แสงวันใหม่พาดขอบฟ้า เสียงไก่ขันร้องดังปลุกผู้คนให้ลุกมาทำงาน ยามเฉินแล้วแสงอาทิตย์พึ่งโผล่มาให้เห็น แต่หลายบ้านเริ่มเตรียมตัวออกไปทำงานแล้ว
ส่วนใหญ่มักเป็นบุรุษที่ออกไปรับจ้างข้างนอก เพราะคนในหมู่บ้านไม่ค่อยมีที่ดินเป็นของตัวเอง ฤดูนี้แม้ว่าหิมะจะละลายไปแล้ว แต่ไม่นิยมปลูกพืชอะไรอีก เพราะหน้าดินแข็งเกินไป และแห้งแล้ง
การปลูกพืชนอกฤดูกาล สำหรับชาวบ้านที่ต้องรอพึ่งฝนมันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ไม่ใช่กับหญิงสาวที่พึ่งพ้นวัยปักปิ่นมาหมาด ๆ
นางออกไปหาถู่โต้วตั้งแต่เช้าตรู่ และหาสมุนไพรเป็นทุนสำหรับการเพาะปลูกในครั้งนี้ ผู้เป็นป้าได้แต่ภาวนาไม่ให้หลานสาวคนนี้ทำอะไรสะดุดตาชาวบ้านมากเกินไป
อาหารเช้าเป็นน้ำแกงกระต่ายที่หลินซานล่าได้ เขาใช้ธนูไม้อันเล็กที่บิดาทิ้งไว้ให้จัดการมัน นับว่าเป็นเด็กชายที่มีแววไม่น้อย
เด็กทั้งสองยังต้องมาฝึกอ่านตำรากับนางอยู่ พวกเขาจำได้หลายคำแล้ว แต่ยังถือว่าช้าเกินไปเมื่อเทียบกับวัยเดียวกัน แต่เมื่อเทียบกับคนในหมู่บ้านย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน
การเก็บตัวอยู่ในบ้านตลอดหนึ่งเดือนไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อสักเท่าไร นางเฝ้ามองมะเขือเทศที่ผลสีเขียวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงในทุก ๆ วัน
หลังจากปะทะคารมกับบ้านใหญ่ก็ไม่ได้พบพวกเขาหลายวันแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่นางต้องการมากที่สุด แต่การเงียบไปครั้งนี้มันก็แค่ชั่วคราว
หมอหลี่มักแวะมาเป็นบางครั้ง เพื่อมาตรวจดูครรภ์ให้ พวกเขาแปลกใจเมื่อพบว่านางจดบันทึกที่จำนวนที่เด็กในท้องดิ้นต่อวัน ตั้งแต่เขาเป็นหมอมาเขาก็ไม่เคยเจอมารดาคนไหนใส่ใจถึงเพียงนี้
หลินเว่ยเว่ยนิ่งไปสักพัก นางแค่เพียงทำสิ่งที่เคยทำ การนั่งเฝ้าคอยให้เจ้าก้อนแป้งดิ้นนับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของนาง แม้ในครั้งนั้นจะไม่มีโอกาสได้พบกันก็ตามที
หลินเว่ยเว่ยนอนหลับตา กุมหัวใจที่ปวดร้าวของตน อดีตไม่ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่ความปวดร้าวที่ฝากรอยไว้ แค่จะนึกวิธีหาเงินที่พอจะเอาทำขายได้บ้าง ก็อดนึกถึงมันไม่ได้
นางไม่ใช่คนอ่อนแอ และไม่เคยมีเวลาให้นางรู้สึกอ่อนแอ แต่ในครั้งนี้นางรู้สึกว่าตัวเองได้เริ่มต้นใหม่แล้วจริง ๆ สามารถนอนหลับได้อย่างสนิทใจ
หญิงสาวมองเด็กทั้งสองกำลังคัดลายมืออย่างขะมักเขม้น เด็กวัยแค่นี้ยังต้องเล่นละครมากมายเพื่อให้ได้สิ่งที่เป็นของตนกลับคืนมา การได้ที่ดินคืนมาหลินเว่ยเว่ยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ แต่ทำให้บ้านใหญ่กระอักเลือดได้นางย่อมยินดี
หลินซานเห็นป้ารองมองมาที่ตน ก็พูดสิ่งที่เขาคิดในใจมานาน “ข้าไม่ได้ช่วยทุกคนเลย ทั้งป้ารอง พี่ใหญ่ พี่รองต่างเหนื่อยไปมากแค่ข้าไม่ได้ทำอันใดแม้แต่น้อย”
หลินเว่ยเว่ยหันมามองเขาตรง ๆ “ฟังนะ เจ้าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีเจ้าก็คงไม่สำเร็จ เจ้าต้องกลายเป็นคนป่วยในสายตาผู้อื่น ทั้งยังไม่ค่อยได้ออกไปเล่นกับสหาย”
หลินซานส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าไม่มีสหายหรอกขอรับป้ารอง หลังจากบิดามารดาตายไปพวกเขาก็ไม่เคยเล่นกับข้าอีกเลย”
“งั้นวันนี้เราไม่ต้องคัดอักษรแล้ว เราไปล่าสัตว์กันเถอะ” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าหลินซานรู้สึกว่าตัวเองนั้นด้อยค่า เขาคิดว่าเขาไม่ได้ช่วยผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด
หลินเว่ยเว่ยคิดเสมอว่าตัวนางจะทิ้งอดีตไว้ข้างหลังและลืมมันไป แต่อดีตนั้นมีไว้ก้าวข้ามตั้งหาก
นางเข้าไปเอาอาวุธของหลินเจ๋อที่ทิ้งเอาไว้ในห้องใต้ดิน มันเป็นหน้าไม้ที่ไม่ได้ใช้แรงมากเช่นธนู หญิงสาวพาเด็ก ๆ เดินเข้าป่าหลังบ้าน ที่นี่มีสัตว์เยอะมากโดยเฉพาะกระต่าย อย่างเมื่อเช้ากระต่ายลงมาหากินหลินซานก็จับได้ไปตัวหนึ่ง
นางไม่เข้าใจการวางกับดักเท่าไรนัก แต่นางรู้จักการล่าดี หลินซานค่อนข้างกล้าที่จะยิงลูกธนูออกไป แต่หลินฮวาไม่ยังลังเลไม่น้อย
พรึ่บ!
เสียงเหมือนมีบางอย่างเหยียบอะไรเข้าทำเอาสามป้าหลาน หันไปมองพร้อมกัน หญิงสาวเล็งหน้าไม้ไว้แล้ว เหลือเพียงปล่อยมือเท่านั้น นางจึงโยนหินเข้าไปข้างหลังต้นไม้กลับไม่มีอะไรตอบสนอง
หลินเว่ยเว่ยเห็นถึงความผิดปกติ จึงสั่งให้หลานถอยออกไป พวกเขาดื้อดึงแต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ถอยออกไปโดยดี เมื่อเด็ก ๆ ถอยไปไกลพอสมควรนางจึงกล่าวออกไป “นั่นใคร ออกมานะ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ถ้าไม่ออกมาตอนนี้ก็ต้องตายด้วยหน้าไม้ของข้า”
ก็ยังไม่มีสิ่งใดขยับ หลินเว่ยเว่ยจึงเดินอ้อม คนที่ซ่อนหลังต้นไม้รีบออกมาจากที่ซ่อน เขาสวมชุดดำทั้งชุดและมีผ้าบังใบหน้า ดวงตาของเขาทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เขาวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วทำให้มองเห็นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น หลินเว่ยเว่ยจึงยิงหน้าไม้ออกไป หน้าไม้นั่นปักเข้าแขนบุรุษผู้นั้นอย่างจัง นางไม่ได้วิ่งตามเพราะรู้ถึงสภาพตัวเองดี
เด็ก ๆ ที่โดนป้ารองสั่งให้ออกมารอ กำลังร้อนใจพากันเดินกลับไปกลับมา ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นพวกเขาจะทำอย่างไร ขณะที่สองพี่น้องตกลงว่าจะกลับเข้าไป ป้ารองของพวกเขาก็ออกมาแล้ว นางไม่มีบาดแผลใด ๆ ทั้งสิ้นพวกเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ป้ารองตัวอะไรหรือขอรับ” หลินซานสงสัย
“กระต่ายน่ะ สงสัยป้ายังไม่เก่งเท่าอาซานเลยแค่ยิงถาก ๆ ไปเท่านั้น” หลินเว่ยเว่ยตอบเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
…
อีกฝั่งหนึ่งของป่า บุรุษที่สวมชุดดำ นั่งลงด้วยความอ่อนเพลีย หน้าไม้นั่นยิงทะลุที่แขนของเขาจัง ๆ เขากัดฟันดึงมันออก และเอาผ้าพันแผลไว้แน่น เขาไม่คิดว่าเพียงแค่หาโอกาสปลีกตัวแอบมาดูนาง กลับโดนพบตั้งแต่ในป่า ทั้งยังโดนยิงเช่นนี้ ทั้งเขายังต้องคิดข้ออ้างกับขุนนางที่ติดตามมาด้วยอีก
โดนแมวป่าทำร้าย ข้ออ้างนี่ไม่เลวเลย
เขาลุกขึ้นอย่างลำบาก แต่กลับยกยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี