ราฟเป็เด็กผู้ชายบ้านนอกธรรมดาอายุ 16 ปีที่แข็งแรงอันที่จริงเขาออกจะแข็งแรงกว่าเด็กทั่วไปที่อายุอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่นิดหน่อย เพราะั้แ่ตัวราฟจำความได้เขานั้นไม่เคยป่วยเลย ถ้าไม่นับเหตุการณ์ที่ราฟท้องเสียจากการที่ดื่มนมหมดอายุเมื่อ 6ปีที่แล้วเขาก็จำไม่เคยได้เลยว่าเคยเจ็บป่วยมาก่อน ในครอบครัวของราฟประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และน้องของราฟอีก2คน ก่อนหน้านี้ฐานะทางบ้านของราฟไม่ค่อยจะดีนักจึงทำให้ราฟตัดสินใจที่จะเริ่มฝึกกีฬาชกมวยเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว ราฟจัดว่าเป็นักมวยรุ่นเยาว์ที่มีความเก่งกาจอย่างมาก จากสถิติที่ไม่เคยพ่ายแพ้เลยตลอดการแข่งชกทั้ง 13ครั้ง มีเพียงครั้งเดียวที่เสมอ ในส่วนของชัยชนะที่เหลือกว่าครึ่งเป็การชนะแบบน็อคเอาท์ นั่นทำให้ราฟรู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่นึกถึงความสำเร็จนี้ แต่ในตอนนี้สถิติการชกนั้นคงต้องถูกหยุดลงที่13ครั้งก่อนเพราะในตอนนี้ครอบครัวของราฟกำลังจะพากันย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวง
ต้องขอบคุณพ่อแม่ของราฟที่ตั้งใจทำงานและอดออมจนทำให้ฐานะทางบ้านของราฟดีขึ้นอย่างมาก จนเพียงพอที่จะทำให้ทั้งครอบครัวย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่เจริญและสะดวกสบายเช่นนี้ได้ ตัวราฟเองก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็อย่างมากที่กำลังจะได้ไปโรงเรียน ตอนนี้ในหัวของเขาคิดเื่ต่างๆ เกี่ยวกับการได้ไปโรงเรียนในวันแรกอยู่เต็มไปหมด
วันนี้เป็วันเปิดเรียนวันแรกของปีการศึกษาใหม่ ราฟตื่นแต่เช้า อันที่จริงถ้าจะให้ถูกต้องคือราฟยังไม่ได้หลับเลยแม้แต่นิดเดียว เขาได้แต่นอนพลิกกลับไปกลับมาและคิดเื่ฟุ้งซ่านต่างๆ ด้วยความตื่นเต้นกว่าจะรู้ตัวอีกทีราฟก็ได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆ ดังลอดเข้ามาในห้องนอนของเขาเสียแล้ว เขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อกดดูเวลาด้วยความสงสัยว่าตอนนี้เวลากี่โมงแล้ว แสงบนหน้าจอโทรศัพท์ฯสว่างขึ้นเขาหรี่ตาลงเล็กน้อยเนื่องจากสายตายังไม่คุ้นชินกับแสงจ้าที่มากระทบกับตาที่อยู่ในห้องที่ไร้แสงมาเป็เวลานาน เวลาในตอนนี้คือ 5.10 ราฟแอบเซ็งนิดๆ เพราะเวลาที่เขาตั้งปลุกไว้คือเวลา 6.39 ซึ่งนับว่ายังอีกค่อนข้างนานกว่าที่จะถึงเวลานั้น ถ้าเป็เมื่อก่อนเวลาประมาณนี้ราฟคงจะออกไปวิ่งเพื่อออกกำลังกายซึ่งเป็กิจวัตรที่เขาทำอย่างสม่ำเสมอในตอนที่ยังชกมวย แต่ในตอนนี้ไม่มีความจำเป็ต้องทำเช่นนั้น อีกเหตุผลหนึ่งนั่นเพราะว่าในเมืองนี้ถึงแม้ว่าจะเป็ในตอนเช้ามืดแบบนี้แต่อากาศก็ไม่ได้สดชื่นสบายปอดเหมือนกับชนบทบ้านเกิดของราฟ อีกทั้งยังมียานพาหนะวิ่งกันตลอดเวลา ซึ่งค่อนข้างรบกวนบรรยากาศในการวิ่งอยู่ไม่น้อย อีกทั้งระยะห่างจากบ้านของราฟไปยังโรงเรียนหากเดินทางด้วยรถประจำทางก็ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 15นาที “เอาไงดีนะ อีกตั้งชั่วโมงกว่า” ราฟพึมพำกับตัวเอง เขาเริ่มรู้สึกเวทนากับความตื่นเต้นที่ควบคุมไม่ได้ของเขาจนทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพลำบากใจเช่นนี้ หลังจากนอนคิดอยู่สักครู่หนึ่งราฟก็ได้ตัดสินใจที่จะออกไปเดินเล่นเพื่อฆ่าเวลา เพราะนั่นก็คงจะดีกว่านอนเบื่อๆ อยู่ในห้องมืดอีกเป็ชั่วโมงแน่นอน
ราฟเดินออกจากบ้านมาได้ประมาณ 10นาทีแล้วตอนนี้เขาอยู่บนทางเท้าของถนนเส้นหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ ถนนเส้นนี้ไม่ได้ใหญ่มากแต่ความกว้างของมันก็เพียงพอให้รถยนต์สองคันวิ่งสวนกันได้อย่างสบาย ทั้งสองข้างทางบนทางเท้าถนนเส้นนี้ มีทั้งต้นไม้ใหญ่ไม้พุ่มและไม้ดอกปลูกอยู่ด้วยกันอย่างเป็ระเบียบ จนราฟยังนึกชมคนที่จัดวางการปลูกต้นไม้เหล่านี้อยู่ในใจ รถยนต์ที่สัญจรไปมาผ่านถนนเส้นนี้มีไม่มากนัก หรืออาจจะเป็เพราะว่าเวลานี้ยังเช้าอยู่มากจึงทำให้ยังไม่ค่อยมีใครที่จะออกจากบ้าน แต่จะเพราะเหตุใดก็ดีราฟคิดว่าถ้าเป็ถนนเส้นนี้คงเหมาะมากๆ กับการวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า “คิดถูกจริงๆ ที่ไม่ได้นอนรออยู่ที่บ้าน” ราฟพูดกับตัวเองอย่างพอใจกับการตัดสินใจออกมาเดินเล่นครั้งนี้
ราฟยังคงเดินเล่นต่อไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อดูเวลาอยู่เป็ระยะ อีกสิ่งหนึ่งที่อยู่บนถนนเส้นนี้นอกจากบรรดาต้นไม้ที่เป็ระเบียบและสวยงามแล้วยังมีบ้านคนอยู่ด้วยแต่ก็ค่อนข้างที่จะอยู่ห่างกัน ไม่นึกเลยว่าในเมืองกรุงที่แออัดไปด้วยสิ่งปลูกสร้างตึกรามบ้านช่องยังมีที่แบบนี้ แตกต่างจากบ้านที่ราฟและครอบครัวอาศัยอยู่ตอนนี้ที่ปลูกแบบชิดกันแบบกำแพงต่อกำแพงเลยทีเดียว ที่สำคัญบ้านทุกหลังบนถนนเส้นนี้แต่ละหลังดูสวยงาม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็บ้านของบรรดาคนมั่งมีแน่ๆ ถึงขนาดจะต่างกันทั้งเล็กและใหญ่ แต่สิ่งที่ทุกหลังมีเหมือนกันคือความสวยงามที่เหมาะกับถนนเส้นนี้ แต่เเล้วราฟก็ถึงกับต้องตกตะลึงกับบ้านหลังหนึ่ง นอกจากขนาดที่ใหญ่กว่าบ้านทุกหลังที่ผ่านมา ยังดูหรูหราสุดๆ อีกด้วย ถึงแม้กำแพงรั้วที่สูงจะทำให้มองไม่เห็นด้านใน แต่แค่รั้วกับประตูบ้านหลังนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ราฟตกตะลึง
ในขณะที่ราฟกำลังเดินผ่านประตูโดยที่สายตายังคงถูกดึงดูดไปที่บ้านหลังใหญ่สุดอลังการนี้ประตูรั้วก็ได้เปิดออก สิ่งแรกที่ออกมาจากประตูคือสุนัขตัวใหญ่ใบหูตก ขนของมันเป็สีเหลืองทองยาวสลวยเงางาม บ่งบอกได้ทันทีว่าได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี หน้าทะเล้นตาเป็ประกาย หางของมันส่ายอย่างรวดเร็วไปมาด้วยความตื่นเต้น พลางหันไปมามองออกทางด้านนอกสลับกับมองกลับไปยังด้านหลังที่มีใครบางคนถือสายจูงสีแดงของมันอยู่ ไม่นานพอจะให้เกิดความสงสัย เป้าสายตาที่อยู่ปลายสายจูงที่เ้าหมา โกลเด้นฯตัวนี้จ้องมองก็ปรากฏออกมา
ราวกับถูกมนต์สะกด สายตาและการรับรู้ทั้งหมดของราฟในตอนนี้ ถูกดึงดูดไปที่ผู้ที่พึ่งปรากฏตัวออกมา เธอเป็เด็กผู้หญิงที่มีผมสั้นสีน้ำตาลทองอันที่จริงแล้วผมของเธอสั้นมากจนเกือบจะเป็ทรงผมของผู้ชาย แต่ด้วยรูปร่างที่ผอมบางกับใบหน้าที่งดงามได้รูป เหนือสิ่งอื่นใดบนใบหน้านั้นคือดวงตาที่สวยงามสีครามน้ำทะเลของเธอมันโดดเด่นมากถ้าให้เปรียบว่าเป็อัญมณีที่ประดับอยู่บนมงกุฏก็มิได้เกินเลยไปจากความสวยงามนั้นเลย ในขณะที่ราฟยืนตกตะลึงอยู่โดยที่อีกฝ่ายก็ยังมิได้รู้ตัวว่าถูกมอง เ้าหมาสีทองก็ได้เริ่มวิ่งและดึงผู้เป็เ้านายให้ตามมันไปในทางที่ราฟพึ่งจะเดินผ่านมา ราฟรู้สึกตัวอีกครั้งสติของเขาพึ่งถูกดึงกลับมาหลังจากที่หญิงสาวและเ้าหมาได้ห่างออกไป เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู ตอนนี้เวลา 6.05 เขาคิดว่าคงถึงเวลาที่เขาจะต้องเดินกลับเสียทีเพราะคงจะไม่ดีแน่ถ้าไปเรียนสายั้แ่วันแรก ราฟคิดในใจ
ราฟเดินย้อนกลับไปทางเก่าที่เขาได้เดินผ่านมา ไม่นานนักเขาก็ทันได้เห็นด้านหลังของหญิงสาวกับเ้าหมาจากบ้านหลังใหญ่ ราฟจงใจเดินด้วยความเร็วที่รักษาระยะห่างให้มากพอสมควร เพราะเขาคงจะรู้สึกประหม่าถ้าเดินเข้าไปใกล้มากกว่านี้ แต่ถ้าหากเดินเร็วเกินไปจนแซงเธอแล้ว เขาก็คงจะพลาดโอกาสที่จะได้เฝ้าดูหญิงสาวจากด้านหลัง ราฟนึกสมเพชตัวเองเล็กๆ ที่ตอนนี้เขาทำตัวคล้ายๆ คนโรคจิต ในขณะที่สถานะการณ์ดำเนินไปแบบนี้ได้สักพักเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…
เ้าหมาใหญ่จู่ๆ ก็เห่าเสียงดังพร้อมกระโจน เพื่อวิ่งไล่บางสิ่งไปข้างหน้าสุดแรง ร่างที่ผอมบางของหญิงสาวถูกฉุดล้มลงตามแรงดึงที่ส่งมาตามสายจูง “ลัคกี้!! ลัคกี้!! กลับมา ลัคกี้!!!” หญิงสาวร้องะโเรียกเ้าหมาสุดเสียง แต่มันก็ยังคงวิ่งอย่างรวดเร็วห่างออกไปเรื่อยๆ ราฟเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก่อนที่ราฟจะทันได้คิดเขาก็พบว่าร่างกายของเขาวิ่งออกไปก่อนแล้วด้วยความรวดเร็วเพื่อตามเ้าลัคกี้ไป เขาวิ่งผ่านหญิงสาวที่ตอนนี้ค่อยๆ ลุกยืนขึ้น ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้าเ็ เขาจึงวิ่งสุดแรงต่อไป ตอนนี้ดูเหมือนเ้าลัคกี้จะลดความเร็วลงแล้ว มันหยุดและเห่าเสียงดังอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ห่างออกไปจากจุดที่มันทิ้งเ้านายของมันไว้พอสมควร ราฟตามไปจนทันเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เนื่องจากความที่ไม่คุ้นเคยกับเ้าหมาั์ตัวนี้ แต่เนื่องจากราฟเคยได้ยินว่าสุนัขพันธุ์นี้ค่อนข้างเป็มิตรกับคนแปลกหน้า เขาจึงตัดสินใจค่อยๆ เดินไปหยิบสายจูง ที่ขณะนี้ลากอยู่บนพื้นขึ้นมา เ้าลัคกี้ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้สายจูงของมันอยู่ในมือของคนแปลกหน้า มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาะโเห่าต่อไป ราฟจึงมองขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วเขาก็ได้พบกับคำตอบของสาเหตุของเื่ทั้งหมด “ที่แท้ก็วิ่งไล่เเมว” ราฟพูดกับตัวเองเนื่องจากได้คำตอบจากข้อสงสัยที่เขาต้องมาวิ่งตามเ้าหมาั์นี่ ไม่นานหญิงสาวก็ตามมาทัน เธอหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า เนื่องจากคงวิ่งมาสุดกำลังเช่นกัน “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าว ราฟตกตะลึงในความงามอีกครั้งเขาไม่คิดว่าตัวเขาจะมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้หญิงระดับนี้มาก่อนเลยในชีวิต เพราะั้แ่ที่เขาเริ่มเป็หนุ่มมาเขาก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของผู้หญิงแม้แต่คนเดียว อย่าว่าแต่คุณหนูไฮโซระดับนี้ แม้แต่เด็กสาวบ้านนายังไม่มีใครชายตามองเขาเลย นี่เป็ปมด้อยของราฟที่เ้าตัวเก็บไว้ในใจตลอดมา หลังจากระลึกถึงปมด้อยของตัวเองอยู่ชั่วอึดใจราฟก็ได้ส่งสายจูงของเ้าตัวปัญหาคืนให้หญิงสาวอย่างเขินอาย พร้อมกับรวบรวมความกล้าในการคุยกับหญิงสาว “ให้ผมเดินกลับไปส่งที่บ้านดีไหมครับ” หญิงสาวเอื้อมมือมารับสายจูงพร้อมกับพูดว่า “ไม่เป็ไรค่ะ” หญิงสาวปฏิเสธแล้วเงียบไปสักครู่ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วรู้ได้ยังไงว่ามาจากบ้านหลังไหน” หญิงสาวถามต่อโดยไม่สบตา “คือ…พอดีว่าเห็นตอนเดินออกมาจากบ้านก็เลยเดินตามมา” สิ้นเสียงคำตอบของราฟหญิงสาวหันหลังกลับ พร้อมพูดว่า “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” แล้วเดินจากไปทันที ราฟใกับท่าทีของหญิงสาวเล็กน้อยแต่เสี้ยววินาทีเขาก็เข้าใจได้ทันที ไอบ้าเอ๊ยยยย ตอบไปว่าเดินตามมามันคือโรคจิตชัดๆ ตูแค่จะกลับบ้านเองนะโว้ยยย ถึงจะมีเจตนาตามนิดๆ ก็เถอะ จบกัน จบกัน เธอต้องคิดว่าเราเป็พวกโรคจิตอันตรายแน่ๆ แบบนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเนี่ย ราฟรู้สึกกลุ้มใจและอับอายกับคำตอบของตัวเองตลอดทางจนถึงบ้าน...