บทที่ 27 จื่อเย่น้อยโตเป็หนุ่มแล้ว
เมื่อเห็นว่าชายร่างใหญ่ตรงหน้ากำลังจะะเิอารมณ์ หลี่จื่อเย่จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “ข้ายังมีคำถามอีกข้อหนึ่ง เมื่อตระกูลอวิ่นมีของวิเศษอย่างเหล็กเพลิงบริสุทธิ์แล้ว เ้ารู้หรือไม่ว่าที่ใดมีสิ่งของที่มีพลังหยินในระดับเดียวกัน?”
อวิ่นควางขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ในคลังสมบัติของตระกูลอวิ่นมีตำราเล่มหนึ่งที่ขาดหายไปบางส่วน เรียกว่า ‘คัมภีร์แห่ง์’ บันทึกเกี่ยวกับของวิเศษหายากในโลกไว้มากมาย บางทีเ้าอาจพบคำตอบจากที่นั่นก็ได้”
“คัมภีร์แห่ง์หรือ?”
ดวงตาของหลี่จื่อเย่หรี่ลงเล็กน้อย ถ้าเป็แบบนี้เขาต้องไปที่เมืองหลวงอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว
พูดตามตรง เขาไม่อยากไปที่นั่นเลยจริง ๆ
ที่นั่นคือศูนย์กลางอำนาจของแคว้นต้าซาง มีผู้คนมากมายที่รอคอยให้ทายาทตระกูลหลี่อย่างเขาไปปรากฏตัว
ชาติที่แล้วเขาดูซีรี่ย์ชิงไหวชิงพริบมามาก แม้จะหลับตาเขาก็รู้ ตอนนี้ตระกูลหลี่เปรียบเสมือนหนามยอกอกของราชสำนัก ถ้าสามารถควบคุมไว้ได้ก็ดีไป แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ต้องกำจัดทิ้ง
สถานะทายาทตระกูลหลี่ของเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับหลอดไฟที่ส่องแสงเจิดจ้า ดึงดูดสายตานับไม่ถ้วน ต่อให้เขาอยากจะทำตัวธรมมดาแค่ไหน ก็ทำได้ยาก ถ้าหากเขาไปที่เมืองหลวง การจะกลับออกมาคงไม่ใช่เื่ง่ายอีกต่อไป
“ข้าได้บอกทุกสิ่งที่ควรบอกแล้ว เ้าจะปล่อยข้าไปได้หรือไม่?” อวิ่นควางมองคนตรงหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“อืม... ได้ เ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าจะจัดการโดยเร็ว อีกไม่นานเ้าก็จะสามารถเดินทางได้อย่างอิสระในแคว้นต้าซางนี้” หลี่จื่อเย่ยิ้มกว้างพลางกล่าว
“หวังว่าเ้าจะทำตามสัญญา”
อวิ่นควางแค่นเสียงเ็าแล้วหมุนตัวจากไป
หลี่จื่อเย่โบกมือลาแล้วก้าวเดินออกจากป่าเขา
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว นอกเมืองอวี๋โจว ม้าตัวหนึ่งควบห้อตะบึง เื้ัฝุ่นคลุ้งกระจายไปไกลสิบลี้
ในที่สุดก่อนที่ประตูเมืองจะปิดลงเพียงครู่ หลี่จื่อเย่ก็กลับมาทัน
ที่จวนตระกูลหลี่ สิ่งแรกที่หลี่จื่อเย่ทำหลังจากกลับมาคือเขียนจดหมายถึงหลี่ชิ่งจือ
เื่ของอวิ่นควางต้องจัดการให้ดี หากเขาไปเมืองหลวงในภายภาคหน้า คนผู้นี้จะเป็ประโยชน์อย่างมากต่อเขา
ถ้าให้คนอื่นจัดการ เขาไม่ไว้ใจ มีเพียงพี่รองเท่านั้นที่จะฝากฝังได้
แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่รองจะไม่ได้สนิทสนมมากนัก แต่พี่รองเป็คนที่เขาไว้ใจมากที่สุด
หลี่จื่อเย่เขียนจดหมายเสร็จแล้ว ไม่นานนกพิราบส่งสารก็บินออกจากจวนตระกูลหลี่ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
…
สองวันต่อมา ณ เมืองหลวงของแคว้นต้าซาง ภายในหอซือฮวา สถานที่แห่งความบันเทิงริมแม่น้ำเซียง
บนชั้นสามหญิงสาวชุดแดงเดินเข้ามา ส่งจดหมายลับในมือให้กับชายหนุ่มในห้อง
“นายท่าน จดหมายลับจากเมืองอวี๋โจวมาถึงแล้วเ้าค่ะ” หญิงสาวชุดแดงเอ่ยขึ้น
ภายในห้อง ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมยาวสีเทาเงินรับจดหมาย เมื่อเปิดอ่านและเห็นลายมือในจดหมาย สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมลงทันที
จดหมายจากน้องสาม…
ภายใต้แสงเทียนที่กระพริบไหว หลี่ชิ่งจือมองเนื้อหาในจดหมาย ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
หลังจากอ่านจบ หลี่ชิ่งจือนำจดหมายไปเผาที่เปลวเทียน แล้วเอ่ยขึ้นว่า “หงจู่”
“เ้าค่ะ นายท่าน!” หญิงสาวชุดแดงคำนับอย่างนอบน้อม
“เ้าจงกลับไปยังเมืองอวี๋โจวและฟังคำสั่งของคุณชายสามทุกประการ”
เมื่อพูดจบ หลี่ชิ่งจือมองไปยังโต๊ะที่อยู่ไม่ไกล เดินเข้าไปหยิบกล่องไม้ยาวประมาณสามฉื่อ แล้วกล่าวว่า “จงมอบกระบี่บริสุทธิ์เล่มนี้ให้แก่เขาด้วย”
“เ้าค่ะ นายท่าน!”
หญิงสาวชุดแดงรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ก้าวเข้าไปรับกล่องกระบี่ แล้วหมุนตัวจากไปทันที
…
รุ่งอรุณ นอกประตูเมืองทิศตะวันตกของเมืองหลวงแคว้นต้าซาง หงจู่ขึ้นม้าเร็ว ควบม้าพันลี้มุ่งหน้าไปยังเมืองอวี๋โจว
ที่เรือนหลังจวนตระกูลหลี่ ห้าวันติดต่อกันแล้วที่หลี่จื่อเย่ไม่ได้ออกจากจวนเลย เขาฝึกกระบี่อยู่ในจวนตลอด
แน่นอน เหตุผลหลักคืออวิ่นคว่างได้เข้าร่วมกับเขาแล้ว เขาจึงไม่กล้าไปหาเื่คนของตัวเอง
วันที่หก ฟ้าเพิ่งสาง นอกประตูเมืองทิศตะวันออกของเมืองอวี๋โจว ม้าเร็วตัวหนึ่งควบมาอย่างบ้าคลั่ง บนหลังม้าคือหญิงสาวชุดแดง งดงามสง่า แผ่รัศมีอันองอาจ
ไม่นาน ที่จวนตระกูลหลี่หงจู่ก็มาถึง
หลี่จื่อเย่ได้ยินข่าว รีบเดินออกจากเรือนหลังเพื่อต้อนรับทันที
“พี่หงจู่”
เมื่อเห็นผู้มาเยือน หลี่จื่อเย่รีบแสดงความสามารถในการพูดจาไพเราะและความไม่รู้จักอายของตน ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านคงเหนื่อยจากการเดินทางมาไกล”
“คุณชายสาม”
หงจู่คำนับแล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “เ้าสำนักส่งข้ามาเพื่อรับใช้คุณชายสามเ้าค่ะ”
“พูดว่ารับใช้นั้นดูจะห่างเหินเกินไป”
หลี่จื่อเย่ยิ้มอย่างไร้เดียงสาพลางกล่าวว่า “ข้าเชิญพี่หงจู่มาก็เพียง้าให้พี่หงจู่ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น”
“หากคุณชายสามมีคำสั่งใด ข้าย่อมทุ่มเทช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ”
กล่าวจบหงจู่ก็ส่งกล่องกระบี่ยาวประมาณสามฉื่อจากหลังของนางให้แก่เขา พลางกล่าวว่า “นี่คือกระบี่ที่เ้าสำนักให้ข้านำมามอบแก่คุณชายสาม”
“กระบี่หรือ?”
หลี่จื่อเย่ได้ยินดังนั้น ดวงตาเขาก็เปล่งประกายด้วยความยินดี ของขวัญจากพี่รองย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
ถึงแม้ว่าจะได้รับเศษเหล็กนั้นมาจากอวิ่นควาง แต่ยังไม่สามารถหลอมเป็กระบี่ได้ในเร็ววัน เขายังกังวลว่าจะหากระบี่ที่เหมาะสมได้อย่างไร เขาคงไม่อาจขโมยกระบี่ชิงซวงของฉินเอ๋อร์นั่วมาได้
แน่นอน ส่วนใหญ่เป็เพราะเขาไม่กล้า
หลี่จื่อเย่รับกล่องกระบี่มา เมื่อเปิดออก ภายในมีกระบี่โบราณสีเขียวเข้มวางนิ่งอยู่ คมกระบี่ดุจสายน้ำฤดูใบไม้ร่วง แผ่รัศมีคมกล้า
ช่างเป็กระบี่ที่ดีจริง ๆ...
“ชุนจวิน?”
ณ ริมทะเลสาบหลังจวนตระหลี่ ฉินเอ๋อร์นั่วเห็นกระบี่ในมือของหลี่จื่อเย่ที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้างดงามของนางแสดงความประหลาดใจ
ตระกูลหลี่นี้ช่างมีอิทธิพลยิ่งนัก
กระบี่ชุนจวินเป็ผลงานของอาจารย์ช่างตีเหล็กผู้ยิ่งใหญ่เมื่อร้อยปีก่อน คมกริบยิ่งนัก หลังจากอาจารย์ผู้นั้นสิ้นชีพ กระบี่ชุนจวินก็หายสาบสูญไป
การที่ตระกูลหลี่สามารถตามหากระบี่เล่มนี้พบ แสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามของเครือข่ายข่าวกรองของพวกเขา
“ช่างน่าเสียดายสำหรับกระบี่ดี ๆ เช่นนี้”
ด้านข้าง จางซอมซ่อพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“การให้เ้าหนุ่มนั่นใช้กระบี่วิเศษเช่นนี้ ช่างเป็การสูญเปล่าโดยแท้”
“แต่ว่า หญิงสาวผู้นั้นก็ไม่เลวทีเดียว” จางซอมซ่อเสริมอีกประโยค แน่นอนว่าหมายถึงหญิงสาวชุดแดงที่อยู่ข้างกายหลี่จื่อเย่
“ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษ” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างสงบ ต่างหูของหญิงสาวชุดแดงผู้นั้น ปิ่นปักผม แม้แต่กำไลบนแขนล้วนสะท้อนแสงสีฟ้าประหลาด เห็นได้ชัดว่าชุบด้วยพิษร้ายแรง
“ตระกูลหลี่ไปหาพวกประหลาดพวกนี้มาจากที่ไหนกัน เพียงแค่หญิงหญิงตัวน้อย ก็ไม่ธรรมดาถึงเพียงนี้แล้ว” จางซอมซ่ออุทานด้วยความตกตะลึง “ดูท่าทางประจบประแจงของเ้าเด็กนั่นสิ เห็นได้ชัดว่ารู้ถึงความร้ายกาจของหญิงสาวผู้นี้ดี ข้าขอรับรองได้เลยว่าเ้าเด็กนี่ต้องมีแผนอะไรอยู่ในใจเป็แน่”
“อืม” ฉินเอ๋อร์นั่วพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางเข้าใจนิสัยของศิษย์ผู้นี้ดีพอสมควร เวลาขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เขาไม่มีความละอายใด ๆ เลย
“พี่หงจู่ พวกเราไปคุยกันในห้องดีกว่า”
หลี่จื่อเย่เดินนำหน้า ผ่านริมทะเลสาบไปโดยไม่รู้สึกเคอะเขิน ทำเป็ไม่เห็นสายตาแปลก ๆ ของเซียนกระบี่ทั้งสอง
ภายในห้อง หลังจากหงจู่เข้ามาแล้ว หลี่จื่อเย่ก็ปิดประตูลงทันที
หงจู่ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด เมื่อเห็นอีกฝ่ายปิดประตู ใบหน้างดงามกลับแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย
นางรู้จักนิสัยของคุณชายสามดี
จะเรียกว่า หน้าด้านไร้ยางอายก็คงไม่ผิด
ตอนเด็ก ๆ นางเคยรังแกคุณชายน้อยแห่งจวนตระกูลหลี่ผู้นี้มาไม่น้อย
เพียงแต่ภายหลังเมื่อรู้จักลำดับชนชั้น ต่อหน้าผู้คนนางจึงระมัดระวังตัวมากขึ้น
“จื่อเย่น้อย โตเป็หนุ่มแล้ว”
ภายในห้อง หงจู่กวาดตามอง่ขาของชายหนุ่มตรงหน้า แล้วเอ่ยอย่างมีนัยยะ
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่จื่อเย่หุบลงทันที โดยไม่รู้ตัวเขารู้สึกว่าได้หนีบขาทั้งสองเข้าหากันแน่นขึ้น
เ้านี่ช่าง... ลามก!