บทที่ 28 บุกเบิกที่ดินยังไม่สู้ทำการค้า!
ผ้าแดงถูกเปิดออก เผยให้เห็นก้อนเงินเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ แต่ละก้อนหนักห้าตำลึง รวมแล้วมีกว่าสิบก้อน
ฮูหยินิ่จิบชาอึกหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า "โคมไฟน้ำแข็งทำได้ดีมาก ข้าเตรียมค่าแรงไว้สี่สิบตำลึงให้พวกเ้า และอีกยี่สิบตำลึงถือเป็การขอบคุณที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเพลิงไหม้ ไม่ต้องเกรงใจ รับไว้เถอะ นี่เป็สิ่งที่พวกเ้าสมควรได้รับ"
ไท่จี้จู่กับไท่จี้เย่ทั้งดีใจและตื่นเต้น รีบคำนับแสดงความขอบคุณทันที
ในที่สุดเมื่อไท่จี้จู่เดินไปรับถาดนั้น ฮูหยินิ่เห็นแขนเสื้อนวมที่ไหม้เกรียมของเขา ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะสั่งกับแม่นมข้างกายว่า "หาผ้าฝ้ายกับนุ่นมาให้พวกเขา เพื่อเย็บเสื้อนวม กางเกง และรองเท้าใหม่"
แม่นมรีบตอบรับทันที แต่ไม่คาดคิดว่าไท่จี้จู่จะร้องขออย่างหาได้ยากว่า "ขอบพระคุณในความกรุณาของฮูหยินขอรับ แต่พวกข้าพี่น้องขอความเมตตาได้หรือไม่"
"พวกข้าไม่อยากได้ผ้าฝ้ายกับสำลีใหม่ แต่หากในจวนมีพี่น้องคนงานที่มีเสื้อกางเกงเก่า ๆ ไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็กก็ได้ ท่านช่วยมอบให้พวกเราได้หรือไม่?"
"ครั้งนี้มีพี่น้องในตระกูลของเรามาช่วยหลายคน แต่เพราะเสื้อผ้าบางเกินไป พวกเขาจึงหนาวมาก บางคนอยากออกมาทำงาน แต่กลับไม่มีแม้แต่เสื้อผ้ากันหนาวจะใส่..."
ฮูหยินิ่เดิมทีคิดว่าไท่จี้จู่ไม่รู้จักพอ รังเกียจผ้าฝ้าย อยากได้ผ้าไหมผ้าแพร ไม่คาดคิดว่าเขากลับห่วงใยพี่น้องร่วมตระกูลที่มาช่วยงานด้วยกัน ขอแค่เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่บ่าวรับใช้ไม่ใช้แล้ว
ฮูหยินิ่รู้สึกว่าพี่น้องตระกูลไท่นั้นซื่อสัตย์และเรียบง่ายมากยิ่งกว่าเดิม นางจึงออกคำสั่งให้มอบฝ้ายใหม่และนุ่นให้เหมือนเดิม ส่วนทั้งจวนิ่ก็ให้บ่าวไพร่ช่วยกันค้นหาเสื้อผ้าเก่าออกมา
ผู้ดูแลิ่ก็ได้รับรางวัลสิบตำลึง ได้หน้าได้ตาต่อหน้าเ้านายเป็อย่างยิ่ง จึงยิ่งรู้สึกซาบซึ้งพี่น้องตระกูลไท่มากขึ้นไปอีก
เขาพาทั้งสองคนไปที่คลังเก็บของด้วยตัวเอง เพียงให้สินน้ำใจเล็กน้อย แม่นมที่ดูแลคลังก็หาผ้าฝ้ายเก่าแต่ยังดีมาให้ถึงเจ็ดแปดพับ สำลีเองก็จัดมาให้อีกยี่สิบชั่ง เมื่อรวมกับเสื้อผ้าเก่าที่ถูกรวบรวมมาจากหลายที่ ไท่จี้จู่กับไท่จี้เย่แทบอยากจะมีสักแปดมือเพราะถือไม่ไหว ดังนั้นผู้ดูแลิ่จึงไปหาเกวียนมาให้อีกคันหนึ่ง
หยางลี่ฮวาอุ้มบุตรสาวนั่งอยู่ในเกวียนเทียมม้า ถูกห้อมล้อมด้วยสิ่งของมากมาย เกวียนโคลงเคลงไปมานานพอสมควร นางจึงได้รู้สึกตัว
ไม่แปลกใจที่น้องสามหมกมุ่นกับการทำการค้าอยู่ทุกวัน ทำการค้าเป็ทางลัดไปสู่ความร่ำรวยจริง ๆ !
ของมากมายขนาดนี้ บวกกับเงินอีกหกสิบตำลึง หากทำไร่ไถนาคงต้องเหนื่อยตาย ดูแลนาชั้นดีถึงยี่สิบหมู่ และยังต้องอาศัยสภาพอากาศดีตลอดทั้งปีถึงจะหาเงินได้เท่านี้!
แต่ตอนนี้ แค่ทำงานยุ่งอยู่สามถึงห้าวัน ตีเคาะน้ำแข็งไม่กี่ก้อนก็ได้มาแล้ว…
จูจูตื่นเต้นะโขึ้นลงอยู่ในอ้อมกอดของมารดา พลางลูบกล่องขนมสองกล่องใหญ่ข้าง ๆ ไปมา นี่เป็ขนมที่ผู้ดูแลิ่ตั้งใจนำมาให้นางโดยเฉพาะ เป็ขนมอย่างดีสำหรับเลี้ยงแขก
"กลับบ้านจะเอาไปให้ท่านปู่กิน ให้พี่ชายกิน!"
"ให้ทั้งบ้านกิน!"
"ขนมหอมกรอบอร่อย!"
หยางลี่ฮวาถูกบุตรสาวเหยียบขาจนเจ็บ นางได้สติขึ้นมาแล้วรีบกำชับสามีและน้องชายสามี
"รางวัลยี่สิบตำลึงที่ฮูหยินิ่มอบให้ ให้เก็บแยกไว้ต่างหาก อย่าให้คนในตระกูลเห็น และจากค่าแรงสี่สิบตำลึงให้แอบเก็บไว้สิบตำลึง นอกจากคนในบ้านของเราก็ไม่ต้องบอกใคร"
ไท่จี้จู่ลังเลอยู่บ้าง แต่ไท่จี้เย่รีบตอบทันที "พี่สะใภ้พูดถูกแล้ว เงินรางวัลยี่สิบตำลึงนั้นเก็บไว้ให้จูจูเพื่อเตรียมสินเดิมตอนเติบใหญ่ ถ้าไม่ใช่เพราะจูจูฝันร้ายใ พวกเราก็คงไม่ได้ไปเดินที่สวน ถ้าไฟไหม้ขึ้นมา อย่าว่าแต่ได้รางวัล ค่าแรงก็คงไม่ได้!”
"เื่ค่าแรงไม่ควรบอกความจริงกับคนอื่น พรุ่งนี้ข้าจะไปคุยการค้ากับผู้ดูแลิ่ตามจวนต่าง ๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางจวนจะได้ค่าแรงน้อย ถ้าคนในตระกูลเอามาเปรียบเทียบกับความใจกว้างของตระกูลิ่ พวกเขาอาจจะคิดว่าบ้านเราแอบกอบโกยมากกว่า”
"ถึงตอนนั้นน้ำใจที่เคยช่วยเหลือพวกเขาก็จะหายไป กลายเป็สูญเสียความสนิทสนมที่เคยมีแทน นั่นไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง"
ไท่จี้จู่ฟังน้องชายพูดก็เห็นว่ามีเหตุผล จึงพูดว่า "ได้ ฟังพวกเ้าก็แล้วกัน แต่ต้องอธิบายให้ท่านพ่อเข้าใจด้วย!"
"แน่นอนอยู่แล้ว!" หยางลี่ฮวากอดบุตรสาว จูบแก้มอวบอ้วนของนาง รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
บุตรสาวช่างเป็ดวงดาวแห่งโชคลาภจริง ๆ !
มีนางอยู่ ไม่เพียงแค่ทุกอย่างในบ้านราบรื่น แม้แต่เคราะห์ร้ายก็ยังสามารถหลีกเลี่ยงได้!
ไม่นาน รถม้าก็มาถึงบ้านร้างทางตอนเหนือของเมือง
แม้ว่ากลางวันจะเหนื่อยมาก แต่ท่านผู้เฒ่าและทุกคนก็ไม่ได้นอน พวกเขากังวลว่าทางตระกูลิ่จะเป็อย่างไรบ้าง เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวนอกประตู ทุกคนต่างพากันเฮละโลออกไป
หลังจากส่งรถม้าตระกูลิ่กลับไปแล้ว ทุกคนต่างเบียดเสียดกันอยู่ในห้องโถง มองดูข้าวของที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก
จูจูไม่สนใจเื่พวกนั้น นางเดินดุ่ม ๆ ด้วยขาอวบอ้วนเข้าไปดึงมือพี่ชายทั้งหลาย "พี่ชาย ขนมอร่อย! อร่อยมาก!"
ท่านผู้เฒ่าไท่โบกมือ ไล่หลานชายทั้งหลายเข้าไปในห้อง "ไปอยู่เป็เพื่อนน้องสาวเ้า กินขนมกันเถิด อย่ามารบกวนพวกข้าคุยกัน"
ไท่หย่งอันรีบอุ้มน้องสาวทันที ไท่หย่งหนิงเดินตามไปติด ๆ ส่วนไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่เดิมทีก็ยังลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อได้อุ้มกล่องขนมและได้กลิ่นหอมหวาน ขาของพวกเขาก็ตัดสินใจเองโดยทันที...
ครึ่งชั่วยามผ่านไป ในห้องโถงเหลือเพียงบรรดาผู้ใหญ่ ไท่จี้เย่ก็เล่าเื่ราวทั้งหมดอย่างตื่นเต้นดีใจ ทำให้ทุกคนที่ฟังรู้สึกทั้งกังวลและยินดีไปพร้อมกัน
สุดท้ายไท่จี้เย่หยิบถุงผ้าใบหนึ่งออกมา ข้างในมีเหรียญทองแดงครึ่งหนึ่งและเหรียญเงินอีกครึ่งหนึ่ง แน่นอนว่าก็เพื่อความสะดวกในการแบ่งเงินให้ทุกคน จึงขอให้ผู้ดูแลิ่แลกเป็เหรียญเงินที่ฝ่ายบัญชีของตระกูลิ่โดยเฉพาะ
ดวงตาของทุกคนเป็ประกายขึ้นมา อดกลืนน้ำลายไม่ได้ เหนื่อยมาหลายวัน นิ้วมือแทบจะแข็งไปแล้วเพราะความหนาวก็เพื่อรอ่เวลานี้นี่เอง
ท่านผู้เฒ่าเรียกหยางลี่ฮวามาข้างหน้า บันทึกการทำงานของหลายวันมานี้และสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายทั้งหมดอยู่ในมือของนาง
หยางลี่ฮวาไม่รอช้า เปิดสมุดบัญชีแล้วเริ่มอธิบายอย่างรวดเร็ว ว่าใครทำงานกี่วัน ค่าแรงวันละเท่าไร รวมทั้งหมดเท่าไร ทุกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
เงินในถุงค่อย ๆ ลดลง ทุกคนต่างกำเงินหนักอึ้งไว้เต็มมือ ยิ้มจนตาหยี พากันชมไม่หยุดปาก
"ทุกปีในฤดูหนาวพวกเราต้องขดตัวอยู่ในบ้านทนหิว แต่ปีนี้โชคดีจริง ๆ แค่ขนก้อนน้ำแข็งไม่กี่ก้อนก็มีเงินค่าแรงให้แล้ว"
"ใช่แล้ว เป็บุญคุณของบ้านท่านอาหกทำให้พวกเรามีชีวิตที่ดีเช่นนี้"
"ใช่ ๆ ท่านอาหกทำการค้านี้ต่อเถิด พาพวกเราหากินไปด้วยกัน!"
ชายชราโบกมือ เป็สัญญาณให้ลูกสะใภ้คนโตคำนวณบัญชีต่อไป หยางลี่ฮวาหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกไปแล้ว สุดท้ายครอบครัวเหลือเงินแปดเก้าตำลึง
ทุกคนมองด้วยสายตาอิจฉา
ไท่ลิ่วเย่เห็นสีหน้าของทุกคนแล้ว จึงสูบกล้องยาสูบสองสามครั้งก่อนพูดว่า "การทำโคมน้ำแข็งนี้เป็การจัดการของบ้านข้า ไม่ว่าจะเป็การตัดน้ำแข็ง จ้างรถ ซื้อเชื้อเพลิงเทียนไข และจ้างคนงาน ต้นทุนไม่ใช่น้อยจริง ๆ แต่กำไรก็มากเช่นกัน”
"ถ้าพวกเ้ารู้สึกไม่สบายใจก็พูดออกมาได้ ต่อไปจะทำการค้านี้เองหรือจะกลับบ้านไปหลบหนาวก็ได้ บ้านข้าไม่ได้ขัดขวาง แต่ถ้าพวกเ้าอยากอยู่ต่อ ก็จะได้ค่าแรงและสวัสดิการเหมือนครั้งนี้ เ้าสามติดต่องานไว้มากมาย ยังต้องทำงานยุ่งอีกสิบกว่าวัน ข้าขอพูดตรง ๆ เอาไว้ตรงนี้ ถ้าพวกเ้าจะไป บ้านข้าก็ไม่ห้าม แต่ถ้าจะอยู่ก็ต้องทำงานให้ดี อย่าคิดนอกลู่นอกทาง ถ้าทำให้การค้านี้เสียหายพวกข้าไม่ยอมแน่"
ทุกคนมองเงินกองนั้นที่ต้องจ่ายเป็ต้นทุน ความอิจฉาในใจก็จมหายไป
ใน่ไม่กี่วันนี้พวกเขาตามไปทำงานด้วย จึงได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานมาบ้างแล้ว หากออกไปรับงานเองเป็อิสระก็น่าจะทำได้ไม่แย่เท่าไรนัก แต่ต้นทุนนี่มันกดดันคนจริง ๆ ถ้าหากลงเงินไปแล้วสุดท้ายขายไม่ออก สุดท้ายอาจต้องควักเงินค่าแรงที่เพิ่งได้มาจ่ายคืนทั้งหมดแทน…