บรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลหลินที่เคยเงียบเหงา กลับพุ่งพล่านด้วยความตื่นตระหนกเมื่อรถยนต์คันหรูสีดำสนิทจอดลงหน้าบ้าน มู่เฉิง ก้าวลงมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม ในมือเขายังคงถือปิ่นปักผมไม้ราคาถูกซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ประธานผู้ทรงอิทธิพลอย่างสิ้นเชิง
เขาสั่งให้คนเปิดประตูและเดินตรงเข้าไปในห้องโถงทันที โดยมี แม่เลี้ยงเฉิน และ หลินอวี่ ที่กำลังนั่งจิบชาหรูหรา รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับด้วยความประหลาดใจ
"ตายแล้ว! ท่านประธานมู่เฉิง... ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่คะเนี่ย" แม่เลี้ยงเฉินฉีกยิ้มกว้างจนเห็นตีนกา รีบส่งสัญญาณให้หลินอวี่จัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้ดูดีที่สุด
"ผมมาตามหาเ้าของปิ่นชิ้นนี้" มู่เฉิงวางปิ่นไม้ลงบนโต๊ะเสียงดัง ปึก ดวงตาคมกริบจ้องมองปฏิกิริยาของทั้งสอง "มันเป็ของลูกสาวบ้านนี้ใช่ไหม? ผมมีเื่สำคัญที่ต้องคุยกับเธอ"
หน้ากากของคนใจร้าย
เมื่อเห็นปิ่นไม้ที่คุ้นตา ทั้งแม่เลี้ยงและหลินอวี่ต่างชะงักไปครู่หนึ่ง พวกนางจำได้ทันทีว่ามันเป็ของนังลูกเมียน้อยที่พวกนางเพิ่งขับไล่ออกไป ความริษยาแล่นริ้วขึ้นมาในอกทันที 'นังคนใช้นั่นไปทำท่าไหนถึงให้ประธานมู่ตามหาถึงบ้าน!'
"เอ่อ... ปิ่นชิ้นนี้เหรอคะ?" แม่เลี้ยงเฉินแสร้งบีบน้ำตา ทำท่าทางสลดใจอย่างรวดเร็ว "โถ่ ท่านประธานคะ ถ้าท่านหมายถึงลูกสาวคนโตของบ้านนี้... อย่าไปพูดถึงนังลูกเนรคุณคนนั้นเลยค่ะ มันทำเื่งามหน้า ท้องไม่มีพ่อจนคุณพี่ (หลินเจิ้ง) ทนไม่ไหว ต้องไล่ออกจากบ้านไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองค่ะ"
หลินอวี่รีบเสริมพร้อมทำหน้าซื่อตาใส "ใช่ค่ะพี่มู่เฉิง พี่สาวคนนั้นเธอ... เธอใจแตกน่ะค่ะ แอบไปมีอะไรกับกุ๊ยข้างถนนจนท้อง แล้วก็ขโมยเงินที่บ้านหนีตามผู้ชายไปแล้ว พวกเราเสียใจมากเลยค่ะที่คนในตระกูลหลินทำให้ท่านประธานต้องขุ่นเคืองใจ"
มู่เฉิงขมวดคิ้วแน่น หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะ 'ท้องไม่มีพ่อ? หนีตามผู้ชาย?' ข้อมูลนี้มันดูรุนแรงและโหดร้าย แต่มันกลับทำให้เขานึกถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเสี่ยวเป่าขึ้นมาอย่างประหลาด... 'หรือว่าเด็กคนนั้นจะเป็...' เขาพยายามสลัดความคิดที่ดูเหลือเชื่อนั้นทิ้งไปก่อน
"แล้วพวกคุณไม่รู้เลยเหรอว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?" เสียงของมู่เฉิงเย็นเฉียบจนน้ำในถ้วยชาแทบจะกลายเป็น้ำแข็ง
"ไม่ทราบเลยค่ะ ท่านประธานอย่าไปเสียเวลาตามหาคนชั้นต่ำแบบนั้นเลยนะคะ" แม่เลี้ยงเฉินขยับเข้าไปใกล้พลางดันหลังหลินอวี่ให้มาอยู่ตรงหน้ามู่เฉิง "ดูนี่สิคะ หลินอวี่ลูกสาวคนเล็กของดิฉัน เพิ่งเรียนจบมาอย่างดี ทั้งสวยและมารยาทงาม ถ้าท่านประธานอยากจะหาใครสักคนเคียงข้าง หรืออยากจะทำความรู้จักกับคนตระกูลหลินจริงๆ... หลินอวี่น่าจะเหมาะสมกว่านังลูกสำส่อนนั่นเป็ไหนๆ นะคะ"
ความรังเกียจที่ไม่อาจซ่อน
หลินอวี่แสร้งทำเป็ขัดเขิน เธอพยายามขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม "พี่มู่เฉิงคะ ถ้าพี่อยากให้อวี่เอ๋อร์ไปช่วยงานที่บริษัท หรืออยากให้อวี่เอ๋อร์ดูแลเื่อะไร... บอกได้เลยนะคะ"
มู่เฉิงมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียน รังสีความโลภที่แผ่ออกมาจากสองแม่ลูกนี้ทำให้เขาอยากจะเดินออกไปทันที เขาเป็ผู้นำที่มองคนขาด มีหรือจะดูไม่ออกว่าพวกนางกำลังพยายามป้ายสีคนที่หายตัวไปเพื่อชูตัวเองขึ้นมา
"ผมมาที่นี่เพื่อตามหา 'คนสำคัญ' ไม่ได้มาเพื่อดูตัวผู้หญิงคนไหน" มู่เฉิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีอำนาจกดข่มจนหลินอวี่ถึงกับก้าวถอยหลัง
"ในเมื่อพวกคุณบอกว่าเธอหนีไปแล้ว... งั้นผมก็ไม่มีธุระอะไรที่นี่อีก" มู่เฉิงหยิบปิ่นไม้กลับมา "แต่จำไว้เถอะ ถ้าผมรู้ว่าพวกคุณปิดบังอะไรบางอย่าง หรือเื่ที่พูดมาเป็เื่โกหก... ผมจะทำให้ตระกูลหลินรู้ว่า การเล่นตลกกับความรู้สึกของคนตระกูลมู่ ผลลัพธ์มันจะเป็ยังไง!"
เงาแห่งความสงสัยที่เริ่มก่อตัว
มู่เฉิงกลับมานั่งในรถด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นยิ่งกว่าเดิม "เลขาฉิน..."
"ครับท่านประธาน?"
"ฉันไม่เชื่อที่ยัยสองแม่ลูกนั่นพูด... ข้อมูลมันขัดแย้งกันเกินไป" เขาพึมพำพลางมองดูปิ่นไม้ในมือ "พวกนางบอกว่าเธอท้องไม่มีพ่อ... แล้วเด็กหญิงที่ฉันเจอที่ร้านขนมนั่นล่ะ? เด็กคนนั้นอายุราวๆ 5 ขวบพอดี ระยะเวลามันตรงกับเหตุการณ์คืนนั้นอย่างน่าประหลาด"
มู่เฉิงใจสั่นสะท้านไปทั้งตัวเมื่อคิดถึงความเป็ไปได้นั้น 'หรือว่าเสี่ยวเป่า... จะเป็ลูกของฉัน?' "ไปที่ร้านขนมหวานนั่นอีกครั้ง!" มู่เฉิงสั่งเสียงเฉียบขาด "คราวนี้ฉันจะไม่ถามหาแค่ขนม แต่ฉันจะขอดูประวัติเ้าของบ้านคนใหม่ และฉันต้องเห็นหน้า 'แม่' ของเด็กคนนั้นให้ชัดกับตาตัวเอง!"