เราล่องเรืออยู่นานถึง 7 วัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองกำแพงเพชร
“ถึงแล้วขอรับนายน้อย เราจะเข้าไปพักในเมืองกันก่อน”ผา พยุงผมขึ้นจากเรือ บนท่าเรือมีผู้คนมากมาย กำลังขนของขึ้นจากเรือ บางคนก็กำลังขนข้าวของลงเรือ การค้าขายที่นี้เต็มไปด้วยความีชีวิตชีวา เราเดินตรงเข้าไปในเมืองทันทีที่ออกจากท่าเรือ
ตอนนี้อาการของผมดีขึ้นมาก ร่างกายก็ไม่เ็ป ตรงไหนอีก แต่ยังมีอาการไออยู่ น่าจะเป็เพราะอยู่บนเรือมาหลายวันสูดเอากากาศชื้นเข้าไปทำให้ไม่สบายตัว ในเมืองกำแพงมีสภาพไม่ต่างจากหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ บ้านเรือนทำด้วยไม้เป็หลัก ถนนหนทางเป็ทางลูกรัง ท่าเรือเมืองกำแพงทำจากไม้ ส่วนที่ผุพักก็มีให้เห็น ส่วนที่ทำขึ้นใหม่ก็มี นี่แสดงให้เห็นว่าท่าเรือถูกบำรุงรักษาอยู่เห็นประจำ
“ผาพานายน้อยไปหลบอยู่ที่วัดพระบางก่อน ฉันจะไปส่งข่าวที่เรือนพระยาเกิด”พี่แผนเอ่ยขึ้น แล้วแยกตัวออกไป เราเดินเข้าไปหลบแดดในวัด
"พี่ผาทำไมเราไม่ไปหาท่านพ่อเลยละจอรับ"
"ไม่ได้ขอรับ นักฆ่าพวกนั้นต้องจับตาดูนายท่านเอาไว้แล้วแน่ๆ มันไม่ปลอดภัย"ผาบอกเหตุผลด้วยท่าทีจริงจัง ช่างเป็คนที่รอบคอบจริงๆ สมกับเป็มือดีของพระยาเกิด
"อืม ฉันเข้าใจแล้ว"ผมพยักหน้าแล้วไม่ถามอะไรต่อ เพราะตอนนี้ยังไม่เขาใจสถานการณ์อะไรนัก รู้แค่ว่าเมื่อเราหนีมาถึงนี่ได้ เื่ต่อจากนี้ ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องห่วง
เราสองคนรออยู่ในวัดเงียบๆ สายตาของภูผามองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง ไม่นานพี่แผนก็กลับมาพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่ง มีชายร่างสูงใหญ่ใหล่หนา หน้าตาดุดัน เดินนำกลุ่มคนผ่านประตูวัดเข้ามา ผมรู้สึกคุ้นเคยอยู่มาก ในความทรงจำเก่าๆอันเลือนลาง คน คนนี้คือ พระยาเกิด บิดาเ้าของร่างเดิมแน่ๆ แต่ความรู้สึกคุ้นเคยมีไม่มากนัก
“ทำไมเราถึงหน้าตาดีกว่าพระยาเกิดนะ หรือจะได้เชื้อแม่มาเยอะ”ผมติดอะไรเรื่อยเปื่อย เสียสมาธิไปเล็กน้อย
“เพชร!ลูกพ่อ ดีจริงๆ ที่ลูกไม่เป็ไร"พระยาเกิด สวมกอดผมไว้แน่น น้ำเสียงสั่นเครือ ผมััได้ถึงความรักจากบิดา จนแทบจะหายใจไม่ออก
“ท่านพ่อ ปล่อยก่อน ข้าหายใจไม่ออก.."ผมพูดเสียงขาดๆหายๆเพราะหายใจไม่ออกจริงๆ
"โอ้ว พ่อตื่นเต้นไปหน่อย ดีใจมากที่ลูกปลอดภัย"
"ข้าปลอดภัยดีขอรับ แต่ ท่านแม่..”พูดไม่ทันจบประโยคดี น้ำตาผมไหลออกมาเอง ความรู้สึกเสียใจถาโถมเข้ามาอย่างน่าประหลาด มันคงเป็ความผูกพันของร่างนี้กับผู้เป็มารดาสินะ ร่างกายมันเป็ไปเองแบบนี้ผมจะทำอะไรได้ นอกจากร้องไห้เงียบๆ
“อืมไม่เป็ไร ไม่เป็ไรนะลูก ถึงแม่จะไม่อยู่แล้ว แต่เราต้องอยู่ต่อไป พ่อสัญญาจะส่งคนพวกนั้นไปลงนรกให้หมด”ฟังจากน้ำเสียง บิดาคงเสียใจไม่น้อย
“พ่อรู้หรือขอรับ ว่าคนพวกนั้นเป็ใคร”ที่ถาม เพราะผมยากรู้จริงๆ ถ้ามีโอกาศ ผมจะตอบแทนคนพวกนี้ให้สาสม ถึงตอนนี้ตนจะยังไม่มีกำลังพอ แต่แค้นที่ฆ่ามารดา จะต้องสะสางในสักวัน
“คนของพระยาพรหม”บิดาตอบออกมาทันที แสดงว่ามั่นใจมาก
“ลูกจะจำเอาไว้ขอรับ” ผมปาดน้ำตาออก ใจคิดจะทำอย่างที่พูดจริงๆ สักวันคนพวกนั้นต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป
“เรากลับกันก่อน พ่อเตรียมเรือนเอาไว้ให้ลูกแล้ว” ขุนเกิดที่ตอนนี้รับตำแหน่งพระยากำแพงเพชร เดินจูงลูกชายกลับเรือนทันที
นอกกำแพงเมือง มีเรือนไทยหลังใหญ่ตั้งอยู่นที่ดินติดแม่น้ำ เรือนมีรั้วรอบขอบชิด ภายในมีเรือนเล็กล้อมเรือนใหญ่อยู่ 4 หลัง หลังเรือนเล็กเป็เรือนคนใช้กับห้องครัว หลังจากพระยาเกิดพาผมเข้าแรือนแล้วก็กลับออกไป แน่นอนว่าเ้าเมืองใหม่มีงานราชการที่ต้องจัดการมากมาย ให้กลับไปดูแล
ผมพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนเงียบๆหลายวัน ได้เจอบิดาแค่ 3 ครั้ง ได้ยินว่าพระยาเกิดเข้าเมืองกำแพงทุกวันเพื่อทำหน้าที่ พระยากำแพงเพชร งานของพระยาท่าจะยุ่งมากทำให้เราไม่ค่อยได้พบหน้ากันดังที่ควรจะเป็
อาการของผมดีวันดีคืน ยาต้มในยุคนี้ได้ผลดีไม่น้อย เสียดาย มันกินยากไปหน่อย มีรสเดียวที่รับรู้ได้คือ ขม
“ผา เห็นท่านพ่อบ้างหรือเปล่า”
“ท่านพระยา ออกไปั้แ่ไก่โห่แล้วขอรับ”
“ออกั้แ่ไก่โห่ทุกวันเลยเหรอ”
“ขอรับ กลับมาก็มืด นายน้อยนอนหลับไปแล้วขอรับ”
“อ่า ดูท่างานเยอะ”
"นายน้อยหิวหรือยังขอรับ ข้าจะให้เด็กยกสัมรับมาให้"
“กินหน่อยก็ดี แต่ตอนนี้ยากแปรงฟันมากกว่า”
“แปรงฟัน!หรือ รอประเดี๋ยวขอรับ” ผาวิ่งลงเรือนไปทันที มีบ่าวรับใช้แบบนี้ก็สะดวกไม่น้อย
ผมยืนมองจากบนระเบียงเรือน เห็นผู้คนเดินไปมาทำกิจการงานของตัวเอง ผาวิ่งผ่านทุกคนไปไม่นานก็ออกจากเขตเรือนหลัก ไปถึงหน้าเรือนเล็ก ผมเห็นบ่าวหญิงออกมาหาภูผา ทั้งสองคุยกันอยู่สองสามคำทางนั้นก็ยื่นบางอย่างให้เขา
ผมอยู่ในยุคนี้มา 10 วันแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ใน่เวลาใด สถานที่จะเป็เมืองกำแพงเพชรที่เคยรู้จักจริงหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ มีสิ่งเดียวที่มั่นใจได้คือ ที่นี่ไม่มีความเจริญที่ผมคุ้นเคย
ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถยนต์ ไม่มีถนนลาดยาง มีแค่ทางเกวียน กับถนนม้าเท่านั้น บ้านเรือนแบบยุคเก่าทำด้วยไม้เป็หลัก ไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตาเลยสักนิด มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า มีแต่ต้นไม้ ผู้คนก็แต่งตัวแบบคนยุคโบราณ ใส่ผ้าถุง ห่มผ้าแถบ ตัดผมทรงแปลกๆ
มีทาส มีเ้า มีการแบ่งชนชั้นชัดเจน ทหารถือดาบ ถือธนู ไม่มีตำรวจ ไม่มีปืน พอฟ้ามืดก็นอน ไม่มีทีวีดู ไม่มีมือถือ ไม่มีอะไรทำ ที่สำคัญที่สุด ไม่มีห้องน้ำ มีถังไม้ที่เรียกว่าชะลอม มีถังไม้ขุดที่ทำจากไม้ทั้งท่อน มีไห มีหม้อดินเผา แต่ยังไม่มีโอ่งน้ำ
“ให้ตายเถอะ แปรงสีฟันก็ไม่มี เคี้ยวหมากเหรอ!! ถุย! รสชาติไม่ได้เื่ใครมันจะเคี้ยวไหว”หลังจากผาลงเรือนไป ก็กลับมาพร้อมของสองสิ่ง
“นายน้อย ไม่เจีย กับเกลือขอรับ”ภูผายื่นสิ่งที่อยู่ในมือมาให้
“หืมมีของแบบนี้ด้วยหรือ” ผมแปลกใจนิดหน่อย ไม่คิดว่าจะมีของแบบนี้ด้วย อันที่จริงผมบ่นเื่ปาก เื่ฟันกรอกหูภูผามาหลายวัน วันนี้ถึงได้เห็นไม่เจียร์
“ข้าได้มาจากพระที่วัดขอรับ อีกประเดี๋ยวจะมีคนเอาสำรับมาให้” ผมมองไม้ในมือด้วยความสนใจ ภูผาบอกว่าได้มันมาจากวัด เห็นอยู่ชัดๆว่าเอามาจากป้าบางคน ช่างเถิด
“แต่ มันใช้ยังไง” ผมไม่เคยใช้ของแบบนี้ แต่มันคงไม่ต่างจากการใช้แปลงสีฟันนัก
“ลองดู ก่อนอื่นจุ่มน้ำ ทาเกลือ แล้วถูฟัน” ผมบ้วนปากรอบหนึ่งแล้วเริ่มถู ในที่สุดก็รู้สึกถึงความสะอาดได้บ้าง ผมกินเนื้อไปหลายรอบ ทั้งเนื้อไก่ เนื้อวัว ลองสาโทไปอีกนิดทุกอย่างมันก็สะสมอยู่ในฟันในปาก กลิ่นนี่เหลือทน
แปลงฟันเสร็จ สำรับอาหารก็ถูกยกเข้ามา วันนี้มีต้มยำไก่ป่า กินกับข้าวสวยเม็ดสีเลืองๆเพราะเป็ข้าวที่ยังไม่ขัดสี ข้าวที่นี่ ไม่เต็มเม็ด เพราะใช้ครกตำ ทำให้เมล็ดข้าวหักไม่สวย แข็ง แต่ปากผมก็ชินกับมัน เลยไม่มีปัญหา
ยังไม่มีหินโม่ ใช่ผมไม่เห็นหินโม่ เห็นแค่ครกตำข้าว ทาสหญิงรับหน้าที่เตรียมข้าวในแต่ละวัน
ในยุ้งข้าวก็มีแค่ข้าวเปลือก จะกินทีก็ตำกันที ดูยุ่งยากวุ่นวายมาก เรือนพระยาเกิด มีทาสอยู่ครึ่งร้อย รับใช้คนแต่สองคน ผมกับบิดา มีทหารอยู่ 16 คน ที่เหลือเป็ทาสแรงงานเท่านั้น
“พี่ผามากินด้วยกันสิ”
“บ่าวไม่กล้า ให้นายน้อยกินเสร็จก่อน บ่าวค่อยกินเหมือนทุกวันเหมือนทุกครั้งเถิดขอรับ”
“อ่า ตามใจ” ผมไม่เซ้าชี้อะไรนัก เพราะเข้าใจธรรมเนียมของที่นี่ดี ขุนแผนทำหน้าที่เหมือนพ่อบ้านคอยดูแลทาส และจัดการงานต่างๆ ภายในเรือน พี่แผนเป็คนที่พระยาเกิดไว้ใจที่สุด แผนมีเมียสองคน ยังไม่มีลูก
พระยาเกิดมีที่นาอยู่ 20000 ตารางวา เป็ที่นาหลวง การทำนาเป็หน้าที่ของทาส ทำนาเพียงปีละครั้ง ข้าวที่ได้ต้องให้หลวงครึ่งหนึ่งเป็ภาษี ภาษีที่เก็บได้จะถูกส่งไปเมืองตากทางเรือ ชาวบ้านทั่วไปจะต้องเสียภาษีครึ่งหนึ่งเหมือนกัน
คนที่ใช้ผ้าฝ้ายเห็นหลัก ฝ้ายมีปลูกที่ตากเท่านั้น ที่เมืองกำแพงเพชรไม่ได้รับอนุญาตให้ปลูกฝ้าย ผ้าที่ทอแล้วต้องซื้อจากเมืองตากเท่านั้น ผมไม่รู้ว่าเมืองตาก คือจังหวัดตากหรือเปล่า ในความทรงจำของผมไม่มีภาพเมืองตากเลยสักนิด ั้แ่เกิดเด็กเพชรนี้อยู่แต่ในเรือนพระยากิ่งจนอายุ 13 ไม่เคยออกไปไหน ไม่เคยเข้าเมืองสักครั้ง รอบๆ เรือนมีแต่ป่า ในหัวยังจำได้ดี มีเสือบุกมาคาบลูกทาสไปกินบ่อยๆ
เพื่อนสมัยเด็กก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็เพื่อนของลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ชอบหน้าตน และมาหาเื่อยู่บ่อยๆ ผมจำอะไรได้ไมามากนัก ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ผมจำได้ว่าขุนแผนเคยสู้กับเสืออยู่หน้าเรือนด้วย ตอนนั้นน่ากลัวมากเสือพลายพาดกลอนตัวใหญ่ สูงกว่าลูกวัวสี่เดือน บุกเข้าเรือนมาคาบเด็กในเรือนไปกิน พี่แผนสู้กับมันอยู่นานแต่ทำอะไรมันไม่ได้ สุดท้ายมันก็หนีเข้าป่าไป
แน่ละธนูห่วยๆของคนยุคนี้จะทำอะไรมันไม่ได้ ลูกธนูก็ทำจากไม้ หัวลูกสรก็ไม่มี มันก็แต่ไม้ไผ่แหลมๆเท่านั้น
หลวงไม่อนุญาตให้ใช้ลูกธนูหัวเหล็ก มีเพียงทหารของทางการเท่านั้นที่ใช้ได้ ถึงจะมีแอบๆ ใช้กันบ้างแต่ถ้าหลวงจับได้เมื่อไร เื่ไม่จบง่ายๆ แน่เลยไม่มีใครอยากเสี่ยง
พอมาอยู่ที่นี่ ชีวิตผมมันก็ว่างจริงๆ ว่างจนเบื่อ ต้องหาอะไรทำสักอย่าง อย่างน้อยต้องทำห้องน้ำขึ้นมาก่อน หลังเรือนเป็ป่าสำหรับถ่ายหนัก ผมบอกเลย มันแย่มากถึงจะขุดหลุมกัน แต่ก็มีคนบางพวกที่ไม่ยอมขุด ไม้ลำปอที่ใช้แทนกระดาษเช็ดก้น มันไม่สะดวกสักนิด ผม้าห้องน้ำโดยด่วน
“ผา ถ้วยชามพวกนี้ซื้อจากไหน”
“ท่าทรายขอรับมีพ่อค้าเอาลงเรือมาขายทุกวัน”
“รู้ไหมว่ามันทำจากที่ไหน”
“ตากขอรับ ในเมืองกำแพงก็มี แต่ของที่ทำออกมาไม่ค่อยสวย อันนั้นขอรับ” ผาชี้ไปที่ไหใบหนึ่ง มันมีผิวหยาบ ไม่สวยเพราะไม่ได้เคลือบ
“วันนี้พาไปหน่อย มีของอยากให้ช่างดินเผาทำให้นะ”
“อะไรหรือขอรับ”
“บอกไปพี่ผาก็ไม่รู้หรอก รอดูตอนทำเสร็จก็แล้วกัน” สิ่งที่ผมจะทำคือโถส้วมนั่งยองไม่มีฐาน ข้าวเช้าของเราผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผาเอาเกวียนออกมา เรานั่งเกวียนเข้าเมืองกำแพง เมืองกำแพงตอนนี้ไม่ต่างจากหมู่บ้านขนาดใหญ่ กำแพงที่เห็นก็เป็คูดินกับกำแพงไม้ มองเห็นอาคารหลักเมืองตั้งเด่นอยู่กลาง ลาน รอบลานหลักเมืองเป็เรือนสำหรับเ้าเมือง พระยาเกิด พ่อผมเอง
“ตรงนั้นเรือนพระยาเกิดขอรับ นายน้อยจะแวะหรือเปล่า”
“เรือนหลวงหรือ”
“ใช่ขอรับ”
“อ๋อ มิน่าล่ะถึงไม่ค่อยเห็นหน้า”
“เอ่อ อันที่จริงท่านพระยาก็กลับเรือนนอกบ่อยนะขอรับ”
“อืม” ผมเข้าใจทันทีว่าทำไม่ไม่ค่อยเห็นหน้าบิดา ที่แท้ก็นอนเรือนหลวง ที่ภูผาบอกกว่าบิดากกอจากเรือนแต่เช้ากลับมาก็มืดดึก อันนี้น่าจะโกหก ให้ผมสบายใจเท่านั้น แต่ผมก็ไม่สนใจนัก จะกินจะนอนที่ไหนก็เื่ของเขา ผมไม่ใช่เด็กขาดความอบอุ่นเสียหน่อย
พระยาเกิดก็ยังหนุ่ม คงจะมีเมียทาสีอยู่ที่เรือนในด้วยก็ไม่แปลก เมียทาสีนั้นหาง่าย แค่มีเงินก็ซื้อได้แล้วจะมีกี่คนก็ได้ ดีที่แม่จันทร์เป็เมียกลางพระราชทานผมผู้เป็ลูกจึงอยู่เหนือทุกคน แต่ผมไม่ได้ใส่ใจเื่พวกนี้นัก ไม่ได้คิดจะอาศัยบุญเก่าเอาชีวิตรอดตลอดไปหรอก
ไม่นานเราก็มาถึงจุดหมาย ตรงหน้ามีเรือนเล็กๆ หลังหนึ่งหน้าเรือนมีเครื่องดินเผาแบบต่างๆ วางกอง อยู่ใต้เพิงหมาแหงนเล็กๆ น่าจะเป็ของที่เอาไว้ขาย หลังเรือนมีเตาเผาขนาดใหญ่มีปล่องไฟสูงมองเห็นได้แต่ไกล มีควันไฟพวยพุ่งขึ้นฟ้าเอื่อยๆ
“นี่ ทอหรุ่ย เป็มอญขอรับ”
“ทอหรุ่ย นี่นายน้อยเพชร ลูกพระยาเกิด”
“โอ้ นายท่าน นายน้อยมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ” ทอหรุ่ยเป็ชายวัย 40 อยู่ที่นี่มี 5 ปี แล้วเลี้ยงชีพด้วยการขายเครื่องปั้นดินเผา มีเมีย 2 มีลูกชาย 4 ลูกสาว 2 คน เป็ 6 คน คนสุดท้องเป็ลูกสาวอายุ 2 ปี คนโตอายุ 15 ปี
"มานี่ ของที่ข้า้า ค่อนข้างพิเศษข้าจะปั้นอันเล็กๆ ให้ดู เอาดินเหนียวที่ ทอหรุ่ย เตรียมไว้ปั้นชิ้นงานมากำมือหนึ่งแล้วเริ่มปั้น ไม่นานก็ได้โถส้วมแบบไม่มีฐานออกมา
“สิ่งนี้”
“อืม ยากได้ขนาดศอกครึ่ง ยาวสองศอก ตรงคอห่านตรงนี้กว้างสักคืบ ทำได้ไหม”
“อืม ได้ขอรับ ไม่น่ายาก”
“อันละเท่าไร” ทอหรุ่ยคิดอยู่ชั่วครู่
“2 ไพ ได้ไหมขอรับ”
“ได้ เอา 10 อัน ห้ามทำขายให้คนอื่น ไม่อย่างนั้นเราจะให้คนมาฟันหัวเ้าเข้าใจไหม”
“ขะขอรับ” ได้ยินคำขู่ ทอหรุ่ยใหน้าซีด ทันที
“ดี ข้าอยากได้หม้อดินปากกว้างแบบนั้น แต่เอาขนาดกว้างสองศอก สูงสามศอก เ้าทำได้หรือไม่”
“ดะได้ขอรับ”
“เท่าไร”
“สะสอง ไพ ขอรับ” ราคาเดียวกัน ผมแปลกใจเล็กน้อยกับราคา ไม่รู้ว่าตานี้คิดราคายังไงถึงออกมาเท่ากันแบบนี้ แต่ผมก็ไม่สนใจ ราคานี้ถือว่าถูกแล้ว
“ได้ เอา 10 อัน”
“ห้ามขายให้คนอื่นใช่ไหมขอรับ”
“ไม่อันนี้ขายให้ใครก็ได้”
“อ๋อ ขอรับ” ทอหรุ่ย ทำท่าทีแปลกใจ ผมเอาเงินออกมายื่นให้ 5 บาท อัตราแลกเปลี่ยนเงินที่นี่ ไม่ซับซ้อนนัก
100 เบี้ยเท่ากับ 1 ไพ,4 ไพเท่ากับ 1 เฟื้อง,1 เฟื้องเท่ากับ 2 สลึง,4 สลึงเท่ากับ 1 บาท,4 บาทเท่ากับ 1 ตำลึง,20 ตำลึงเท่ากับ 1 ชั้ง
ราคาของทั้งหมด 40 ไพ เป็เงิน 10 เฟื้อง หรือ 5 บาท