญหรือมีคนจงใจเหล่าหนุ่มสาวต่างได้รับสุราดีมีอายุการหมักบ่มหมื่นปีอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็เป็หนึ่งในนั้น ใครบ้างจะไม่อยากลิ้มลองแต่ว่าดีกรีของมันก็สมกับเป็เหล้าดีหมื่นปี กินเพียงแค่จอกเดียวก็เมาหนักนึกว่ากินมาแล้วหลายสิบไห
เหล่าข้าบริวารของทุกคนต่างพากลับจวนแต่วันนั้นรถม้าของอวิ๋นเฟยเฟิ่งมีปัญหา และเซียวโม่ฉือผ่านมาพอดีจึงขอติดรถม้ากลับด้วยแต่มีหรือที่คนเ็าอย่างเขาจะยอมยิ่งเป็สตรียิ่งไม่มีทางไปส่ง อีกอย่างทางกลับก็คนละทางเขาไม่มีทางเสียเวลาไปส่งเป็แน่ แต่ด้วยฝนตกหนักทั้งยังอวิ๋นเฟยเฟิ่งเป็คุณหนูรองของสกุลอวิ๋นซึ่งเขาเป็สหายกับอวิ๋นชูเทียนพี่ชายของนางจึงจำยอมเพราะเห็นแกอวิ๋นชูเทียนแต่ว่าเขาไม่ได้ไปส่งนางกลับจวนแต่พากลับดินแดนมารด้วยด้วยเหตุผลว่ารอให้ฝนหยุดค่อยให้พวกนางกลับกันเอาเองให้ขึ้นรถม้ามาด้วยก็ดีแค่ไหนแล้ว ถามว่าทำไมตอนนั้นนางไม่หายตัวกลับบ้านตัวเองบอกเลยว่าความสามารถของนางตอนนั้นยังไม่สามารถทำได้
ซึ่งแดนเทพกับแดนมารจะว่าไกลก็ไกลจะว่าใกล้ก็ใกล้เพราะดินแดนระหว่างสองดินแดนจะมีช่องว่างตรงกลางเป็สถานที่ผ่านแดนและสามารถเรียกได้ว่าเป็เมืองกลางทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนเข้าออกได้ตาม้าแต่ว่าประตูผ่านแต่ละดินแดนจะมีทหารคอยตรวจสอบผู้คนที่เข้าออกอย่างเข้มงวด แน่นอนว่าในรถม้าย่อมมีแต่อวิ๋นเฟยเฟิ่งและเซียวโม่ฉือคนข้างกายต้องนั่งด้านนอกซึ่งก็มีแค่สาวใช้คนเดียวกับคนขับรถม้า
บรรยากาศหนาวเหน็บสติสั่นคลอนตอนนั้นนางไม่รู้ว่าเป็อะไรจึงได้ใจกล้าขึ้นไปนั่งบนตัวของเซียวโม่ฉือทั้งยังจู่โจมเข้าด้วยจุมพิตที่แสนเรียกร้อง ลมหายใจติดขัดเนื้อตัวร้อนผ่าวโดยที่เขาเองก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใดซ้ำยังจูบตอบอย่างเร่าร้อนอีกด้วย
"เ้าจะทำอะไร"เซียวโม่ฉือที่โดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวเอ่ยเสียงเครียด เขาเองก็ไม่ต่างจากอวิ๋นเฟยเฟิ่งที่รู้มีความ้าบางอย่างแต่ยังดีที่เขามีความอดทนมากกว่านางแต่นี่นางทำเช่นนี้เห็นทีเขาคงไม่อาจอดทนได้อีกแน่
"โม่ฉือข้ารู้สึกบางอย่าง ข้า...้าเ้า"อวิ๋นเฟยเฟิ่งใบหน้าแดงก่ำขณะเอ่ยสายตาจ้องมองเต็มไปด้วยอารมณ์ ปรารถนา
"อืมมม อ่าาา"เซียวโม่ฉือไม่เอ่ยสิ่งใดเขาก้มลงเรียวปากได้รูปอย่าง้าเช่นกันก่อนที่มือหนาจะจับเสื้อผ้าร่างบางแหวกออกยื่นมือเข้าไปััอกอวบพอดีมือลิ้นร้อนซอกซอนชิมน้ำหวานตามโพรงปาก
"ถึงตำหนักแล้วขอรับนายท่าน"เสียงคนขับรถม้าเอ่ยขึ้น
เซียวโม่ฉือพาอวิ๋นเฟยเฟิ่งหายวูบไปจากรถม้าและมาปรากฏตัวที่ห้องนอนของตนจากนั้นทั้งคู่ก็ดื่มด่ำน้ำผึ้งพระจันทร์ด้วยกันจนถึงเช้า
"เื่มันก็ผ่านมาร้อยปีแล้วข้า..ข้าลืมมันหมดแล้ว"เอ่ยเสียงเบาไม่มั่นใจทั้งยังหลบสายตาคมกล้านางอยากจะมุดดินหนีซะจริงในโลกก่อนถึงนางจะเคยแสดงหนังแสดงละครเข้าฉากโรแมนติกตั้งมากมายทั้งฉากจูบฉากกอดฉากหอมดูเหมือนชำนาญแต่นั้นมันคือการแสดง ในชีวิตก่อนนางไม่เคยทำเื่อย่างว่ากับพวกผู้ชายเลยนางรักนวลสงวนตัวมาก แต่นี่คิดไม่ถึงว่าตัวเองในโลกนี้เมื่อร้อนปีก่อนกลับจู่โจมผู้ชายทั้งยังพูดว่า้าเขาอีกด้วย น่าอายนัก!
"หึ!ลืมอย่างนั้นหรือ ถ้าหากว่าลืมงั้นข้าจะรื้อฟื้นความทรงจำให้เอง"เซียวโม่ฉือเอ่ยเสียเย็นแต่เ้าเล่ห์จากนั้นก็กดร่างบางลงกับเตียงก่อนจะใช้จมูกโด่งซุกไซร้ไปตามซอกคอขาว
"หยุดนะ! เซียวโม่ฉือ อืมมม เราไม่ควรทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องเ้าก็รู้ว่าว่าข้ากำลังจะหมั้นหมาย"อวิ๋นเฟยเฟิ่งดิ้นและส่ายหน้าไปมา
"หุบปากซะ!แค่กำลังหาใช้ตกปากรับคำเพียงแค่าุโในตระกูลคุยกันยังไม่มีพิธีการใด"เซียวโม่ฉือเอ่ยเสียงดังใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโหและร้อนใจก่อนจะจูบเรียวปากนุ่มอย่างแรงจนได้เื
"จ้าเป็ของข้าจำเอาไว้อย่าได้เอ่ยถึงมันอีก หรือบุรุษใดก็ตามไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้าย"ว่าพร้อมกับใช้นิ้วปาดเืออกจากมุมปากเล็กแ่เบา
"เ้า อึก! ฮือๆ เ้าเห็นข้าเป็อะไรถึงได้บังคับข้าเช่นนี้"อวิ๋นเฟยเฟิ่งน้ำตาร่วงหล่น
"เ้าก็รู้อยู่แก่ใจหากมันเป็อุบัติเหตุแค่ครั้งเดียวแล้วไยข้าต้องพูดให้มากความแต่แล้วหลังจากนั้นล่ะเราต่างก็รู้ว่าว่าควรหยุดแต่เ้าก็ไม่หยุดมิใช่หรือ เ้าถามข้าว่าเห็นเ้าเป็อะไรข้าขอตอบตรงนี้เลยว่า ตอนนี้เ้าเป็ภรรยาของข้าและจะเป็ตลอดไป ฉะนั้นจงรับตราประทับสามีจากข้าแต่โดยดี"เซียวโม่ฉือไม่พูดเปล่าเขาทำการถอดเสื้อผ้าของนางออก
"ตราประทับ!นี่ไม่ได้นะโม่ฉือเ้าฟังข้าก่อนเถิดหากบิดามารดาข้ารู้พวกท่านจะเสียใจเป็แน่ที่ข้าทำตราประทับโดยที่พวกท่านไม่อนุญาต"เขาถึงกับจะประทับตราของสามีเชียวหรือ จริงอยู่ว่าในโลกก่อนการเสียตัวให้ผู้ชายไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรและนางก็ยอมรับได้แต่นี่ไม่เหมือนกัน
คนในโลกนี้หากสามีภรรยาประทับตรากันแล้วจะไม่สามารถแยกจากกันอีกถึงแม้จะตายจากกัน การประทับตราหมายความว่าสตรีนางนั้นมีเ้าของแล้วจะไม่มีใครแย่งชิงไปได้ก็เหมือนกับจดทะเบียนสมรสประมาณนั้นแต่ว่าตราประทับนี้จะสามารถสื่อสารกันได้เป็การสื่อสารของสามีภรรยาหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอันตรายอีกคนก็จะรับรู้ได้ และต้องทำอย่างเต็มใจเท่านั้น และการประทับตราก็หวาดเสียวใช้ได้เลยล่ะ
"มารดาของเ้ารับรู้เื่ของเราตั้งนานแล้ว"ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเช่นกัน ก่อนจะอุ้มร่างงามขึ้นให้นางหันหน้าเข้ามาหาโดยด้านหน้าทั้งสองประกบเข้าหากัน(ท่าลิงอุ้มแตง)
"เ้าก็รู้สึกเช่นเดียวกับข้าไยต้องคิดมากข้าเคยเสียเ้าไปแล้วครั้งหนึ่งมันจะไม่มีครั้งที่สอง! มีข้าอยู่พวกที่มันกล้าทำร้ายครอบครัวเ้าข้าจะไม่ปล่อยให้มันรอดสักคน"เอ่ยเสียงหนักแน่นสายตามั่นคง
"โม่ฉือเ้าพูดเช่นนี้เ้ารู้อะไรมาใช่หรือไม่"อวิ๋นเฟยเฟิ่งมองใบหน้าหล่อเหลาอย่าง้าคำตอบเขาจะต้องรู้แน่ว่าใครที่เป็คนทำร้ายครอบครัวนาง
"เ้าในยามนี้ยังไม่พร้อม อีกอย่างข้อมูลที่ข้ามีก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"เซียวโม่ฉือเอ่ยตามจริง
งับ!
"อ่าาา ซี้ดดด"เซียวโม่ฉือร้องซี้ดเมื่อโดนกัดเข้าที่ต้นคอด้านขวาอย่างไม่ทันต้องตัว แต่แล้วก็ต้องยิ้มออกมาก่อนจะกัดเข้าที่ต้นคอด้านซ้ายของอวิ๋นเฟยเฟิ่งเช่นกัน
งับ!
"อืมมม อึก!"อวิ๋นเฟยเฟิ่งรู้สึกแสบบริเวณที่โดนกัดและรับรู้ถึงเืที่ไหลวนไปมาคล้ายกับว่ามันกำลังทำหน้าที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์
เกิดแสงเรืองรองขึ้นกับรอดกัดของทั้งคู่ก่อนที่แสงจะจากหายไปเหลือไว้เพียงรอยแดงๆจางๆเอาไว้เท่านั้นเป็อันสิ้นสุดการประทับตราสามีภรรยาเสร็จสมบูรณ์
"นี่!ปล่อยข้าได้แล้วเสร็จแล้ว"อวิ๋นเฟยเฟิ่งดันเซียวโม่ฉือออกแต่เขาขืนตัวเอาไว้ทั้งยังเลียรอยประทับตราและลำคอของนางจนทำให้ขนในกายลุกชันมือเขาข้างหนึ่งก็เลื่อนมากอบกุมทรวงอกอวบเอาไว้บีบเบาๆเคล้าคลึงไปมา
"ซี้ดดดด"อวิ๋นเฟยเฟิ่งรู้สึกเสียววูบวาบตามช่องท้องร่องงามรู้สึกถึงมีน้ำหวานไหลเยิ้มลงมา ร่องงามถูไถเสียดสีเข้ากับแก่นกายใหญ่ไปมาจนวูบวาบไปทั่วร่าง
"ขอข้าชื่นใจอีกนิด อืมมม"เซียวโม่ฉือตอบด้วยเสียงแหบพร่าก่อนจะเงยหน้าขึ้นจากลำคอหอมกรุ่นไปประทับจูบเรียวปากนุ่มอย่างดูดดื่ม ลิ้นหนาซอกซอนไปตามโพรงปากบางเพื่อชิมน้ำหวาน ลมหายใจทั้งคู่ร้อนผ่าวไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนจนทั้งสองค่อยๆถอนจุมพิตออกจากกันอย่างเชื่องช้าและมองสบตากัน
"เ้าเป็ของข้าไม่ว่าจะเป็ร้อยปีก่อนหรือตอนนี้และในอนาคตก็ยังจะเป็ของข้าจำเอาไว้ อย่าพูดถึงเื่นั้นอีกเพราะเ้ากับมันยังไม่ได้เริ่มต้นใดๆกันเลยด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นเราไม่ได้ผิดต่อใคร"ใช่พวกเขาไม่ได้ทำผิดอะไรถึงตระกูลของนางจะเอ่ยปากกับตระกูลฉินแต่ก็เพียงแค่พูดคุยกันเท่านั้นยังไม่ได้ตกลงอะไรกัน และนางเองก็เพียงแค่รู้จักกับหมอนั้นแค่ผิวเผินเท่านั้น
"ข้ารู้"นางเองก็แค่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกเท่านั้นเองที่นางไม่ให้โอกาสเขาแต่กลับให้โอกาสกับเซียวโม่ฉือมากกว่า
"ใส่เสื้อผ้าเสีย ก่อนกลับแดนมนุษย์ข้าจะพาเ้าไปฝึกปรือให้เข้ากับโซ่สารพัดนึกให้คล่องก่อน"เซียวโม่ฉือลุกขึ้นแล้วใส่เสื้อผ้าตนเองแต่ในขณะที่ใส่ก็ยืนหันหน้าเข้าหาร่างบางอย่างไร้ยางอาย
"หน้าด้าน! แล้วต้องนานแค่ไหนอย่าลืมว่าอีกไม่ถึงเดือนแล้วข้าต้องไปคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักยุทธ์"อวิ๋นเฟยเฟิ่ง ขึงตาโตใส่ร่างสูงก่อนจะหยิบเสื้อผ้าตัวเองมาใส่เช่นกัน
"อายอะไรเ้ากับข้าเห็นกันหมดทุกส่วนแล้วไม่มีอะไรต้องอาย มากกว่านี้ก็ทำมาแล้ว ส่วนเื่คัดเลือกศิษย์ไม่ต้องรีบหรอกยังมีเวลาอีกมาก"เซียวโม่ฉือนั่งลงข้างอวิ๋นเฟยเฟิ่งเมื่อแต่ตัวเสร็จก่อนจะรั้งร่างบางขึ้นมากอดนั่งบนตักและใช้จมูกสูดดมแก้มนวล
อันที่จริงเขาอยากทำมากกว่านี้แต่เขาก็ต้องให้เวลากับนางด้วย ไม่รีบร้อนจะดีกว่ารอให้นางได้ซึมซับการมีอยู่ของเขาให้ชินก่อนก็ยังไม่สายเกินไป
อวิ๋นเฟยเฟิ่งรู้สึกเสียวซ่านตามท้องน้อยขึ้นมาอีกครั้งเป็นักแสดงมาก็หลายปีแม้จะใกล้ชิดกับผู้ชายหล่อๆมากมายแต่ใจก็ไม่เคยสั่นไหวแบบนี้ความรู้สึกนี้ราวกับว่ามีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้นางรู้สึกแบบนี้
ตลอดห้าวันมาแล้วที่เซียวโม่ฉือพาอวิ๋นเฟยเฟิ่งกลับเข้ามาฝึกฝนในสุสานกระบี่มารบรรพชนอีกครั้งและเช่นเคยนางถูกเขาจับโยนลงท่ามกลางเหล่าสัตว์เทพซึ่งแต่ละตัวที่พบก็มีพลังิญญาระดับศิลาจนถึงระดับราชันย์ ซึ่งมันไม่ง่ายเลยที่จะเอาชนะสัตว์เทพได้ เพราะพละกำลังของสัตว์เทพนั้นจะเหนือกว่ามนุษย์อยู่สองถึงสามเท่าและยิ่งเป็สัตว์เทพในสุสานแห่งนี้จิตสังหารก็ยิ่งแรงกล้า
แต่ก็เพราะตรากตรำลำบากแบบไม่ได้หยุดพักจึงมีผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจอวิ๋นเฟยเฟิ่งใช้โซ่สารพัดนึกชำนาญขึ้นสามารถเปลี่ยนรูปร่างอาวุธจิติญญาระดับเทวะได้สามรูปแบบแล้วแบบแรกคือพัด สองคือกริชและสามคือกระบี่ทั้งยังใช้พลังธาตุทั้งสองได้สอดประสานกันได้เป็อย่างดี
"เอาล่ะแค่นี้ก็พอแล้ว นับว่าเ้าเชี่ยวชาญมากและเข้ากันดีกับอาวุธจิติญญาข้าคงไม่ต้องห่วงเท่าไหร่"กล่าวพร้อมกับเปิดมิติหลุมดำและอุ้มอวิ๋นเฟยเฟิ่งกลับตำหนักเมื่อนางฆ่าสัตว์เทพระดับจักรพรรดิได้
"ข้าอยากอาบน้ำเ้าออกไปก่อน"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเอ่ยเมื่อมาถึงตำหนักเขาแล้วสภาพนางดูไม่จืดเลยจริงๆร่างกายเต็มไปด้วยเืเนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ
นางจะเข้าไปอาบน้ำมรกต์ในมิติจิตให้ชื่นใจสักหน่อยนี่ก็หลายวันแล้วไม่ได้เข้าไปดูหงหงเลยว่าถึงขั้นไหนแล้ว อีกอย่างนางไม่แน่ใจว่าเขาจะรู้เื่นี้ด้วยไหม
"ก็อาบไปซิทำไมต้องให้ข้าออกไปด้วยล่ะ ข้ารู้มานานแล้วเื่มิติจิตของเ้า"เซียวโม่ฉือเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ
"มีเื่ไหนบ้างที่ข้าจะปิดเ้าได้ เห้อ~"ว่าจบก็จับมือเซียวโม่ฉือและพาเขาเขาไปในมิติจิตด้วย แต่จะว่าไปก็มีอยู่เื่หนึ่งที่เขาคงไม่รู้นั้นคือเื่ที่นางเป็ดารานักแสดงที่ต้องเข้าฉากถึงเนื้อถึงตัวกับเหล่าพระเอกทั้งหลายคิดแล้วก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์อยู่คนเดียว
เมื่อเข้ามาอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ไม่สนใจร่างสูงอีกนางเข้าไปอาบน้ำทันทีซึ่งก็เดินเข้าห้องน้ำที่ทันสมัยและยังเปิดน้ำใส่อ่างอาบน้ำเพื่อแช่ตัวโดยนำน้ำมรกต์มาผสมด้วย ก็อย่างที่บอกว่าในห้องนี้สามารถใช้ไฟฟ้าได้ตามปกติเหมือนอยู่โลกก่อนไม่มีผิดอวิ๋นเฟยเฟิ่งจึงได้อาบน้ำอุ่นๆ
เซียวโม่ฉือมองดูสิ่งของแปลกตาในห้องอย่างถ้วนถี่เขาเดาว่าของในห้องนี้จะต้องไม่มีปรากฏในโลกนี้อย่างแน่นอนถึงจะแปลกหูแปลกตามากแต่เขาคิดว่าคงเพราะความพิเศษของมิติจิต ซึ่งเขาเข้าใจดีว่าในโลกแห่งนี้ทุกอย่างล้วนเป็ไปได้หมด