รุ่งเช้าเทวินเตรียมสัมภาระต่างๆเสร็จแล้วเมื่อมีความพร้อมก็ออกเดินทางพร้อมด้วยวิชุดาไปยังบ้านสวนที่หมู่บ้านน้ำรินเพื่อนำสิ่งของ
เครื่องใช้จัดเก็บให้เรียบร้อย เขาจึงไปส่งวิชุดาที่วัดของอีกหมู่บ้านหนึ่ง
ขับรถผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งไปไม่ไกลเห็นป้ายที่ทำด้วยหินศิลาแลง ‘วัดผาศิลาวนาราม’จึงเลี้ยวรถเข้าไปตามทางพบว่าวัดแห่งนี้อยู่บริเวณตีนเขาที่ไม่สูงมากสถานที่แห่งนี้ร่มรื่นด้วยป่าธรรมชาติที่ไม่รกจากทางเข้าวัดยังมองเห็นเป็หน้าผาหินสีน้ำตาลแดง ดูสวยงามมาก
ตอนนี้สองพี่น้องเข้ามาภายในเขตวัดแล้วภายในเขตวัดไม่มีสิ่งปลูกสร้างมากนัก มีอุโบสถ ศาลาและวิหารที่ใช้ประกอบกิจกรรม
ทางพระพุทธศาสนาส่วนเขตกุฏิซึ่งเป็ที่พักอาศัยของพระสงฆ์อยู่บริเวณป่าชายเขา สิ่งปลูกสร้างต่างๆ มีความสวยงามประณีตตามแบบ
ศิลปะล้านนานอกจากมีความสงบ ร่มรื่นสวยงามก็ยังมีความสะอาดและเป็ระเบียบเรียบร้อยแสดงให้เห็นถึงการดูแลเอาใจใสสถานที่
เป็ประจำ
“รู้สึกดีจัง” เทวินกล่าวเมื่อเข้ามาอยู่ในเขตของวัด
“น้องดาก็เหมือนกัน รู้สึกดีมากเลย”วิชุดากล่าวเห็นด้วย
ขณะที่ทั้งคู่กำลังชื่นชมบรรยากาศภายในเขตวัดกลุ่มเพื่อนๆ ของวิชุดาบางคนก็มาถึงที่นัดหมายแล้ว
“ยังมาไม่ครบอีกเหรอนึกว่าเราจะมาช้ากว่าคนอื่นๆ ซะอีก” วิชุดาพูดคุยกับเพื่อนๆ ร่วมคณะของเธอ
“โธ...นี่ยังเช้าอยู่เลยบางคนก็อยู่ไกลนะแก” เพื่อนคนหนึ่งพูดกับวิชุดาพร้อมกับหันไปมองที่เทวิน
“นี่พี่วิน พี่ชายของเรา” วิชุดาแนะนำกับเพื่อนๆ ของเธอ
“สวัสดีค่ะ พี่วิน” เพื่อนๆของวิชุดายกมือไหว้ทักทายเทวิน
“สวัสดีครับทุกคน” เขาตอบทักทายพร้อมด้วยรอยยิ้ม
“ได้ยินยัยดาเล่าให้พวกเราฟังได้พบตัวจริงพี่วินซะที”
“พี่วินดูดีมากเลยค่ะ” เพื่อนคนหนึ่งของวิชุดกล่าวชม ดูเหมือนเทวินจะรู้สึกเขินๆ เล็กน้อย ถึงแม้เขาจะสนิทกับน้องสาวแต่ด้วยความที่
ไม่ค่อยได้กลับบ้านจึงไม่เคยเจอเพื่อนๆของเธอ
พูดคุยกันสักพักเพื่อนๆของวิชุดาก็มากันครบกลุ่มที่นัดหมายกัน ทั้งหมดจึงได้เข้าไปในวิหารและทำบุญถวายสังฆทานทำบุญเสร็จ
กลุ่มเพื่อนๆ ของวิชุดาจะไปน้ำตกที่อยู่ไมไกลตามแผนที่กำหนดไว้
เทวินได้อวยพรเพื่อนของวิชุดาที่เป็เ้าของวันเกิดก่อนจะแยกกันเพราะตัวเขาไม่ได้ไปน้ำตกด้วย
“พี่วินไม่ต้องห่วงนะคะพวกเราจะดูแลยัยดาเป็อย่างดีค่ะ” เ้าของวันเกิดบอกกับเทวิน
“เที่ยวกันให้สนุกนะ” เขาบอกกับทุกคน
“ค่ะ...พี่วิน”
“พวกเรา..ไปกัน”
หลังจากทุกคนไปกันหมดแล้วตัวเขาเองรู้สึกดีกับสถานที่แห่งนี้จึงเดินชมรอบๆ วัดเพราะยังไม่รีบกลับและเห็นว่าไม่ได้เป็การรบกวน
พระสงฆ์ที่กำลังปฏิบัติกิจ
ขณะกำลังสดชื่นเพลิดเพลินกับบรรยากาศบริเวณภายในเขตวัดจู่ๆ รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของร่างกาย
“อ๊ะ!!..นี่เกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา!?”เทวินรู้สึกเืในร่างกายเป็กระแสเหมือนน้ำอุ่นๆไหลเวียนทั่วร่าง เหมือนกับในตอนที่ได้รับเืมรกตจากจานหินแต่ครั้งนี้ไม่เพียงแค่อุ่นเท่านั้น ยังมีปฏิกิริยาที่เต็มเปี่ยมด้วยปีติสุขเส้นขนลุกไปทั่วร่างกาย ตัวเขารู้สึกเืในร่างกายสั่นสะท้าน
กับบางสิ่งบางอย่างที่บอกไม่ถูกเพียงรับรู้ได้เฉพาะตนเอง
เหมือนได้เจอกับ ‘สิ่งที่ยิ่งใหญ่อันหาที่เปรียบได้ยากและยังเปี่ยมด้วยความสงบสุข!’
‘รู้สึกเป็สุขเหลือเกิน...’
จากลานวัดเขาเดินไปยังด้านหลังพระอุโบสถตามความรู้สึก ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ตนเองยิ่งเกิดปิติสุขร่างกายสั่นสะท้าน น้ำตาหยดไหลลงมา
ที่สองแก้มด้วยความเป็สุข
....................
ในอีกมิติภพที่อยู่ระหว่างภพมนุษย์และ์ธัญญาได้ปรากฏร่างทิพย์ขึ้นท่ามกลางทุ่งดอกไม้ที่มีแสงสว่างเรืองๆ นั้นบัดนี้เธอยืนอยู่ที่หน้าต้นไม้ทิพย์ที่ตอนนี้ต้นใหญ่เท่ากับต้นจันทน์ลูกหอมที่สวนหลังบ้านของเทวิน
เธอรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เทวันกำลังเผชิญเธอยิ้มอย่างเป็สุขและนั่งพับเพียบลงและพนมมือไว้ที่อก
‘ช่างเป็วาระบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง’เธอหลับตาลงสงบจิตใจของตนเอง
.....................
เทวินพาตัวเองเดินมาที่บริเวณด้านหลังของพระอุโบสถบัดนี้ไม่ได้ก้าวขาไปข้างหน้าอีก เืในกายยิ่งสั่นสะท้านเขาคุกเขาลง
อย่างไม่สามารถควบคุมได้แม้จะรู้ตัว หยดน้ำตาไหลออกมาด้วยความเปี่ยมสุข หากแต่ไม่สมารถสงบจิตใจได้ เขาก้มลงกราบที่พื้นสามครั้ง
“เจริญพร”
เบื้องหน้าของเทวินไม่ไกลนักมีพระสงฆ์สูงวัยรูปหนึ่งกำลังกวาดลานหลังพระอุโบสถ เมื่อเห็นเทวินเดินเข้ามาและคุกเขาลงกราบไหว้
ท่านได้หยุดมือครู่หนึ่งและกล่าวกับเทวิน
“ทำจิตใจให้สบาย...ตั้งสมาธิอยู่กับลมหายใจ แม้จะเกิดปิติสุขหรือความทุกข์ร้อนใจ จิตใจที่มั่นคงมีสมาธิที่ตั้งมั่นดีแล้วจะช่วยเรามีสติ
และวางใจเป็กลางใช้ปัญญาพิจารณาสุขหรือทุกข์ใดเ่าั้ล้วนมีเกิดขึ้น ดำเนินไป และสิ้นสุดไป เวียนอยู่เช่นนี้และไม่เที่ยง”
เทวินรวบรวมสติตั้งสมาธิไว้กับลมหายใจปฏิบัติและพิจารณาตามที่พระท่านกล่าว เมื่อมีสมาธิอยู่ที่ลมหายใจอาการสั่นสะท้านด้วยปิติสุข
ที่เกิดขึ้นก็ค่อยๆกลับมาสงบ เมื่อกลับมามีอาการปกติได้เขาจึงกราบลงที่พื้น
“กราบนมัสการพระคุณเ้า”
“อืม...” พระท่านยิ้มด้วยความสงบและเปี่ยมด้วยเมตตาจิต
ที่แท้ท่านกำลังปฏิบัติกิจสงฆ์ในขณะที่กวาดลานได้เจริญเมตตาจิตภาวนา เทวินกลับัักระแสธรรมที่ท่านได้เจริญปฏิบัติอยู่
จึงเกิดปีติสุขจนไม่อาจที่จะควบคุมได้เมื่อท่านได้แนะให้ตั้งสมาธิจึงได้สงบลง
“ชาวบ้านแถวนี้เขาเรียกอาตมาว่าหลวงปู่มีโยมก็เรียกอาตมาตามนั้นเถอะ” ท่านบอกเทวิน
“ครับ หลวงปู่” เทวินได้ทราบว่าท่านชื่อมี‘หลวงปู่มี’
“ลุกขึ้นเถอะโยม แล้วโยมชื่ออะไรหรือ”
“กระผมชื่อเทวินครับ”
“อืม...โยมเทวิน” ท่านยังคงดูสงบแม้สนทนากับผู้อื่น
“โยมมาจากที่ไหน?”
“กระผมเพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านน้ำรินครับ”
“อืม...หมู่บ้านน้ำริน ไม่ไกลมากนักหากมีโอกาสก็มา อยู่บ้านมีเวลาก็อบรมตนเองฝึกให้จิตใจมีสมาธิตั้งมั่น หมั่นเจริญเมตตาพรหมวิหารนะให้ตั้งอุเบกขาเป็หลักสำคัญ มีเมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิตแต่ถ้าหากไม่มีอุเบกขาจิตก็จะเป็การไม่พิจารณาด้วยปัญญา” ท่านกล่าว
ให้หลักปฏิบัติกับเทวินก่อนจะกวาดลานพระอุโบสถต่อ
เทวินเขารับรู้ได้ว่าไม่ควรรบกวนท่านปฏิบัติกิจ จึงก้มลงกราบและกล่าว
“กระผมจะปฏิบัติตามที่หลวงปู่ชี้แนะครับหากมีวาระและโอกาสก็จะมาใหม่ครับ”
“อืม...” หลวงปู่มียิ้มด้วยเมตตาพยักหน้าและกวาดลานต่อไป
หลวงปู่มีนั้นท่านเป็พระปฏิบัติที่วางใจเป็กลางปกติท่านไม่ข้องเกี่ยวเื่บุคคลมากนัก เพียงชี้ทางผู้คนตามคำสอนของพระพุทธเ้า
ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้วเท่านั้นเมื่อเทวินกลับไปแล้วท่านจึงกล่าวเบาๆ เพื่อเป็การเตือนตน
“เมื่อมีวาระต่อกันจึงพบกันตามวาระนี่เป็กรรมอย่างหนึ่ง
เมื่อยังมีกรรมเราจึงควรพิจารณาด้วยปัญญา ทุกอย่างนั้นมีเกิดและ
ดับไปในที่สุดแม้ไม่สามารถตัดผลวิบากกรรม แต่ก็ยังสามารถเดินตาม
ทางที่ถูกต้องปฏิบัติตนตามทางสว่างที่พระพุทธองค์ทรงชี้ทางไว้”