Miracle Earth พิภพปาฏิหาริย์ : ปฐมบทแห่งราชันย์

    โนอาห์กับห้องสมุด

                ความรู้คือศาสตราวุธชั้นเลิศ

              และตอนนี้ศาสตราชั้นเลิศที่ว่ากำลังทำร้ายเขาอยู่

                “เยี่ยมจริงๆ...” โนอาห์ฝืนยิ้มอย่างถึงที่สุดมองไปรอบๆเพื่อดูให้แน่ชัดว่าตนอยู่ที่ไหนกันแน่ เสียแต่ว่ามองไปทางไหนก็เจอแต่ชั้นหนังสือเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ถึงจะพบผู้คนบ้างประปรายนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญในตอนนี้แต่อย่างใด

                ในตอนนี้ชายหนุ่มที่มีชื่อว่าโนอาห์กำลังเผชิญกับความจริงที่เจ้าตัวเองอยากจะหลีกหนีมันไปให้ไกลๆ โทษตัวเองในใจครามครันว่าไม่น่าพลั้งปากบอกกับสหายคนสำคัญไปว่าต้องการศึกษาเรื่องเวทมนตร์เพิ่มเติมเอามาใช้ในการสอบโดยเร็วที่สุด และทั้งนิกซ์กับอารันก็เป็นตัวตั้งตัวตีลากเขามายังห้องสมุดของโรงเรียนซึ่งเขาเองก็พยายามหาจังหวะมาใช้บริการอยู่เนืองๆ

                รู้อย่างนี้ไม่น่ามา

                พอเปิดประตูห้องสมุดเขาเองถึงกับตกตะลึงกับความใหญ่โตที่เกินกว่าจะเป็นเพียงแค่ห้องสมุดธรรมดา แต่ในวินาทีต่อมาเขาก็ต้องตื่นมาพบกับความเป็นจริงที่ว่าเพื่อนทั้งสองมันติดธุระอะไรบางอย่าง พอรู้ตัวอีกทีมันสองตัวก็จรลีโดยที่นิกซ์เองได้ขอโทษขอโพยเขาเต็มที่ แน่นอนว่าตอนนั้นเขาไม่ได้ว่าอะไร ยิ้มกระหย่องเดินเข้าไปในห้องสมุดอย่างลองดี

                โนอาห์ประเมินห้องสมุดเพียงแห่งเดียวในโรงเรียนต่ำเกินไป ยิ่งเดินไปเรื่อยๆยื่งเหมือนตกอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีทางออก ถึงจะเป็นการกล่าวจริงแต่สภาพสมองของเขาตอนนี้ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่านี้แหละคือความจริง จะทักนักเรียนที่มาใช้บริการเหมือนๆกันก็ไม่กล้านักเพราะแต่ละคนแผ่ออร่าบางๆสื่อได้ง่ายๆว่าไม่อยากยุ่งกับใคร ที่สำคัญเขาก็ไม่อยากจะก่อเรื่องหรือทักทายคนแปลกหน้าถ้าไม่จำเป็น

                โนอาห์คิดว่าความคิดดังกล่าวเป็นการหลอกตัวเอง

                “เห็นเจ้าอารันมันบอกว่าให้หาบรรณารักษ์แล้วอะไรๆมันจะง่ายขึ้น...แล้วเจ้าบรรณารักษ์ที่ว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหนล่ะโว้ย!!” ชายผมดำท่องจำคำพูดเพื่อนของเขาไปมาเพื่อเตือนสติตัวเอง ก่อนจะกุมขมับเผลอตะโกนมาชั่ววูบจนเป็นจุดสนใจชั่วครู่จนเขาก้มหัวขอโทษแทบไม่ทัน

                ตั้งแต่เดินมานอกจากนักเรียนแล้ว โนอาห์ยังไม่เจอผู้ใดที่มีท่าทางหรือพร้อมจะเสนอหน้ามาแนะนำตัวว่าเป็นบรรณารักษ์ซักคนเดียว แถมคาดว่าจะให้เดินสุ่มหาหนังสือที่ตรงตามความต้องการเวลาคงจะล่วงเลยจนไม่ต้องเป็นอันทำอะไรนอกจากเดินเล่นในห้องสมุด เผลอๆจะหาทางออกได้หรือเปล่าเขาเองก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำ

                “ก็ได้...แล้วแกจะได้รู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร เจ้าห้องสมุดบัดซบ...” โนอาห์ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกลับมายิ้มอีกครั้ง เดินลันล้าไปเรื่อยๆโดยไม่มีจุดหมายแน่ชัด สายตาสาดส่องไปตามชั้นหนังสือเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง

                เลือกหนังสือมันก็เลือกคู่ชีวิต

                พรหมลิขิตเท่านั้นที่จะชักนำพาคนและหนังสือให้มาพบเจอกันได้

                เขาคิดอย่างนั้น ไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าก่อนจะถึงเย็นหรือพระอาทิตย์ตกดินตัวเขาจะไม่เจอหนังสือที่ต้องการจะอ่านแม้เพียงเล่มเดียว แต่โนอาห์ก็ไม่ใช่คนสะเพร่าถึงขนาดจะหยิบหนังสืออะไรมาก็ได้ ทุกอย่างมันต้องผ่านการปรุงแต่งเป็นอย่างดีและประเมินโดยใช้สายตาของคนที่ไม่ค่อยจะรู้อะไรเลยอย่างเขา เนื่องจากครั้งนี้มันมีผลกับชะตาชีวิตของเขาโดยตรง ไม่มีอะไรมารับประกันว่าเขาจะสอบผ่านโดยใช้ความรู้ด้านเวทมนตร์ที่มีอยู่ตอนนี้

                ถ้าเป็นการประลองโดยใช้ทุกทักษะที่มีในตัว โนอาห์มั่นใจว่าตัวเขามีดีไม่แพ้ใคร แต่ถ้าตัดเรื่องวิชายุทธ์ออกไปสำหรับโลกใบนี้ตัวเขาไม่มีอะไรนอกจากบอลธาตุโง่ๆกับเวทมนตร์หลอกเด็กนิดๆหน่อยพอเอาตัวรอดได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การสอบที่ต้องมาเจอกับนักเวทย์มากฝีมือที่ได้รับการการันตีเป็นอย่างดีโดยสถาบันเวทมนตร์คาถาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในทวีป

                เหมือนเอาชาวบ้านจับกระบี่มาต่อกรกับปรมาจารย์กระบี่

                คนละเลเวลกันชัดๆ

                นั้นเองจึงเป็นสาเหตุหลักๆที่ตัวเขาต้องลำบากลำบนมาเดินวนเวียนในห้องสมุดรูปแบบเขาวงกต ทั้งที่ยังอดดีใจไม่ได้ที่เพื่อนๆของเขาอาสาเป็นมั่นเหมาะว่าจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่พอๆไปมาๆกลับกลายเป็นว่าเหลือเขาเพียงคนเดียว คำแนะนำสุดท้ายที่อารันทิ้งไว้มีก็เหมือนไม่มี ทำให้ตอนนี้เขาได้แต่เดินไปเรื่อยๆหวังว่าจะเจอหนังสือที่ต้องการ

                ถึงเขาจะไม่เคยมาห้องสมุดแห่งนี้มาก่อน แต่โนอาห์คิดว่าห้องสมุดที่ไหนๆมันก็เหมือนกัน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีบอกหมวดหมู่ชัดเจน ดังนั้นตอนแรกที่เขาคิดไว้ก็คือการไล่จากหมวดหมู่ที่สนใจเป็นอันดับแรก ซึ่งล้มเหลวไม่มีชิ้นดีเพราะไม่เจอป้ายใดๆที่จะบอกเขาได้เลยว่ากำลังเดินอยู่ในหมวดไหน เพราะหมวดหมู่ที่จริงแล้วถูกแบ่งเอาไว้เป็นชั้นๆ ไม่แปลกที่คนมาครั้งแรกโดยไม่มีคนนำทางจะไม่รู้

                หลังจากจะถอดใจเดินไปถามใครซักคนโดยไม่สนอะไรใดๆว่าตนจะพบเจอกับอะไร นัยต์ตาสีดำก็ตวัดมองไปที่หนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่ตรงหลืบของชั้นหนังสือ แวบแรกที่เขามองมันรู้สึกได้ในทันทีว่าเจ้านี่คือเนื้อคู่ที่เขาตามหา เซนส์ของโนอาห์ไม่เคยผิดพลาด แม้ภายนอกจะดูเหมือนหนังสือปกหนังทั่วๆไปแต่แท้จริงมันวิเศษกว่านั้นมากนัก

                หนังสือเล่มนี้ไม่มีชื่อบนสันปก

                เพราะเหตุนี้มันจึงเป็นสนใจมากพอที่ทำให้เป็นจุดเด่นได้ง่ายๆในเมื่อหนังสือเล่มอื่นๆต่างมีชื่อบนสันกันทั้งนั้น โนอาห์มองซ้ายมองขวาก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มนั้นลงมาจากชั้น ใช้สองมือพลิกหน้าหลังไปมาตรวจดูสภาพอีกทีว่าสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อมองดูดีๆแทนที่จะเรียกว่าหนังสือสมควรจะเรียกว่าสมุดบันทึกจะถูกกว่า ถึงความหนามันจะมากกว่าสมุดบันทึกทั่วไปแต่ก็ไม่มีส่วนไหนที่บ่งบอกว่าเจ้านี่เป็นหนังสือเลยซักนิด

                ก็ขนาดชื่อบนปกหน้ายังไม่มี ส่วนปกหลังเองยิ่งโล่งกันไปใหญ่

                โนอาห์ยิ้มน้อยๆพึงพอพอใจหนังสือในมือของตน สูดลมหายใจลึกๆก่อนจะเปิดอ่านมันซะตรงนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าข้างในจะเขียนอะไรไว้กันแน่ เพราะถ้าสังเกตจากหนังสือเล่มอื่นๆในบริเวณนี้ล้วนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แทบทั้งสิ้น ถึงแม้มันอาจจะไม่เป็นที่ต้องการสำหรับเขาในตอนนี้ แต่จิตใต้สำนึกภายในใจมันก็ยั่วเย้าให้เปิดดูเสียเหลือเกินว่าหนังสือเล่มนี้มันเกี่ยวกับอะไร

                “7 จ้าวมนตรา...อะไรล่ะเนี้ย นิยายหรอกเหรอ” โนอาห์พึมพำชื่อบนปกในเบาๆ ทักษะการอ่านภาษาพื้นฐานในโลกนี้ของเขาเยี่ยมยอดพอๆกับการพูด ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดก็ตาม แต่ถ้ามันทำให้เขาสามารถติดต่อผู้อื่นได้ก็ถือว่าคุ้มค่า ดังนั้นถ้าไม่ใช่ภาษาโบราณที่เก่าแก่เกินไป ตัวเขาเชื่อว่าสามารถอ่านออกทั้งหมดเฉกเช่นคนทั่วไปในโลกแห่งนี้

                เปิดมาหน้าแรกก็พบกับชื่อที่คาดว่าน่าจะเป็นชื่อหนังสือซึ่งดูยังไงก็ไม่น่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้างซักเท่าไหร่ แต่โดยสันดานของโนอาห์แล้วชื่นชอบเรื่องสนุกยิ่งกว่าอะไร ขอแค่ไม่วุ่นวายเป็นอันใช้ได้ ดังนั้นการอ่านนิยายฆ่าเวลาซักเล่มเป็นของตอบแทนสำหรับการเดินทางอันแสนยาวนานในห้องสมุดนี้ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่น้อย

                “หนังสือที่เจ้ากำลังถืออยู่ไม่ใช่นิยายหรือตำนานแต่อย่างใด สบายใจได้” เสียงปริศนาดังขึ้นจากข้างหลัง โนอาห์กันกลับไปมองด้วยความรวดเร็วในใจตื่นตระหนกสุดขีดว่าใครกันที่ลอบเข้ามาข้างหลังเข้าได้โดยที่เขาเองยังไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย และนั้นเองทำให้นัยต์ตาของชายหนุ่มเบิกกว้าง

                “ไหงเจ้าทำหน้าเหมือนลืมกินข้าวเช้าอย่างนั้นล่ะ อ้อ!!...ลืมแนะนำตัวไปเลย ข้าชื่อ มาริน เป็นบรรณารักษ์ของที่นี้ ถ้าเจ้าอยากรู้เรื่องราวในหนังสือเล่มนั้นมากกว่านั้นข้าเล่าให้ฟังได้นะ มันคงมีประโยชน์สำหรับเจ้าไม่มากก็น้อยเลยล่ะ” ชายหนุ่มผมยาวสีขาวปล่อยไว้ถึงกลางหลังทักทายเขามาด้วยสีหน้าอารมณ์ดีและน้ำเสียงที่ร่าเริงเป็นอย่างยิ่ง

                ในที่สุดโนอาห์ก็เจอสิ่งที่ตามหาซะที

                ถึงกระนั้นโนอาห์เองก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเผลอต่อยบรรณารักษ์จะโดนลงโทษอะไรหรือเปล่า

                โผล่มาซะป่านนี้ทำไมไม่มาตอนที่จะออกไปเลยล่ะ!!

     

     

                “ตกลงว่า 7 จ้าวมนตราที่ว่านี้มันคืออะไรกันแน่?”

              โนอาห์เลิกคิ้วถามบรรณารักษ์ที่ชื่อมารินบนโต๊ะในห้องสมุดตัวหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะลับตาผู้คนพอสมควร เพราะเขายังไม่เห็นใครเดินผ่านมาทางนี้เลยซักคนเดียว ถึงจะสงสัยอยู่หน่อยๆว่าบรรณารักษ์ของโรงเรียนนี้รับอาชีพเสริมเป็นนักเล่านิทานตั้งแต่ตอนไหนก็ตาม แต่ในเมื่อชายตรงหน้าเล่นเสนอตัวมาแล้วเขาก็พร้อมจะสนองโดยการรับฟัง ยังไงก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว

                อีกทั้งสัญชาติญาณในกายของเขามันร้องเตือนว่าชายตรงนี้มีอะไรบางอย่างที่แปลกๆ

                บางทีวันนี้เขาอาจจะโชคดีมากกว่าที่คิด

                “ดูท่าเจ้าจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ...” มารินอมยิ้ม “ถ้าเจ้าเอาชื่อนี้ไปถามใครก็ได้ในไอช่า คนเหล่านั้นต่างรู้จักนามนี้เป็นอย่างดี 7 จ้าวมนตราที่จริงก็เป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มคน เหล่าจอมเวทที่ทรงอำนาจ 7 คนในทวีปไอช่า ว่ากันว่าเพียงคนเดียวก็สามารถทำให้เมืองๆหนึ่งล่มสลายไปได้ในพริบตาเลยทีเดียว” มารินเล่าไปยิ้มไปชวนให้โนอาห์คิดว่าช่างเหมือนกับใครบางคนเหลือเกิน ติดที่ว่าวาทะศิลป์ของมารินอาจจะร้ายกาจกว่าอารันเสียอีก

                “ฟังดูสุดยอดไปเลยแฮะ...แต่เดี๋ยวสิ ทำไมถึงมี 7 คนล่ะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไอช่ามีจอมเวทระดับนี้แค่นี้เหรอไงกัน” คำพูดที่ถ้าเขาไปบอกใครต่อใครในโรงเรียนอาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ทันทีถูกเอ่ยออกมาจากปากของโนอาห์หน้าตาเฉย มารินหัวเราะเบาๆให้กับประโยคนั้นเห็นเรื่องขบขันไม่ใช่น้อย

                “ย้อนไปเมื่อราวๆ หลายพันปีก่อน ยุคสมัยที่ไอช่ายังไม่เป็นปึกแผ่นดังเช่นตอนนี้ ปฐมจักรพรรดิได้รวบรวมแผ่นดินทั้งหมดเป็นปึกแผ่น โดยทั้งหมดนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่มีจอมเวททั้ง 7 คน  ซึ่งต่อมาก็เรียกกันว่า 7 จ้าวมนตรานั้นแหละ ด้วยกลุ่มคนเหล่านี้ทำให้อาณาจักรอื่นๆต่างยอมศิโรราบ ราชวงศ์คัลเดียถูกก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกและยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงจอมเวททั้ง 7 ได้แยกย้ายหายไปคนละทิศละทาง” ชายผมยาวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทางด้านคนฟังก็ปฏิบัติตนเป็นคนฟังที่ดี ก่อนที่จะเหลือบมองหนังสือที่วางอยู่ข้างหน้าด้วยแววคาดเดาได้ยาก

                “ถ้างั้นหนังสือเล่มนี้?...” ความฝันน้อยๆเริ่มก่อตัวขึ้นในห้วงความคิดของชายหนุ่มช้าๆ แต่แล้วก็ต้องพังมลายสิ้นเพียงแค่บรรณารักษ์หนุ่มขยับปาก

                “ขอแสดงความเสียใจล่วงหน้าที่มันคงจะไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด มันก็แค่บันทึกในสมัยนั้นเกี่ยวกับจ้าวมนตราทั้ง 7 ที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่าหนังสือทำนองนี้มีเกลื่อนกลาดหาได้ไม่ยาก แต่เจ้าเองก็คงรู้ว่าเล่มที่เจ้าถืออยู่มันมีอะไรที่พิเศษกว่าหนังสือทั่วๆไป” มารินทอดมองไปยังหนังสือปกหนังที่ดูราวกับบันทึก โนอาห์ลองเปิดดูคร่าวๆก็พบว่าเป็นไปตามนั้นจริงๆ

                ก็หลงนึกว่าจะเป็นหนังสือรวมเวทมนตร์ระดับสุดยอดซะอีก

                แต่บางทีแบบนี้อาจจะโอเคกว่าที่คิด

                “แล้ว 7 จ้าวมนตราอะไรนี้แยกย้ายกันไปไหนบ้างล่ะนั้น? พวกนี้นี่น้า...น่าจะเป็นเพื่อนกันแท้ๆ เกาะกลุ่มกันไว้มันจะดีกว่าไม่ใช่เร้อ” โนอาห์บ่นอุบอิบในขณะที่มารินกระพริบตาปริบๆให้กับคำพูดของชายหนุ่มผมดำที่ดูจะไม่เกรงกลัวเลยซักนิดว่าจะไปกระทบใครเขา ชายผมยาวโคลงหัวแล้วยิ้มไปมาก่อนจะตอบด้วยความอารมณ์ดีว่า

                “หนึ่งในนั้นเจ้าคงรู้จักเป็นอย่างดี” คำตอบที่ถึงกับทำให้โนอาห์ตาแทบถลน

                “มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า 7 จ้าวมนตราแท้จริงแล้วอยู่ที่ไหนกันแน่ บ้างก็เสียชีวิต บ้างก็ว่าเก็บตัวฝึกวิชา บ้างก็ว่าเดินทางไปยังโลกอื่น” น้ำเสียงร่าเริงที่ชวนให้รู้สึกสนุกแต่กลับไม่ทำให้โนอาห์รู้สึกแบบนั้นไปด้วย ตัวเขาแอบสะดุ้งเล็กๆเมื่อมารินพูดถึงประโยคสุดท้าย

                “แต่เป็นที่ยืนยันว่าหนึ่งในนั้นดันเลือกที่จะไม่ไปไหน อยู่ในเมืองหลวงอัลเทร่าที่สร้างขึ้นโดยปฐมจักรพรรดิ และก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมา” มารินพูดยิ้มๆ

                “อย่าบอกนะว่า...” ชายผมดำยิ้มแหยๆเมื่อพบว่าบุคคลในตำนานเหล่านั้นอยู่ใกล้ตัวเขากว่าที่คิด แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกเพราะใช่ว่าคนๆนั้นจะเผยตัวออกมาให้เห็นซักครั้งเดียว รวมถึงเรื่องราวนี้แม้จะไม่ใช่ความลับแต่มันก็เป็นหนึ่งในความรู้พื้นฐานที่คนทุกคนในทวีปไอช่าต้องรู้ ถ้าจะไม่รู้ก็คงแค่คนที่มาจากต่างโลกอย่างเขา

                “ถูกต้อง หนึ่งในจ้าวมนตราชื่อว่าเมอร์ลินได้ก่อตั้งโรงเรียนอวาลอนขึ้นมา รวมถึงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสูงสุดของจักรพรรดิของราชวงศ์คัลเดียทุกรุ่น ถึงอย่างนั้นก็มีน้อยคนนักที่จะได้พบเจอเมอร์ลิน ว่ากันว่าอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี้จะปรากฏตัวก็ต่อเมื่อไอช่าเผชิญหน้ากับภัยพิบัติขั้นร้ายแรงหรือเหตุการณ์ที่ทนอยู่เฉยไม่ได้เท่านั้น” มารินพูดไปยิ้มไป

                อย่างน้อยอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนี้ก็น่าจะมีตัวตนอยู่สินะ

                “ช่วยได้มากเลยล่ะคุณบรรณารักษ์ ถึงจะฟังดูแปลกๆไปหน่อยก็เถอะ แต่นี้เป็นข้อมูลใหม่สำหรับฉันเลยนะเอ้อ!! ขอบคุณจริงๆ” โนอาห์ก้มหัวขอบคุณตามมารยาทด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หวนนึกในใจว่ามีเรื่องไปคุยข่มเจ้าคนที่เหมือนจะรู้ไปซะทุกเรื่องได้ทั้งที แถมข้อมูลพวกนี้บางทีอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อาจจะทำให้เขากลับไปโลกเดิมหรือสาเหตุที่พาเขามายังโลกใบนี้ก็เป็นได้

                ถ้าตำนานเป็นเรื่องจริง 7 จ้าวมนตรามีฝีมือในระดับนั้นจริงๆ

                เขาอาจจะได้รู้อะไรมากกว่านี้

                “เร็วไปที่เจ้าจะกล่าวคำนั้นออกมา เพราะข้าเองยังมีอีกหลายๆเรื่องที่คาดว่าคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับเจ้าพอดูเลยล่ะ และหลายๆคนก็ใช่ว่าจะล่วงรู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้เสียด้วยสิ” น้ำเสียงร่าเริงชวนให้เป็นมิตรดังออกมาจากปายชายผมยาวที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์ได้ดีเยี่ยมในสายตาของโนอาห์

                บุคลากรในโรงเรียนนี้มีแต่พวกแปลกๆพอๆกับตัวโรงเรียนเลย!!

                ตั้งแต่ภารโรงยันบรรณารักษ์ก็เป็นเหมือนกันหมด

                บรรณารักษ์อะไรมาคุยจ้อกับนักเรียนแทนที่จะไปดูแลหนังสือ

                “ไหนลองว่ามาซิ...ฉันเชื่อว่านายไม่ได้โกหก แถมยังไงตอนนี้ฉันก็ว่างจนกว่าจะถึงเย็น มีอะไรเชิญใส่มาให้เต็มที่ได้เลย” โนอาห์ยิ้มรับคำพูดนั้นของมาริน ตัวเขารู้ได้โดยทันทีว่ามารินพูดเรื่องจริงทั้งหมดตั้งแต่ที่เริ่มบทสนทนาโดยการจับจ้องปฏิกิริยาและแววตาตลอดไปถึงสีหน้า ประสบการณ์ในยุทธภพหลายปีไม่เคยทำให้เขาเสียใจ อย่างน้อยที่สุดเขาก็รู้ได้โดยอัติโนมัติว่าใครพูดความจริงใครพูดโกหก

                “ถ้างั้นข้าก็คงจะไม่ต้องเกรงใจ” มารินจ้องมองมาที่ดวงตาของเขานิ่ง

                “ถ้าเกรงใจฉันคงลำบากแย่” โนอาห์พูดกลั้วหัวเราะ

                “โรงเรียนนี้ไม่ได้มีอาจารย์ใหญ่เพียงแค่เมอร์ลินคนเดียวหรอกนะ”

                คำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มของมารินที่แทบจะทำให้เขาพลัดตกเก้าอี้

                

    นิยายแนะนำ