การไหลไปตามแรงของอีกฝ่ายทำลายท่วงท่า แล้วจับทุ่ม ไอคิโด้......หรือยิวยิตสูล่ะมั้ง ซามูไรสาว
จับทุ่มต่อไปทั้งๆ อย่างนั้นอีกสองถึงสามคนแต่ไม่รู้ว่าทำไมการเคลื่อนไหวจึงทื่อลงจนโซซัดโซเซอย่างไม่คาดคิด
มีคนที่เล็งช่องว่างนั้นยกดาบขึ้นมาจะฟันเธอจากด้านหลังอันตราย!
“【ทรายเอ๋ยจงมาเศษทรายบังตา ไบลนด์แซนด์】!”
ผมร่ายคาถาใช้งานเวทมนตร์อย่างรวดเร็ว
“อ๊ากตาข้า......!”
มันคือคาถาสาดทรายใส่ตาที่ผมจำได้ถึงผลลัพธ์จะไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ก็ทำให้รอดจากวิกฤตได้เหลือเฟือ
ระหว่างนั้นผมก็ะโถีบใส่ชายถือดาบซามูไรสาวใที่มีผู้เข้ามาแทรกอย่างกะทันหันแต่คงเพราะเห็นว่าไม่ใช่ศัตรูล่ะมั้งเธอจึงกลับไประวังศัตรูที่อยู่ตรงหน้าของตนต่อ
“อ๊าโธ่เข้าไปแส่หาเื่ยุ่งยากซะแล้ว!”
ผู้ที่บ่นเช่นนั้นแล้วกระโจนเข้ามาในวงต่อสู้พร้อมกับปล่อยการโจมตีอันหนักหน่วงของกอนท์เล็ทไปครั้งหนึ่งก็คือ เอลเซ่นั่นเองถึงจะบ่นมาแบบนั้น แต่รู้สึกว่าจะหัวเราะอยู่ไม่ใช่เหรอครับนั่น?
ครู่ต่อมาผู้ชายเ่าั้ก็โดนจัดการจนเรียบ ครึ่งหนึ่งโดนเอลเซ่อัดด้วยความสะใจซะด้วยน่ากลัววุ้ย
เนื่องจากทหารยามของเมืองมาถึงแล้วก็เลยฝากให้จัดการที่เหลือ แล้วพวกผมก็ออกห่างจากจุดเกิดเหตุมา
“ขอขอบคุณในความช่วยเหลือข้าน้อยชื่อ โคโคโนเอะ ยาเอะ อ๊ะ ยาเอะคือชื่อ ส่วนโคโคโนเอะคือนามสกุลนะเ้าคะ”

เด็กสาวซามูไรโคโคโนเอะ ยาเอะ พูดเช่นนั้น แล้วก้มหัวลง การแนะนำตัวแบบนั้นมันเดจาวูนิด ๆ แฮะ
“อย่าบอกนะว่าเธอเกิดที่อีเซ่น?”
“ถูกต้องมาจากโอเอโดะของอีเซ่นเ้าค่ะ”
โอเอโดะเหรอกระทั่งจุดนั้นก็ยังคล้ายอีกแฮะ
“ผมชื่อโมจิซึคิ โทยะ โทยะคือชื่อ ส่วนโมจิซึคิคือนามสกุลนะ”
“โอ้ท่านโทยะ เองก็เกิดที่อีเซ่นหรือเ้าคะ!?”
“เปล่าถึงจะคล้าย ๆ กันแต่ก็มาจากอาณาจักรอื่นน่ะ”
““เอ๋?””
คำตอบของผมทำให้พี่น้องฝาแฝดที่อยู่ข้างหลังส่งเสียงด้วยความใอ้อ จะว่าไป เพราะมันยุ่งยากก็เลยเออออไปว่าเกิดที่อีเซ่นนี่นะ
“ที่สำคัญกว่านั้น......ระหว่างที่สู้เมื่อกี้ดูเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ด้วยนี่สภาพร่างกายไม่ค่อยดีเหรอ?”
“เปล่าร่างกายไม่มีปัญหาหรอกเ้าค่ะ คือว่า......ข้าน้อย ั้แ่มาถึงที่นี่น่าอายเหลือเกินที่ทำค่าเดินทางตกหายเ้าค่ะ ก็เลย......”
โครกกกกกกก
ท้องของยาเอะส่งเสียงดังสนั่นหน้าของเธอแดงแจ๋พร้อมห่อไหล่เล็กน้อย
ซามูไรไส้กิ่วมาเยือนแล้ว
◇ ◇ ◇
เนื่องจากพวกผมคิดว่าจะไปหาอะไรกินกันพอดีก็เลยพายาเอะเข้าร้านอาหารไปด้วย แต่เธอจะไม่ยอมรับการให้ทานจากคนแปลกหน้าเด็ดขาดไม่ว่าจะพูดยังไงก็ไม่ยอมรับอาหารไปกินเลย
“พวกผมอยากฟังเื่ของอีเซ่นไว้เป็ความทรงจำระหว่างเดินทางน่ะเพื่อเป็การตอบแทน พวกผมจะเลี้ยงอาหารเธอ เท่านี้ก็ไม่ใช่การให้ฟรี ๆแต่เป็การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมแล้ว”
พอผมพูดไปแบบนั้นเธอก็บอกว่า ถ้างั้นก็ แล้วเริ่มสั่งอาหาร ง่ายดีแฮะ
“......เอ๋คุณยาเอะ กำลังออกเดินทางเพื่อฝึกฝนการเป็นักรบ เหรอคะ”
“ง่ำๆ......ถูกต้อง บ้านของพวกเราเป็ตระกูลนักรบที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนเ้าค่ะที่บ้านหลักมีพี่ชายสืบทอดแล้ว ข้าน้อยจึงออกเดินทางเพื่อขัดเกลาฝีมือเ้าค่ะ หงับ”
“อย่างนี้นี่เองลำบากแย่เลยเนอะ เธอเนี่ย น่านับถือจัง”
เอลเซ่ชื่นชมยาเอะที่กำลังกินเนื้อวัวเสียบไม้ย่างจะยังไงก็เถอะ ผมว่ายาเอะควรจะเลือกซักอย่างดีกว่านะ ว่าจะกินหรือจะพูด
“แล้วจากนี้ไปยาเอะจะทำยังไงต่อล่ะ?มีจุดหมายที่ไหนอยู่รึเปล่า?”
“......ที่เมืองหลวงมีคนที่ท่านพ่อเคยช่วยดูแลเอาไว้ในอดีตอยู่ ก็เลยคิดว่าจะลองไปหาดูเ้าค่ะ”
ยาเอะตอบคำถามของผมเช่นนั้นพร้อมกับซด (ของที่เหมือนกับ) อุด้งเต้าหู้ ดังซู้ด ๆก็บอกแล้วไงว่าอย่าตอบตอนที่กำลังกินอยู่
“บังเอิญจังพวกฉันเองก็ต้องไปเมืองหลวงเพราะงานอยู่พอดี ถ้าไม่รังเกียจจะไปด้วยกันไหม? ถ้าแค่อีกคนเดียวล่ะก็ขึ้นรถม้าไปไหวอยู่แล้ว แบบนั้นยาเอะเองก็จะสบายกว่าจริงไหม?”
“จริงเหรอเ้าคะ? ด้วยความยินดีอย่างยิ่งเลยเ้าค่ะ......หงับแต่อย่างข้าน้อยเนี่ย อ้ำ จะดีหรือเ้าคะ?”
ข้อเสนอของเอลเซ่ทำให้ยาเอะที่กำลังยัด(ของที่เหมือน) ทาโกะยากิ จนแก้มป่องทำตากลมโต ว่าแต่ กินเก่งชะมัดเลย!? กี่จานแล้วเนี่ย!?
“ไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ คุณโทยะ?”
“อ๊ะอ๋อ เื่นั้นก็ไม่เป็ไรหรอก แต่ว่า......”
ผมกำลังเป็ห่วงเื่อื่นอยู่ถ้าพาเด็กคนนี้ไปด้วย ค่าอาหารก็ต้องบินหายไปเยอะเลย
ไม่ใช่เหรอ
ยังไงก็ตามเนื่องจากดูเหมือนยาเอะจะกินจนพอใจแล้ว (ที่ยาเอะซัดเรียบไปคนเดียวก็มีขนมปังเจ็ดก้อน เนื้อวัวเสียบไม้ย่าง ไก่ย่าง อุด้งเต้าหู้ ทาโกะยากิ ปลาย่างแซนด์วิช และสเต็กเนื้อวัว) ผมจึงเรียกคิดเงิน แล้วออกจากร้านมา โอ้......รายจ่ายที่ผิดคาด......
ระหว่างทางกลับก็นัดกันว่าให้มารวมตัวกันอีกทีพรุ่งนี้และขณะที่พวกผมกำลังจะกลับโรงแรม เดี๋ยวก่อนนะ? ผมสงสัยขึ้นมานิดหน่อยก็เลยลองถามยาเอะดู
“ยาเอะพักอยู่ที่ไหนเหรอ?”
“อ่าเอ่อ นอนกลางแจ้งเ้าค่ะ......”
นั่นสินะเด็กคนนี้ถังแตกนี่นา......
“กลางแจ้งเหรอ......มาที่โรงแรมของพวกเราเถอะเดี๋ยวจะจ่ายเงินให้ก่อน”
“นอนกลางแจ้งคนเดียวมันอันตรายนะคะ”
“ไม่ๆ ต้องให้ดูแลถึงขนาดนั้นมันรู้สึกผิด......”
คงเกรงใจล่ะมั้งตรงส่วนนั้นเองก็เหมือนคนญี่ปุ่นแฮะ เอาล่ะสิ ส่งเงินให้เฉย ๆ ก็คงไม่ยอมรับแหงเอาไงดี......ดีล่ะ
“ยาเอะขายปิ่นนั่นให้ผมได้ไหม?”
“ปิ่น......เหรอเ้าคะ?”
ยาเอะดึงปิ่นที่ปักอยู่บนผมออกมาเป็ปิ่นลายจุดสีเหลืองกับน้ำตาล
“นั่นคือปิ่นเบ็คโคสินะ อยากได้มาั้แ่ก่อนหน้านี้แล้วล่ะกะว่าจะเอาไปให้คนที่เคยช่วยดูแลมาน่ะ”
“เบ็คโค?”
คำพูดที่ไม่คุ้นหูทำให้เอลเซ่พูดแทรกขึ้นมา
“เป็งานฝีมือที่ทำมาจากกระดองเต่าน่ะเป็ของหรูของอาณาจักรผมเลยนะ”
บอกตรงๆ ก็ไม่ค่อยรู้เื่หรอก แต่ถ้าจำไม่ผิดเมื่อก่อนน่าจะเป็แบบนั้น
แน่นอนว่าที่บอกอยากได้มาั้แ่ก่อนหน้านี้เป็การโกหก มันเป็การอ้างเพื่อมอบเงินให้เธอดูเหมือนเอลเซ่กับลินเซ่จะรู้สึกตัวถึงเื่นั้นก็เลยช่วยคะยั้นคะยอกันหลายรอบว่า ขายไปเลยดีกว่านะ
“ถ้าไม่รังเกียจของแบบนี้ล่ะก็ข้าน้อยก็ไม่ขัดข้องหรอกเ้าค่ะ......”
“เจรจาเสร็จสิ้นงั้นก็นี่เงินนะ”
ผมรับปิ่นเบ็คโคมาแล้วส่งหนึ่งเหรียญทองที่หยิบมาจากกระเป๋าสตางค์ให้เธอแทน
“นะนี่มันเยอะเกินไปแล้วเ้าค่ะ! เยอะขนาดนี้รับไว้ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ!”
“เอาน่าเอาน่า รับเอาไว้เถอะ เพราะโทยะอยากได้ปิ่นนี่มาตลอดเลยนี่นา เอ้า ๆกลับโรงแรมกันเถอะ”
“เอ่อเดี๋ยว......ท่านเอลเซ่!?”
เอลเซ่ดึงแขนยาเอะลากตัวไปอย่างดึงดันเมื่อเห็นทั้งสองคนไปได้ไกลแล้ว ลินเซ่จึงถามผม
“......ปิ่นนั่นแพงจริงๆ เหรอคะ?”
“ไม่รู้สิ? อย่างน้อยถ้าเป็ของจริงล่ะก็ที่อาณาจักรผมถือว่าเป็ของล้ำค่าเลยล่ะ ถึงจะไม่รู้ราคาตลาดก็เถอะ”
“ไม่รู้แท้ๆ แต่ยังให้ไปหนึ่งเหรียญทอง?”
“ก็นะท่าทางเป็ของดีด้วยสิ น่าจะแพงขนาดนั้นแหละมั้ง เ้านี่น่ะแล้วผมไม่รู้สึกว่าขาดทุนด้วยล่ะนะ”
ผมหัวเราะพลางเก็บปิ่นใส่กระเป๋าแล้วพวกผมก็ออกเดินไปยังโรงแรม
หลังจากนั้นยาเอะก็ได้ห้องในโรงแรมเดียวกับพวกผมอย่างปลอดภัย หลังจากนอนหลับสนิททั้งคืนพวกผมก็ได้พรรคพวกเดินทางด้วยรถม้าไปด้วยกัน