บทที่ 4
เ้าลูกเจี๊ยบ!
หลังจากจับพวกเขาทั้งสามแต่งตัวถึงค่อยดูได้ขึ้นมาบ้าง จวี๋ฮุ่ยไม่ลืมที่จะซื้อเสื้อฝากเสียวเสี่ยวน้องเล็กสุดในเวลานี้ ทั้งยังซื้อหมวกกันลมรูปเสือสีแดงติดไปด้วย
เด็กน้อยทั้งสามเดินตามหลังจวี๋ฮุ่ยอย่างว่าง่ายไม่แตกแถว เป็ระเบียบราวกับลูกเจี๊ยบจริงๆ
ดวงตาหกข้างสามคู่มองความคึกคักของตลาดด้วยความรู้สึกต่างออกไป เมื่อก่อนเพียงแค่พวกเขาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ริมถนนหากไม่ถูกไล่ก็ถูกสาดน้ำใส่ ไม่เคยได้เดินอยู่กลางถนนมองความครึกครื้นเช่นนี้
ทันใดนั้นกลิ่นหอมฉุยของบางอย่างลอยเตะจมูกทำให้ท้องส่งเสียงจ๊อกๆ น้ำลายในปากขับออกมาจนแทบล้น
นั่น...ร้านเนื้อตุ๋นหรือไม่!
เด็กทั้งสามมองแผงลอยเนื้อตุ๋นตาเป็ประกาย ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเท้าเดินเข้าใกล้
“ตามมาสิ หากหลงไปจะทำอย่างไร” จวี๋ฮุ่ยไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าติดตามจึงหันกลับมอง เด็กทั้งสามยืนนิ่งราวไก่ไม้ มองตามสายตาของพวกเขาเห็นว่ากำลังจ้องเนื้อตุ๋นตาเป็มัน
จวี๋ฮุ่ยยิ้มขัน เดินไปยังแผงลอยซื้อเนื้อตุ๋นหนึ่งชั่ง [1] ด้วยรอยยิ้มเบาบาง ชูเชือกมัดเนื้อตุ๋นมันเยิ้มชิ้นโต ไขมันจากเนื้อซึมกระดาษเป็ด่างดวง แกว่งไกวซ้ายขวาต่อหน้าพวกเขา
“จะยืนอยู่ตรงนี้ทั้งวันหรือ ไม่กินแล้วใช่หรือไม่”
จวี๋ฮุ่ยเดินกลับร้านขายยาพร้อมกับแกว่งเนื้อตุ๋นไปด้วย เนื้อตุ๋นชิ้นนี้คล้ายมีเวทมนตร์สะกดให้เหล่าเด็กๆ เดินตามอย่างใกล้ชิดไม่ส่งเสียงเอะอะหรือชะงักฝีเท้ากันเลย!
หลังจากจวี๋ฮุ่ยกลับมาถึงร้านยาก็ไม่รอช้าคว้าหยิบเอาชามใบเล็กๆ เดินไปยังห้องที่โจวอี้พักรักษาตัว แกะห่อเนื้อตุ๋นและหยิบเอาหมั่นโถวขาวๆ อ้วนๆ วางข้างกัน เห็นเ้าเด็กทั้งสามยืนห่างจากโต๊ะไปไกล ละล้าละลังไม่กล้าเข้าใกล้ หันมองโจวอี้แล้วชวนเขา
“โจวอี้มากินเนื้อเถอะ”
โจวอี้ลงจากเตียงเดินมายังโต๊ะ มองขอทานที่จวี๋ฮุ่ยเก็บมา ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ดูสกปรกเหมือนเดิมแต่ท่าทางลังเลไม่กล้าเข้าใกล้นี้ทำให้โจวอี้นึกถึงตัวเอง มองจวี๋ฮุ่ยที่ทำเหมือนไม่เห็นพวกเขาทั้งสามจึงกดเสียงถามนาง
“จวี๋ฮุ่ยพวกเขาล่ะ”
จวี๋ฮุ่ยมองโจวอี้ด้วยแววตาเรียบนิ่ง ก้มหน้าจัดจานต่อไป โจวอี้มองชามใบเล็กที่จวี๋ฮุ่ยจัดเตรียมนี้มีครบจำนวนคนพอดี เขาถึงค่อยๆ คาดเดาจิตใจของนางได้
“มากินเนื้อกันเถอะ”
เด็กทั้งสามที่ยืนตัวลีบเล็กอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงชักชวนนี้ก็พากันเงยหน้าขึ้นแววตาเจิดจ้าระยิบระยับแต่ก็ยังไม่กล้าขยับเข้าไปเมื่อคนที่ชวนพวกเขาทั้งสามไม่ใช่พี่สาวจวี๋ฮุ่ย ดวงตากลมโตสามคู่จ้องมองยังจวี๋ฮุ่ยที่กำลังตะเกียบตัดเนื้อตุ๋นชิ้นโตมันย่อง เนื้อตุ๋นก้อนนี้ตุ๋นได้ดียิ่งนัก เพียงแค่ใช้ตะเกียบตัดเบาๆ เนื้อสีน้ำตาลชุ่มฉ่ำก็แยกออกจากกันราวตัดเต้าหู้
“จวี๋ฮุ่ยไม่ว่าพวกเ้าหรอก มากินด้วยกันเถอะ นางเตรียมถ้วยไว้เผื่อพวกเ้าแล้ว” โจวอี้พูด เด็กทั้งสามมองถ้วยใบเล็กสามใบที่ถูกวางเรียงไว้จริงๆ ก็ไม่รอช้า พากันพูดขอบคุณเสียงดังขึงขัง
“ขอบคุณพี่สาวจวี๋ฮุ่ย!”
เด็กน้อยทั้งสามพากันโค้งคำนับ ะโดึ๋งขึ้นนั่งบนเก้าอี้ กระตือรือร้นเป็อย่างยิ่ง
ในขณะที่เด็กๆ กำลังใช้มือคว้าเอาเนื้อตุ๋นเสียงเพียะผะก็ดังขึ้น เอ้อร์เกอสะดุ้งโหยงมองหลังมือที่ถูกตะเกียบตี หันมองจวี๋ฮุ่ย ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตากลั้นเสียงสะอื้นไห้เอาไว้
“ฮึก…”
“ตะเกียบ” จวี๋ฮุ่ยไม่อ่อนไหวต่อน้ำตา บุ้ยปากไปยังโจวอี้ที่ใช้ตะเกียบคีบเนื้อตุ๋นอย่างสุภาพเรียบร้อย เด็กทั้งสามเห็นโจวอี้เป็ตัวอย่างแล้วก็พากันหยิบตะเกียบ พยายามใช้กันอย่างเงอะงะเก้ๆ กังๆ
สำหรับขอทานน้อยแล้วไหนเลยจะสามารถใช้ตะเกียบได้อย่างคล่องแคล่ว ยามกินก็ต้องแย่งผู้อื่นการใช้มือเป็วิธีที่ง่ายดายและรวดเร็วที่สุด
เื่นี้จวี๋ฮุ่ยมีหรือที่จะไม่รู้ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่ขอทานน้อยแล้วเื่บางเื่จำต้องสอนอย่างเคร่งครัด ผู้ใดจะรู้ว่าในภายภาคหน้าเ้าเด็กๆ กลุ่มดาวเหม่าซิ่วอาจมีวาสนาเป็ใหญ่เป็โต ดังนั้นพวกเขาจะทำเหมือนที่เคยทำมาไม่ได้
สำหรับเนื้อที่เด็กทั้งสามได้เพียงแค่เห็นในระยะไกล ได้ลิ้มรสในความฝัน เมื่อของล้ำค่าอยู่ตรงหน้าก็ไม่ย่อท้อใช้มือหนีบตะเกียบ มือสั่นกึกๆ ทั้งหิวโหยทั้งตื่นเต้น
จดจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้กินอาหารที่ไม่เน่าเสียผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด ทั้งยังเป็เนื้อตุ๋นที่ได้แต่ลิ้มรสในความฝัน…
แต่ทว่าการใช้ตะเกียบใช่ว่าลองใช้ครั้งแรกแล้วจะประสบผลสำเร็จ โจวอี้ยังคงไม่แตะต้องเนื้อตุ๋น มองพวกเขาทั้งสามที่ร้อนใจใช้ตะเกียบจนตาแดงหน้าแดง มือสั่นสะท้าน สีหน้าคับข้องและความมุ่งมั่นของพวกเขาทำให้โจวอี้ถอนใจ เหลือบมองจวี๋ฮุ่ยที่นั่งเท้าคางมองพวกเขาพยายามใช้ตะเกียบอย่างนิ่งเฉย
เอ้อร์เกอที่โหยหาเนื้อตุ๋นมากกว่าผู้ใดเวลาผ่านไปเขาก็ยังใช้ตะเกียบไม่ได้เสียที ด้วยความร้อนใจและความเศร้านี้ทำให้น้ำตาของเขาหยดแหมะ ซานซานเห็นพี่รองร้องไห้นางก็น้ำตาไหลพรากเช่นกัน เวลานี้คงมีแต่ต้าเกอที่ยังคงมุ่งมั่น
แต่ยิ่งเวลาผ่านไปการใช้ตะเกียบคีบไม่ได้ก็ยิ่งทำให้ความมุ่งมั่นของเขาลดลง หันไปเห็นน้องทั้งสองน้ำตาหยดก็ยิ่งสูญเสียความมั่นใจ ในขณะที่ต้าเกอใกล้ร้องไห้ เนื้อตุ๋นที่ถูกตัดแบ่งก็ลอยเข้าชามของเขา
ไม่เพียงต้าเกอ ชามของเอ้อร์เกอและซานซานก็มีเนื้อตุ๋นวางอยู่เช่นกัน
“จวี๋ฮุ่ยพวกเรากินได้แล้วหรือไม่”
โจวอี้อ้อมแอ้มถาม ประหม่าและกังวลกลัวว่าจะถูกจวี๋ฮุ่ยตำหนิ เขาจึงไม่กล้าสู้หน้าสบตานางนัก
จวี๋ฮุ่ยกะพริบตามองโจวอี้ที่ใช้ตะเกียบคีบเนื้อตุ๋นแบ่งให้เด็กทั้งสามด้วยความจนใจ กวาดตามองคนในโต๊ะแล้วผงกหัวลง
“กินกันเถิด”
ในเมื่อขุนพลอสนีโจวอี้ทำถึงขั้นนี้แล้วหากนางบอกว่าไม่ได้ก็จะเป็การไม่ไว้หน้าเขาเกินไป...
จวี๋ฮุ่ยเป็เซียนมีกายทิพย์ไม่ดื่มกินก็อยู่ได้ดังนั้นนางจึงปล่อยให้เด็กๆ ทั้งสี่กินเนื้อตุ๋นไปพลางทำความสนิทสนมคุ้นเคยกันไปพลาง ส่วนนางก็ออกจากห้องถามอาการเ้าเสียวเสี่ยวน้องเล็กสุดในเวลานี้กับท่านหมอ
“เ้าเด็กน้อยนี่ยังเล็กนัก เพียงแค่โดนลมโดนฝน ต้องอากาศเย็นสักหน่อยก็ป่วยไข้แล้ว เจ็บป่วยั้แ่เล็กๆ เช่นนี้ทำให้พื้นฐานร่างกายไม่แข็งแรง โตขึ้นก็จะกลายเป็โรคเรื้อรัง เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ โชคร้ายเหลือเกิน”
จวี๋ฮุ่ยถอนใจ ทอดสายตามองเสียวเสี่ยวที่นอนหลับอยู่บนเตียง แม้จะสงสารแต่นี้คงเป็ด่านเคราะห์ที่เขาต้องเผชิญ
“นางหนูเ้ารับเลี้ยงเด็กๆ พวกนี้รึ”
“เป็เช่นนั้น”
จวี๋ฮุ่ยปิดประตูห้องของเสียวเสี่ยวปล่อยให้เขาพักผ่อน หันหน้าสนทนากับท่านหมอ ถามถึงเื่ที่สงสัย
“ท่านหมอ ก่อนที่ข้าจะเข้าเมืองมา เห็นว่าหมู่บ้านเล็กๆ บนเนิน มีบ้านผุพังหลังหนึ่งไม่รู้ว่ามีเ้าของหรือไม่”
“เป็บ้านร้างไร้เ้าของ ว่ากันว่ามีผีร้ายแม้แต่ขอทานคนเร่ร่อนก็ไม่กล้าเข้าไปพักอาศัย”
หลังจากพูดเื่ผีสางออกไปหมอเคราขาวก็คิดว่าสตรีแบบนางจะตื่นใจนหน้าถอดสี แต่กลับต้องผิดคาดเมื่อเห็นรอยยิ้มลี้ลับของนาง
จวี๋ฮุ่ยยิ้มเย็น
เ้าพวกผีสาง กล้าแย่งที่ซุกหัวนอนของขุนพลอสนีเชียวหรือ
ข้าจะไล่ออกไปให้หมด!
[1] หนึ่งชั่ง เท่ากับ 500 กรัม