ตอนที่ 12 ไฟโทสะลุกโชน (1)
ป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่สนใจจวินเยี่ยเหยี่ยนอีก นางมั่นใจว่าจวินเยี่ยเหยี่ยนจะให้ตนจากไป สำหรับคำพูดสุดท้ายของจวินเยี่ยเหยี่ยน ป๋ายเอ้าเสวี่ยหัวเราะหยัน ไม่ได้ตอบรับ
บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็ไปได้อย่างสิ้นเชิงและเป็ไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
ส่วนนางก็เป็คนที่ดำรงอยู่ระหว่างสองสิ่งนี้ เพื่อการมีชีวิตไม่ขอสนใจสิ่งใด
รอจนเงาร่างป๋ายเอ้าเสวี่ยค่อยๆ หายลับไป ข้างกายจวินเยี่ยเหยี่ยนก็มีคนเพิ่มมาหนึ่งคนนานแล้ว
“เหยี่ยน ป๋ายเอ้าเสวี่ยอยู่ที่จวนอัครเสนาบดีมาั้แ่เล็ก ถูกรังแกมาสารพัด สำหรับคนจวนอัครเสนาบดีแล้ว บางทีอาจจะมีแต่ความเคียดแค้น ครั้งนี้เ้าประมาทไปแล้ว นางจะทำเพื่อคนจวนอัครเสนาบดีได้อย่างไร ยอมสละตัวเอง ข้าดูแล้วป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ไม่ใช่คนที่ไปล่วงเกินได้” คนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น ก็เป็บุรุษหน้าตาหล่อเหลาที่อยู่ในหอจุ้ยเย่ว์
ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลน่าหลาน หัวหน้าตระกูลน่าหลานรุ่นถัดไปน่าหลานโหยวหง
จวินเยี่ยเหยี่ยนได้ยินคำกล่าวของน่าหลานโหยวหงแล้ว ไม่ได้เอ่ยมากความ มุมปากยกยิ้มขึ้น เผยอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง
“ข้าสงสัยมากว่านางหลบกับดักกลไกที่ข้าแอบซ่อนกับพวกองครักษ์ที่เฝ้าระวังอย่างแ่าได้ยังไง รุดมาถึงข้าที่นี่” ที่จวินเยี่ยเหยี่ยนรู้สึกต่อป๋ายเอ้าเสวี่ยส่วนมากก็คือความสนใจใคร่รู้มากกว่า
เป็ความเริงร่าที่ได้ของเล่น ทำให้รอยยิ้มที่ในอดีตเห็นได้ยากของเขา แย้มเผยออกมามากกว่าเดิม
“อาจเพราะ่นี้มีมือสังหารมามากเกินไป ทุกคนล้ากันแล้ว ถึงทำให้นางเล็ดลอดเข้ามาได้” น่าหลานโหยวหงไม่เชื่อว่าป๋ายเอ้าเสวี่ยจะหลบกลุ่มคนและกับดักได้ อาศัยกำลังตัวเองเข้ามา
สำหรับความคิดของน่าหลานโหยวหง จวินเยี่ยเหยี่ยนไม่ได้แย้ง ทว่าก็ไม่ได้เห็นด้วย
เพราะเขารู้ถึงสัญชาตญาณของลูกน้องกับความร้ายกาจของกับดักตนดี ต่อให้ป๋ายเอ้าเสวี่ยจะไม่ได้ตั้งใจหรือว่าโชคดี นางก็ไม่มีทางหลบอันตรายมากมายเช่นนี้ได้ นี่อธิบายได้เพียงว่าป๋ายเอ้าเสวี่ยเป็คมในฝัก
ป๋ายเอ้าเสวี่ยฝั่งนี้เดินถึงสวนดอกไม้ที่ปลูกต้นศรีตรังอยู่เต็มบริเวณแล้ว รู้สึกชอบสวนดอกไม้ที่เต็มไปต้นศรีตรังพวกนี้มากยิ่งขึ้น
แต่ละช่อแต่ละช่อเชื่อมกระจุกอยู่ด้วยกัน งดงามจนแทบหยุดหายใจ
ป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่ได้อาลัยทิวทัศน์งดงามนี้อีก นางะโข้ามกำแพงสูงอย่างง่ายดาย ออกไปจากวังอ๋องห้าอย่างรวดเร็ว
สำหรับจวินเยี่ยเหยี่ยน แม้ว่าตอนแรกจะเคยคิดว่าทั้งหมดนี้เป็ภาพจอมปลอมที่ใช้หลอกลวงคน
ทว่าในตอนที่ทุกอย่างกลายเป็จริง ส่วนตนต้องกลายเป็ผู้เสียสละในวังวนอำนาจนี้ ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ไม่อาจไม่ต่อต้าน
แต่ไหนแต่ไรมานางก็ไม่ใช่ลูกแกะให้คนประหัตปะาได้ตามใจ นางเป็หมาป่า เป็หมาป่าใจเหี้ยมสำหรับคน สัตว์ สิ่งของหรือเื่ราวที่ส่งผลร้ายต่อนาง
หลังจากป๋ายเอ้าเสวี่ยที่กลับถึงจวนอัครเสนาบดีเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เปิดประตูห้องของตน ทำท่าเอ่ยเหมือนเพิ่งตื่นนอน “มู่เหมียน เ้าอยู่ที่ไหน”
เมื่อรอสักพักไม่มีคนตอบกลับ ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ก้าวไวๆ ไปที่ประตูห้องมู่เหมียนเอ่ย “มู่เหมียนเ้าอยู่ในนั้นหรือไม่ ข้าจะเข้าไปแล้วนะ”
“คุณ คุณ คุณ...คุณหนู ท่านมีอะไรหรือ เมื่อครู่ข้าหลับไป” เสียงมู่เหมียน ดังออกมาจากในห้องขาดๆ หายๆ
ป๋ายเอ้าเสวี่ยพอได้ยินว่ามู่เหมียนกำลังพักผ่อนอยู่ ในใจแม้ว่าจะสงสัย แต่ก็ไม่อยากเข้าไปรบกวนมู่เหมียน
“ซู้ด...” ป๋ายเอ้าเสวี่ยที่คิดจะหันหลังจากไป ได้ยินเสียงสูดลมหายใจของมู่เหมียนจากในห้อง ไม่ลังเลอีก ผลักประตูแรงๆ เดินเข้าไป
“มู่เหมียน ทำไมรึ ป่วยแล้วหรือไง” ป๋ายเอ้าเสวี่ยก้าวฉับๆ ไปข้างกายมู่เหมียนเอ่ยถามขึ้น
มู่เหมียนพอเห็นว่าป๋ายเอ้าเสวี่ยเดินเข้ามาแล้ว คิดอยากจะห้ามก็ไม่ทันการแล้ว
นางรีบลุกขึ้นจากเตียงก้มหน้าเอ่ย “คุณหนู ข้าไม่เป็ไร เพียงแต่วันนี้ต้องไอหนาวมา คุณหนูไม่ต้องเป็ห่วง มู่เหมียนร่างกายแข็งแรงดี”
ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองมู่เหมียน ไม่ยอมเงยหน้าั้แ่ต้นจนจบ ในใจก็อดสงสัยแปดเก้าส่วนไม่ได้
แต่ว่าจนปัญญาที่แสงในห้องมืดเกินไป ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองสภาพของมู่เหมียนไม่ชัด เอ่ยเสียงเรียบ “เ้าตามข้าไปเอายาแก้ไข้มาสักนิดแล้วกัน เ้าป่วยแล้ว ข้าเป็ห่วง”
มู่เหมียนพอได้ยินว่าป๋ายเอ้าเสวี่ยจะให้นางออกไป อดเอ่ยขึ้นร้อนรนไม่ได้ “คุณหนู มู่เหมียนไม่เป็ไร เมื่อครู่ต้มน้ำขิงดื่มไปแล้วจำนวนหนึ่ง ตอนนี้นอนสักงีบก็ได้แล้ว”
“ควรฟังเ้าหรือควรฟังข้ากันแน่ เ้าตามข้าไปก็พอแล้ว” ป๋ายเอ้าเสวี่ยเสียงไม่พอใจ ทำให้มู่เหมียนไม่กล้าเถียง ตามหลังค่อยๆ เดินออกจากห้อง
เมื่อมาถึงห้องหลักป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ไม่ได้เดินเข้าไปต่อ มู่เหมียนเลยถูกบีบให้หยุดตามไปด้วย
“เงยหน้าขึ้น” ป๋ายเอ้าเสวี่ยพินิจมองมู่เหมียนเอ่ย
“คุณหนู มู่เหมียนต้องไอหนาวหน้าค่อนข้างบวม เงยหน้าไม่ขึ้นแล้ว ประเดี๋ยวจะทำให้คุณหนูใเอา” มู่เหมียนเอ่ยขึ้นอ้ำๆ อึ้งๆ
ป๋ายเอ้าเสวี่ยได้ยินคำกล่าวของมู่เหมียนแล้วก็ยกมุมปากเอ่ย “ข้าเองก็เคยป่วย เคยเห็นหน้าตัวเองอัปลักษณ์มาก่อน เงยหน้าขึ้น ข้าไม่อยากพูดหนที่สาม”
เสียงป๋ายเอ้าเสวี่ยเจือความดุดันอยู่รางๆ ทำเอามู่เหมียนใจกระตุก ไม่อาจไม่เงยหน้าขึ้น
ั์ตาที่เดิมกระจ่างชัดน้ำตาคลอนานแล้ว เจือแววน้อยเนื้อต่ำใจและโกรธแค้น
ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองหน้าเรียวที่เดิมขาวอมชมพูของมู่เหมียน ตอนนี้บวมราวกับซาลาเปาอย่างไรอย่างนั้น
ไฟโทสะพลันปะทุขึ้นถึงขีดสุด
“ใครตบรึ” ป๋ายเอ้าเสวี่ยสูญเสียความนิ่งสุขุมในยามปกตินานแล้ว แววตาเหี้ยมเกรียมมองมู่เหมียนเอ่ยถามขึ้น