บิ๊กยืนนิ่ง ดวงตาว่างเปล่าสมองขาวโพลน เหม่อมองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้า ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด รู้แต่จมูกเริ่มเปียกชื้น น้ำมูกใสไหลซึม เสียงจามกระชากเขาออกจากภวังค์
“ฮัดเช้ย!”
เขาใช้หลังมือปาดเช็ด คราบน้ำมูกใสเปื้อนเป็ทางั้แ่ข้อนิ้วชี้จนถึงปลายนิ้ว น้ำมูกอาจไม่ได้ใสดั่งกระจกเงา ไม่สามารถฉายให้เห็นสีหน้ายามนี้ได้ แต่ความเหนอะหนะของผิวัั อาการคันยิบ ๆ ที่ดวงตา บอกกับเขาว่าร่างนี้มีความรู้สึก เมื่อมีความรู้สึกเท่ากับมีชีวิต
ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใด ชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด
“เชี่ย!”
“เชี่ย!”
“เชี่ย!”
บิ๊กเตะทรายใต้เท้า ทั้งกระทืบ ทั้งเหยียบ ทั้งบดขยี้ หวังระบายความอึดอัดคับข้อง ความกังวล และอารมณ์ความรู้สึกเชิงลบทั้งมวล ซึ่งไม่อาจบรรยายออกมาเป็คำพูด
เมื่อรู้สึกดีขึ้น จึงเริ่มสำรวจร่างกาย ยกแขนยกขา เหลียวหน้าแลหลัง ก้ม ๆ เงย ๆ
เสียดายไม่มีที่วัดส่วนสูง ดูจากขนาดมือเท้า ประมาณได้ว่าร่างกายนี้เป็ของเด็กน้อย อายุราวเจ็ดแปดขวบ และร่างนี้เป็ของเขาเอง...
ปานที่น่องขาขวายังอยู่เหมือนเดิม
ทำไมตัวเขาซี่งเป็ผู้ใหญ่ถึงกลับกลายเป็เด็ก แล้วมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เื่นี้คิดไว้หลายทฤษฎี
ถูกกัมมันตรังสี ตอนนี้รักษาตัวในโรงพยาบาล ทั้งหมดนี้คือความฝัน
ถูกกัมมันตรังสีเลยกลายเป็เด็ก พอดีถูกะเิเลยทะลุมิติ
ตายจากเหตุะเิ ตอนนี้เหลือเพียงิญญาอยู่ในโซลโซไซตี้*
และอีกสิบกว่าข้อ
ทว่าทฤษฎีพวกนี้ล้วนเปล่าประโยชน์ เมื่อข้อมูลไม่เพียงพอ ทฤษฎีก็เป็เพียงข้อสันนิษฐานที่รอการพิสูจน์
ไม่กี่นาทีก่อนหน้าตัวยังอยู่ในโรงไฟฟ้า ไม่กี่นาทีต่อมาร่างกายหดสั้นตัวมาอยู่บนชายหาดรกร้าง บรรยากาศช่างชวนให้หม่นหมอง ก่อนจะคิดไปในทางร้ายมากกว่านี้ บิ๊กรีบส่ายหน้าพยายามจดจ่อกับปัจจุบัน กำหนดสิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง
ไม่ควรยืนอยู่บนชายหาดนาน ลมทะเลอาจทำให้ป่วย
ต้องหาเสื้อผ้า
สองเท้าก้าวเข้าสู่ดงไม้ สมองจดจ่อกับสิ่งที่ต้องทำ
เมื่อยืนอยู่ชายป่า มองเข้าไปเห็นแต่ต้นไม้แน่นขนัด เถาวัลย์รกเรื้อ ใบไม้ทับถมหนาเต็มพื้น สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ แต่กลับรู้สึกขาดอะไรบางอย่าง
‘ชีวิต’
ประหลาดมาก! ต้นไม้สูงใหญ่ขนาดนี้กลับไม่มีเสียงอะไรเลย ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตสักตัว ต่างกับชายหาดซึ่งอยู่ข้างกัน กลับเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ราวกับสองสถานที่นี้อยู่กันคนละโลก
หรือว่า?
ดงไม้นี้มีอันตราย!
ถ้าอย่างนั้นไม่เข้าไปเป็พอ
บิ๊กอาศัยพุ่มไม้เตี้ยเป็กำบัง ลมรุนแรงค่อยเบาลง เสียงใบไม้ดังสวบสาบ เขาเดินอยู่เพียงชายป่าไม่ก้าวลึกเข้าไปด้านใน เดินพลางก้มเก็บสิ่งของตามรายทางไปเรื่อย
รองเท้าทำจากใบไม้หนาและเปลือกไม้ เจ็บเท้าบ้างแต่ดีกว่าเท้าเปล่ามากนัก
หักกิ่งไม้มาพันกับเถาวัลย์ แล้วนำมาพันรอบเอวทำเป็กางเกง พันรอบตัวทำเป็เสื้อ
หากมองผ่าน ๆ จะเห็นพุ่มไม้เตี้ยคล้ายมีชีวิต ขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ บิ๊กปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าเก่งกาจหรือมีความสามารถพิเศษอะไร เพียงรู้จักเลือกลำดับความสำคัญก่อนหลังก็เท่านั้น
‘เสื้อผ้า’ สำเร็จ
‘หลบลมทะเล’ สำเร็จ
ต่อไป... ตามหาชุมชน
เมื่อป่าดูอันตรายอย่างนี้ มีหรือคนจะเข้าไปอาศัย หากจะมีบ้านคนควรตั้งอยู่บนชายหาด ดังนั้นหากเดินเลียบชายป่าไปเรื่อย ย่อมมีโอกาสพบเจอบ้านคนหรือชุมชน
สองเท้าลัดเลาะ สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ไม่เห็นต้นมะพร้าว แสดงว่าไม่ใช่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถิ่นกำเนิดของพืชตระกูล Cocos nucifera
ความรู้ชีววิทยาสมัยมัธยมสี่ผุดขึ้นในสมอง
บิ๊กเดินั้แ่แสงแรกจนดวงอาทิตย์ลอยสูง ในที่สุดก็เห็นโขดหินทอดยาวยื่นเข้าไปในทะเล เขารู้ทันทีว่าด้านหลังโขดหินนั่นต้องมีอะไรบางอย่าง หากพูดว่ามีลางสังหรณ์คงไม่น่าเชื่อสักเท่าไร ที่จริงแล้วได้ยินเสียงหัวเราะลอยมาตามลม
เมื่อประกอบกับตรงหน้าคือโขดหินเป็แนวยาว แสดงว่าด้านหลังนี้น่าจะเป็อ่าวตามธรรมชาติ ใช้กำบังคลื่นลม เหมาะสำหรับจอดเรือและที่พักอาศัย
หากจะมีชุมชนต้องเป็ที่นี่แน่นอน
หมู่บ้านชาวประมง
เด็กชายรีบก้าวเท้า โขดหินแลดูไม่ไกล เอาเข้าจริงกลับไกลอยู่ไม่ใช่น้อย
เฮ้อ! คงเพราะขาสั้นแน่ ๆ
พอถึงแนวหินตะปุ่มตะป่ำเสียงหัวเราะคิกคักยิ่งแจ่มชัด เด็กชายก้าวเท้าอย่างระวัง ปีนขึ้นยืนบนก้อนหินมองไปยังที่ว่างตรงกลางระหว่างโขดหินสามก้อน เห็นกลุ่มเด็กยืนล้อมวงกำลังดูอะไรอยู่บนพื้น
อาจเป็รูปู
บิ๊กคาดเดาจากประสบการณ์อันจำกัด ลอยกระทงชายหาดบางแสนหนึ่งครั้ง เที่ยวหาดแม่รำพึงนั่งบานาน่าโบ้ทหนึ่งครั้ง
กลุ่มเด็กล้วนใส่ชุดเนื้อหยาบ เก่าขาด ดูไม่ต่างกับผ้าขี้ริ้ว
“สวัสดี”
เขาเลือกยืนอยู่บนที่สูง ส่งเสียงทักทายกลุ่มเด็กด้านล่าง
ระยะขนาดนี้ใกล้พอจะเห็นสีหน้า ไกลพอที่จะถอยหนี ถ้าเกิดอะไรขึ้นยังพอหนีทัน นี่คือความรอบคอบของผู้ใหญ่
เสียงพูดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ออกเสียงช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำด้วยภาษาแตกต่างกันสี่ภาษา เริ่มจากไทย อังกฤษ จีน ปิดท้ายด้วยญี่ปุ่น
กลุ่มเด็กเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง ค่อยหันกลับไปคุยกันเบา ๆ ถึงเบาแค่ไหนเด็กก็ยังเป็เด็ก เสียงที่คิดว่าเบากลับดังจนพอเข้าใจ
ภาษาญี่ปุ่นค่อนข้างฟังยากน่าจะเป็ภาษาถิ่น สังเกตจากเสื้อผ้าน่าจะไม่ใช่ยุคปัจจุบัน แต่บางทีนี่อาจเป็ชนบทห่างไกลก็ได้
เด็กชายกลืนน้ำลายข่มความกังวล ถามเป็ภาษาญี่ปุ่นอย่างขัดเขิน
“ที่นี่คือที่ไหน”
“หมู่บ้านคนหาปลา” เด็กหญิงตัวน้อยตอบเสียงใส
“ขอถามหน่อย ปีนี้ปีอะไร”
ไม่มีใครตอบ ทุกคนมองมาทางเขาด้วยสายตาระแวดระวัง
“จักรพรรดิชื่ออะไร”
เงียบ
“นายกรัฐมนตรีคือใคร”
เงียบ
“โชกุนชื่ออะไร”
เงียบ
อืม… คำถามคงยากไป หรือใช้ผิดคำ
“เมืองหลวงชื่ออะไร”
“อันนี้ข้ารู้”
“ข้าก็รู้”
“ข้าด้วย”
เด็กน้อยแย่งกันตอบ
“เฮอันเกียว”
เปรี้ยงงง!
ฟ้าดินหมุนคว้าง เด็กชายรู้สึกเรี่ยวแรงถูกสูบหาย
เฮอันเกียว : เมืองหลวงในสมัยเฮอัน ห่างจากยุคเมจิพันห้าร้อยปี ก่อนหน้าสมัยเซงโกคุของโอดะ โนบุนากะ** โบราณกว่าสมัยคามาคุระของมินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะและเบงเค***พระนักรบเสียอีก
เฮอัน : ยุคสมัยขององเมียวจิ
ใครจะคิด หนึ่งในทฤษฎีดันเป็จริง แรงะเิส่งมาไกลขนาดนี้ ข้ามผ่านห้วงเวลามานับพันปี แล้วจะกลับบ้านอย่างไร คงกลับไปไม่ได้แล้ว!?
บัดนี้กลุ่มเด็กด้านล่างได้กระจายตัวไม่ได้ยืนล้อมวงกันอีกแล้ว จากเดิมที่เด็กชายคิดว่าพวกเด็กล้อมดูรูปู กลับเป็อย่างอื่น
คนถูกฝังในกองทรายโผล่มาแต่ศีรษะ สภาพช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
...ด้วยความตระหนกเมื่อทราบว่าตนอยู่ในอดีต ประกอบกับภาพน่าสะพรึงกลัวตรงหน้า
เด็กชายสลบล้มทั้งยืน!!!
*ในมังงะเื่ Bleach (เทพมรณะ) เมื่อตายแล้วิญญาจะถูกส่งไปที่โซลโซไซตี้ (Soal Society)
**โอดะ โนบุนากะ ขุนศึกเรืองนามในยุคเซ็นโกคุ (Sengoku-jidai) หรือยุคากลางเมืองในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น (ค.ศ. 1467 – 1615) ชนวนของความขัดแย้งเกิดขึ้นในยุคมุโรมาจิตอนปลายภายใต้การปกครองของโชกุนในตระกูลอาชิคางะ ก่อนจะกลายเป็าแย่งชิงความเป็ใหญ่ของไดเมียวทั่วประเทศ
ในสมัยนี้ปรากฏขุนพลนักรบผู้มีชื่อเสียงมากมาย แต่บุคคลซึ่งโดดเด่นที่สุด ขุนศึกผู้นำทางการทหารคนสำคัญซึ่งเกือบรวมประเทศได้สำเร็จ บุคคลผู้นี้คือ โอดะ โนบุนากะ (Oda Nobunaga ค.ศ. 1534 – 1582) เป็คนเริ่มต้นกระบวนการรวมแผ่นดิน ทว่าระหว่างเส้นทางนั้น กลับถูกลอบสังหารขณะพำนักในวัดฮอนโนจิ
***มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ (源義経 ค.ศ. 1159 – 1189) นายพลแห่งตระกูลมินาโมะโตะ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็ซามุไรที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น บุตรชายคนที่เก้าของ มินาโมโตะ โนะ โยชิโตะโมะร่วมมือกับพี่ชายต่างมารดา มินาโมโตะ โนะ โยะริโตะโมะ (源頼朝: ค.ศ. 1147 – 1199) สังหารศัตรูเพื่อล้างแค้นให้บิดาตน แต่สุดท้ายพี่ชายเกิดระแวงและริษยาในความเก่งกาจของโยะชิซึเนะ จึงลงมือไล่ล่าสังหารน้องชาย
เบงเค (弁慶) พระนักรบที่มีชื่อเสียงด้านความจงรักภักดี โด่งดังจากการท้าประลองกับซามูไรทุกคนที่เดินผ่านสะพานโกะโจในเกียวโต จนสะสมดาบได้ถึง 999 เล่ม สุดท้ายพ่ายแพ้ให้กับ Minamoto no Yoshitsune และยอมสวามิภักดิ์กลายเป็ขุนพลผู้ภักดีต่อเขาในที่สุด