- บทที่ 5 -
คิดถูกจริง ๆ ใช่ไหม?
"เดี๋ยวก่อน"
เสียงของจอมดังขึ้นขัดจังหวะในขณะที่ต้นข้าวกับฟางกำลังเตรียมตัวออกไปจากห้องพักชั่วคราว ต้นข้าวหันกลับไปมองด้วยสายตาสงสัย ก่อนจะเห็นว่าเพื่อนสนิทของเขากำลังยื่นบางอย่างมาให้
"เอาไม้ถูพื้นนี่ไปด้วย ดีกว่าไปมือเปล่า"
จอมพูดขึ้นพลางส่งไม้ถูพื้นให้ ต้นข้าวรับมันมาไว้ในมือ มองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"อืม... ถึงมันจะดูไม่ใช่อาวุธที่ดีนัก แต่ก็ยังดีกว่ามือเปล่า"
เขาพูดพลางพลิกด้ามจับไปมา ก่อนจะแสยะยิ้มบาง ๆ คล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้
"แต่ถ้าเป็แบบนี้..."
'เป๊าะ!'
เสียงเนื้อไม้แตกร้าวดังขึ้น ต้นข้าวใช้แรงทั้งหมดหักหัวไม้ถูพื้นออกให้เหลือเพียงด้ามจับล้วน ๆ เศษไม้แตกกระจายร่วงลงพื้น ทิ้งให้ปลายด้ามที่ถูกหักห้อยลงมาอย่างแหลมคม กลายเป็หอกไม้ฉุกเฉิน
"แบบนี้น่าจะมีประโยชน์กว่า"
เขาลองสะบัดมันเบา ๆ ในมือ รู้สึกถึงน้ำหนักที่เบากำลังดี และขนาดที่พอดีกับการถือกระชับมือ
"เวรเอ๊ย... หัวไม้ถูพื้นกู..."
จอมพึมพำพลางทำหน้าเหมือนเสียดาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
ฟางมองภาพตรงหน้าแล้วหลุดขำเบา ๆ
"นึกภาพไม่ออกเลยว่าต้นข้าวจะกลายเป็นักรบไม้ถูพื้นไปแล้ว มันใช้ได้แน่นะ?"
"อย่าดูถูกอาวุธฉุกเฉินนะฟาง" ต้นข้าวหมุนด้ามไม้ถูพื้นในมืออย่างคล่องแคล่ว "ในโลกที่มีซอมบี้ อะไรก็เป็อาวุธได้ทั้งนั้นแหละ"
"เออ ๆ งั้นเอาไปละกัน" จอมโบกมืออย่างปลง ๆ
ฟางถอนหายใจแล้วยิ้มบาง ๆ "โอเค งั้นตอนนี้ก็พร้อมออกไปหารถยนต์แล้ว"
ต้นข้าวพยักหน้า กำด้ามไม้ถูพื้นดัดแปลงแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ใช่ ถึงเวลาลุยแล้ว"
จอมกับต้นข้าวช่วยกันดันโต๊ะที่ใช้ขวางประตูเอาไว้ออกอย่างระมัดระวัง ไม้ขูดไปกับพื้นส่งเสียงครืดคราดเบา ๆ ขณะที่พวกเขาขยับมันไปด้านข้าง
"เอ่อ...ใช่ มึงก็ระวังตัวไว้ด้วยนะจอม ถ้าใครมาก็ไม่ต้องไปสนใจ"
จอมขมวดคิ้วอย่างสงสัย "ทำไมวะ?"
ต้นข้าวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วเอ่ยต่อ
"เวลาแบบนี้ คนน่ากลัวกว่าซอมบี้อีก.."
แววตาของเขาไม่ได้มีเพียงความระแวดระวังต่อซอมบี้ แต่ยังมีบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น
จอมสบตากับเขา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
"โอเค กูจะพยาพยามระวัง"
ต้นข้าวพยักหน้ารับ
"แล้วก็ ถ้าเห็นรถขับผ่านที่นี่ นั่นหมายถึงพวกกูเอง มึงรีบออกมารอขึ้นรถเลยนะ"
"อ่าว? แล้วจะไม่ค้างคืนที่นี่ก่อนหรอ?" จอมถามเสียงไม่แน่ใจ
ต้นข้าวหัวเราะในลำคอ แต่ไร้รอยยิ้ม "ถ้ามึงเห็นกูขับรถฝ่ามา นั่นแปลว่าสถานการณ์เลวร้ายแล้วไงล่ะ"
น้ำเสียงของเขาทำให้จอมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว นี่ไม่ใช่การเตรียมตัวแบบปกติ แต่มันเหมือนคำสั่งเสียล่วงหน้ามากกว่า
ทันทีที่มีช่องพอให้มองลอดออกไป ต้นข้าวรีบสอดส่องไปรอบ ๆ ผ่านช่องแคบของประตู เขากลั้นหายใจตั้งใจฟังเสียงโดยรอบ แต่มีเพียงเสียงลมพัดแหวกผ่านต้นไม้ และเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ไม่มีเสียงครืดคราดลากเท้าของพวกมัน
"เคลียร์ ไม่มีซอมบี้แถวนี้" เขาพูดเบา ๆ แล้วหันไปพยักหน้าให้ฟาง
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย เขาค่อย ๆ เปิดประตูให้กว้างขึ้นพอให้พวกเขาแทรกตัวออกมาได้ ก่อนจะก้าวออกไปอย่างรวดเร็วแต่เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้านหน้าของอาคารศูนย์ติดต่อค่ายยังคงว่างเปล่า มีเพียงซากข้าวของที่ถูกทิ้งกระจัดกระจาย โทรศัทพ์ กระเป๋า รองเท้า และขวดน้ำกลิ้งอยู่ตามพื้น เป็หลักฐานว่าผู้คนเคยวิ่งหนีอย่างโกลาหลเมื่อไม่นานมานี้
"ฟางเธอรู้ไหมว่าที่จอดรถอยู่ตรงไหน?"
ฟางพยายามนึก ก่อนจะตอบ
"ถ้าจำไม่ผิด... น่าจะอยู่ใกล้ ๆ ตึกห้องพยาบาลนะ"
"โอเค"
ต้นข้าวไม่รอช้า เขารีบตรงไปยังจุดหมายโดยอาศัยพุ่มไม้และต้นไม้ใหญ่เป็ที่กำบัง ระหว่างทางพวกเขาแทบไม่พูดอะไรกัน นอกจากสื่อสารกันด้วยสายตาและสัญญาณมือ
แม้ค่ายนี้จะตั้งอยู่กลางป่าเขา แต่ก็มีจุดซ่อนตัวมากพอให้พวกเขาใช้หลบซอมบี้ ต้นข้าวกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ขณะที่ฟางตามมาติด ๆ
แล้วทันใดนั้น....
'แจะ.....แจะ....'
เสียงน่าขนลุกดังแว่วมาเบา ๆ
เหมือนเสียงเนื้อสดถูกบดเคี้ยวอย่างช้า ๆ ด้วยฟันที่เปื้อนเื กล้ามเนื้อฉีกขาด เส้นเอ็นถูกกัดกระชาก ขณะที่น้ำลายเหนียวข้นไหลยืดตามแรงขยับของขากรรไกร
กลิ่นคาวของเืลอยคละคลุ้งในอากาศ
ต้นข้าวกลั้นหายใจ สายตาหันไปทางต้นเสียง และภาพที่เห็นทำให้เขาต้องกัดฟันแน่น
ตรงหน้าห้องพยาบาลมีร่างไร้ิญญาของนักศึกษาหลายคนกระจัดกระจายไปทั่ว บางคนถูกฉีกเป็ชิ้น ๆ อวัยวะภายในทะลักออกมากองบนพื้น ิัฉีกขาดจนเห็นกระดูกขาวโพลน และท่ามกลางซากศพเ่าั้ มีร่างของซอมบี้สองตัวนั่งหมอบอยู่
'แจะ... แจะ...'
เสียงกัดกินยังดังไม่หยุด ขณะที่ซอมบี้กำลังใช้ฟันฉีกเนื้อจากร่างผู้เคราะห์ร้าย เืสีแดงฉานไหลซึมลงพื้นเป็แอ่งสีดำคล้ำในเงาสลัว
"อุ..."
เสียงกลั้นอาเจียนดังขึ้นเบา ๆ จากข้าง ๆ ต้นข้าวหันไปเห็นฟางยกมือขึ้นปิดปาก สีหน้าซีดเผือด ดวงตาสั่นไหวด้วยความขยะแขยง
เธอพยายามฝืนกลืนก้อนความรู้สึกขยาดลงไป แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นเกินกว่าที่เธอจะรับไหว
ต้นข้าวแตะไหล่เธอเบา ๆ เป็เชิงปลอบ "ฟาง ตั้งสติไว้นะ"
ฟางพยักหน้าหงึก ๆ แม้ว่ามือของเธอจะยังสั่นเล็กน้อยจากเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอกำด้ามธนูแน่น พยายามบังคับตัวเองให้สงบลง แม้ในอกยังเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง
"เราต้องหาทางไปที่ลานจอดรถโดยไม่ให้พวกมันเห็น"
ต้นข้าวกวาดสายตาเช็คอีกรอบอย่างถี่ถ้วน ตรงหน้าห้องพยาบาลมีซอมบี้สองตัวที่กำลังก้มหน้าก้มตากัดกินร่างไร้ิญญาอยู่ แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ ยังมีอีกสามตัวเดินวนไปมารอบ ๆ อาคาร เหมือนมันกำลังหาทางเข้าไปด้านใน
ห้าตัว... เยอะอยู่เหมือนกันถ้าเทียบกับอาวุธที่พวกเขามี
"เอายังไงดีข้าว..."
เสียงกระซิบแ่เบาจากฟางดังขึ้นข้างหู น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความหวาดระแวง แต่ก็ยังพยายามควบคุมตัวเองให้สงบ
ต้นข้าวหรี่ตาลงครุ่นคิด พวกเขามีอาวุธไม่มากพอจะสู้โดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าทำให้เกิดเสียงมากเกินไป พวกมันอาจจะเรียกตัวอื่น ๆ มาเพิ่มอีก
"เราจะอ้อมไปที่ลานจอดรถเลย"
"โอเค"
ฟางพยักหน้ารับทันที ไม่มีการถามซ้ำ เพราะเธอเชื่อว่าต้นข้าวต้องคิดมาแล้วว่ามันเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
ต้นข้าวพยักหน้ากลับให้เธอเช่นกัน ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก เขาหันไปสบตาจอมที่อยู่ข้าง ๆ แล้วกระซิบเบา ๆ
"เดินต่ำ ๆ อย่าทำเสียงดัง ถ้าฉันหยุดเธอต้องหยุด ถ้าฉันวิ่งเธอก็ต้องวิ่ง เข้าใจนะ?"
"อืม"
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ต้นข้าวก็เป็คนแรกที่ขยับตัว เขาก้มตัวต่ำ ใช้เงามืดจากต้นไม้และตัวอาคารเป็ที่กำบัง ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปอย่างระมัดระวัง
ฟางขยับตามหลังมาในจังหวะเดียวกัน เสียงฝีเท้าเบาราวกับเงา ไม่มีใครกล้าหายใจแรง ทุกย่างก้าวต้องมั่นใจว่าไม่เหยียบกิ่งไม้หรือเศษซากอะไรที่อาจส่งเสียง
เมื่อพ้นจากเงาของตึกห้องพยาบาล พวกเขาก็พบกับเส้นทางเปลี่ยวทอดยาวไปยังลานจอดรถ เป็ทางเดินดินที่มีต้นไม้ขึ้นแซมสองข้างทาง เงากิ่งไม้ทอดลงบนพื้นเป็เส้นคดเคี้ยวราวกับเงื้อมมือของบางสิ่งที่พร้อมจะฉุดพวกเขาไปได้ทุกเมื่อ
ต้นข้าวหยุดยืนนิ่ง ใช้มือแตะที่ลำตัวฟางเบา ๆ เป็สัญญาณให้เธอหยุด ฝ่ายหญิงรีบทำตามโดยไม่เอ่ยอะไร พวกเขาแอบแนบตัวเข้ากับพุ่มไม้ สายตาของต้นข้าวจับจ้องไปยังลานจอดรถที่อยู่ถัดไปเพียงไม่กี่สิบเมตร
โชคดีที่มีรถเหลืออยู่ บางคันประตูเปิดอ้า บางคันมีรอยเืเปรอะเปื้อนเป็ทางยาว และบางคัน...มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน
ต้นข้าวเพ่งมอง… ในรถกระบะคันหนึ่ง มีเงาของบางสิ่งกำลังกระตุกและดิ้นรนเหมือนถูกขังอยู่ภายใน
เสียงดัง ‘ตุบ... ตุบ... ตุบ...’ จากการกระแทกประตูรถดังก้องออกมา
ฟางกลืนน้ำลายลงคอ ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย เธอมองลานจอดรถอีกครั้ง ใจเธอกระตุกวูบ เมื่อเห็นว่ามีเงาของซอมบี้สองตัวเดินวนเวียนอยู่ระหว่างรถยนต์คันต่าง ๆ
เหงื่อไหลซึมลงข้างขมับ แม้จะไม่แน่ใจว่าสาเหตุเป็เพราะแดดที่ร้อนจัด หรือความหวาดกลัวกันแน่
"เราจะทำยังไงดี?" เธอกระซิบถาม น้ำเสียงสั่นไหวเล็กน้อย
"เธอจัดการตัวขวา ส่วนฉันจะจัดการตัวซ้าย" เขากระซิบสั้น ๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่น
"ทำได้ใช่ไหม?"
ฟางกำคันธนูในมือแน่น ปลายนิ้วเริ่มเย็นเฉียบแม้ว่าตอนนี้แดดจะร้อนจัดก็ตาม เธอเงยหน้ามองต้นข้าว เขากำลังจ้องเธออยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"ฉันไม่มั่นใจเลย..." เธอสารภาพเสียงเบา มือยังคงสั่น แต่เธอฝืนยิ้มออกมา แม้ริมฝีปากจะเจือ
"แต่ฉันคิดว่าทำได้!"
ต้นข้าวมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยแววตาพึงพอใจ
"ดี งั้นเริ่มเลย"
ฟางกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับปลายนิ้วเกี่ยวสายธนูอย่างระมัดระวัง หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะได้ยินชัดในความเงียบ ต้นข้าวเองก็กระชับด้ามไม้ถูพื้นในมือแน่น ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาฉายแววเยือกเย็น ไม่มีความลังเล ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความตั้งใจที่จะเอาตัวรอด
แสงแดดยามบ่ายทอดเงาของพวกเขาทาบลงกับพื้นซีเมนต์ร้อนระอุ เสียงลมแ่เบาพัดผ่านทำให้กิ่งไม้เหนือศีรษะไหวกระเพื่อมไปมา พวกเขาซ่อนตัวอยู่ข้างรถคันหนึ่ง ฟางค่อย ๆ ชะโงกหน้ามองเป้าหมายของตัวเอง ซอมบี้ตัวขวา มันกำลังเดินลากขาเอื่อย ๆ ขณะส่งเสียงขู่ครืดคราดจากลำคอ
‘ฉันทำได้..’ เธอบอกตัวเองในใจ
ต้นข้าวเองก็กำลังเพ่งเล็งไปที่เป้าหมายของเขา ซอมบี้ตัวซ้ายยังไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขา มันเดินวนไปมาระหว่างซากรถอย่างไร้จุดหมาย แต่พวกเขารู้ดีว่า แค่เสียงผิดปกติเล็กน้อยก็สามารถเรียกมันมาได้ทันที
ต้นข้าวกระซิบเบา ๆ "พร้อมไหม?"
ฟางสูดหายใจเข้าลึก นิ้วของเธอเกี่ยวสายธนูดึงตึงจนรู้สึกถึงแรงกดที่ปลายนิ้ว ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ศีรษะของเป้าหมายอย่างแน่วแน่
"พร้อม"
ทุกอย่างเงียบกริบ ราวกับเวลาได้หยุดนิ่ง
ต้นข้าวขยับเท้าไปข้างหน้าเบา ๆ เสียงรองเท้าของเขาเสียดสีกับพื้นซีเมนต์เล็กน้อย ซอมบี้ตัวซ้ายชะงัก หันศีรษะมาทางพวกเขา ดวงตาขาวขุ่นว่างเปล่า
"เอาเลย!"
เสียงต้นข้าวดังขึ้นพร้อมกับที่เขาก้าวพรวดออกไป ไม้ถูพื้นที่หักคมกริบถูกเหวี่ยงอย่างรวดเร็ว—เสียงปะทะหนักดัง ‘ผัวะ!’ เขากระแทกปลายแหลมของมันเข้าที่ขมับของซอมบี้อย่างแม่นยำ
ฟางเองก็กัดฟันแน่น ปล่อยลูกธนูออกไปในเสี้ยววินาทีถัดมา
'ฉึก!'
เสียงปลายธนูเสียบทะลุกลางหน้าผากของซอมบี้ตัวขวา ร่างของมันกระตุกเฮือก ก่อนจะล้มลงกระแทกพื้นไร้การขยับเขยื้อน
เงียบกริบ
ซอมบี้ทั้งสองตัวสิ้นฤทธิ์ แต่ต้นข้าวยังคงตั้งท่าระวัง เขากวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างเร่งรีบ—ไม่มีตัวอื่นมุ่งตรงมาทางนี้
ฟางกลั้นหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอแทบไม่อยากเชื่อว่าเธอทำได้
"ฟาง! ไปกัน!"
เสียงของต้นข้าวดึงเธอกลับมา ฟางรีบคว้าลูกธนูจากซอมบี้ที่เธอเพิ่งจัดการ แม้ว่ามันจะเปื้อนเื แต่เธอไม่มีทางเลือกเพราะลูกธนูมีจำกัดหากมีเวลาเก็บได้ก็จะเก็บ
ต้นข้าวโบกมือให้เธอรีบวิ่งตาม เขาตรงไปยังรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ใกล้สุด พวกเขาไม่รู้ว่ามันจะสตาร์ตติดหรือเปล่า เขาหยุดที่รถกระบะคันหนึ่ง สภาพมันใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งออกจากศูนย์ สีตัวถังยังสะอาดไร้รอยบุบหรือรอยขีดข่วน
เขารีบก้าวเข้าไปใกล้ มองลอดผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปภายในตัวรถ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องไปที่แผงคอนโซล และแล้วเขาก็เห็น...
มาตรวัดน้ำมันเต็มถัง!
"โชคดีเป็บ้า..." ต้นข้าวพึมพำเบา ๆ อย่างโล่งอก ถ้ารถมีน้ำมันเต็มถังแบบนี้ พวกเขาจะหนีออกไปจากที่นี่ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาหาสำรองเพิ่ม
แต่ปัญหาต่อไปก็คือ... รถดันล็อกอยู่
ฟางรีบก้าวตามเข้ามา ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล เธอกวาดตามองรอบ ๆ ลานจอดรถที่เงียบจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงลมพัดเอื่อย ๆ ผ่านใบไม้แห้งที่ปลิวไปตามพื้น
"ข้าว! เปิดได้มั้ย?" เธอกระซิบถาม แม้พยายามคุมเสียงให้เบาที่สุด แต่ปลายนิ้วที่กำคันธนูแน่นกลับสั่นเล็กน้อย
"ล็อกอยู่..." ต้นข้าวตอบเสียงเครียด ดวงตากวาดมองหาทางเลือกอื่น ถ้าไม่มีรีโมตปลดล็อก เราก็ต้องงัดรถแทน
ถึงงัดรถได้ก็จริง แต่เสียงที่เกิดขึ้นอาจดึงดูดพวกซอมบี้ ถ้าทำพลาดแม้แต่นิดเดียว พวกเขาจะถูกต้อนเข้ามุมทันที
ต้นข้าวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากวาดมองไปรอบ ๆ หาของที่พอจะใช้เป็เครื่องมือได้ สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ แท่งเหล็กยาว ที่ตกอยู่ใกล้ ๆ มันดูเหมือนเป็ชิ้นส่วนจากโครงเหล็กของเต็นท์ที่พังลงมา ต้นข้าวรีบก้าวไปหยิบมันขึ้นมา แล้วกลับมายืนข้างรถกระบะ
"ฟาง ช่วยดูต้นทางให้หน่อย"
"โอเค!" ฟางพยักหน้า รีบก้มตัวหลบหลังรถอีกคัน คอยสอดส่องรอบ ๆ
ต้นข้าวสูดลมหายใจเข้า กำแท่งเหล็กแน่น ก่อนจะแหย่มันเข้าไปตรงขอบประตูรถ เขาออกแรงงัดขึ้น พยายามใช้แรงกดให้ขอบประตูเผยอออก
'แกร๊ก...'
ต้นข้าวกัดฟันแน่น กดแรงขึ้นอีก เหงื่อเริ่มไหลซึมตามขมับ
'แกร๊ก! แกร๊กกก!'
มือของเขาสั่นเล็กน้อยจากแรงกด จังหวะนั้นเองที่เสียงกลไกประตูคลายตัว
'แกร๊ก!'
ประตูฝั่งคนขับกระเด้งออกเล็กน้อย!
เปิดได้แล้ว!
โชคดีจริงๆที่มีของให้งัดรถได้ นึกว่าต้องไปเดินหารถคันใหม่ แต่ถึงจะหารถที่เปิดได้ถ้าไม่มีน้ำมันหรือน้ำมันใกล้หมดก็จบเหมือนกัน ถึงการดูดน้ำมันจากรถคันอื่นอาจจะเป็ทางเลือกที่ดี แต่ปัญหาคือไม่มีสายยางให้เขาใช้งาน ถ้าหาก้าเอาน้ำมันจากรถคันนี้ไปเติมให้รถคันอื่น คงต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหาอีก
“โชคดีจริง ๆ ที่ไม่ต้องเสี่ยงออกไปหาสายยางให้ยุ่งยาก...” เขาพูดพลางขยับเข้าไปใกล้รถและรีบเปิดประตู ก่อนจะกระโจนขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ เขาเอื้อมมือไปปลดตัวล็อกอีกฝั่งเพื่อให้ฟางเปิดประตูเข้ามา
"เยี่ยมเลย! เช็ครถทีว่าติดไหม!" ฟางพูดอย่างโล่งอก
แต่แล้ว...ต้นข้าวก็ชะงักค้างเมื่อเห็นว่าปัญหาใหม่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ไม่มีกุญแจอยู่ที่ช่องสตาร์ท...!
ต้นข้าวรีบกวาดตามองไปทั่วคอนโซลหน้ารถ มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะเปิดช่องเก็บของฝั่งคนขับ
'แกร๊ก!'
ว่างเปล่า—ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นนอกจากเศษกระดาษใบเสร็จ
"ให้ตายเถอะ!" เขาสบถเสียงต่ำ ก่อนจะก้มลงไปมองใต้พวงมาลัย เผื่อเ้าของรถจะทำกุญแจตกไว้ตรงนั้น
แต่ก็ยังไม่เจออะไร...
"ฟาง! เธอลองเช็กที่เบาะหลังที"
ฟางรีบเอี้ยวตัวไปค้นดูที่นั่งด้านหลัง เธอเปิดช่องเก็บของระหว่างเบาะ พลิกดูใต้เบาะนั่ง แต่ก็ไม่มีวี่แววของกุญแจรถ
"ไม่เจอเลย..." เธอหันมาสบตากับต้นข้าว สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
ต้นข้าวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สายตาวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น เขาไม่มีทางเลือกแล้ว
"ฟาง เธอลงไปดูรอบ ๆ ไว้ ถ้ามีอะไรผิดปกติ บอกฉันทันที!"
ฟางพยักหน้าหงึก ๆ แม้มือของเธอจะยังสั่น เธอรีบกวาดสายตามองรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
ต้นข้าวไม่รอช้า รีบเอื้อมไปใต้พวงมาลัย ใช้นิ้วเกี่ยวกับแผ่นพลาสติกที่หุ้มแผงวงจรไว้อย่างแ่า แล้วออกแรงดึง
'แกร๊ก!'
แผ่นพลาสติกถูกกระชากออก เผยให้เห็นกลุ่มสายไฟหลากสีที่พันกันแน่น
ต้นข้าวรีบควานหาสายที่เชื่อมต่อกับระบบสตาร์ทรถ เขาอาจไม่ใช่ช่างเครื่องยนต์ แต่เขาก็เคยทำมาแล้วหลายครั้ง
เขาค่อย ๆ แยกสายไฟออกจากกัน ก่อนจะดึงสายเชื่อมกับระบบกุญแจออกมา ก่อนจะบิดปลายสายไฟสองเส้นเข้าด้วยกัน ประกายไฟแลบขึ้นมาแวบหนึ่ง
เครื่องยนต์เงียบกริบ...
ต้นข้าวคมวดคิ้ว เขารีบลองอีกครั้ง คราวนี้ออกแรงบิดแน่นกว่าเดิม
'แกร๊ก!'
เสียงเครื่องยนต์กระตุกขึ้น!
'บรึ้นนนนน—!'
รถสตาร์ทติด!
เขารีบกลับขึ้นมาที่นั่งคนขับ เปิดประตูอีกฝั่งก่อนจะเรียกฟาง
"ขึ้นมาเร็ว!"
ฟางพยักหน้า เท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นรถกลับต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงคนร้องดังขึ้นจากด้านหลัง
"ช่วยด้วย!"
เสียงะโแหลมสูงดังขึ้น แหวกผ่านความเงียบงันของลานจอดรถ
ต้นข้าวกับฟางสะดุ้ง หันขวับไปตามต้นเสียงแทบจะพร้อมกัน
และภาพที่เห็นทำให้เืในกายเย็นเฉียบ
เด็กหนุ่มสองคนในชุดนักศึกษากำลัง วิ่งกระเสือกกระสน หน้าตาตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว เขาหายใจหอบหนักเหมือนกำลังจะขาดใจ และที่น่าสะพรึงกว่านั้น—
ด้านหลังพวกเขามีผู้หญิงอีกหนึ่งคนที่สภาพดูไม่ต่างจากเขามากนัก กำลังพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอด และเื้ัพวกเขา
เงาตะคุ่มของ ซอมบี้หลายสิบตัว เสียงลากเท้า 'ครืด... ครืด...' ดังระงมไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงขู่คำรามต่ำในลำคอ พวกมันกระหาย... หิวโหย... และพุ่งเป้ามายังเหยื่อที่อยู่ตรงหน้าพวกมัน
เด็กหนุ่มที่เป็ผู้นำทางอยู่ด้านหน้าสุดหันมองข้างหลังเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกัดฟันพุ่งตรงมายังจุดที่ต้นข้าวและฟางอยู่
พวกมันใกล้เข้ามาแล้ว
"บ้าเอ้ย!" ต้นข้าวสบถอย่างหัวเสีย สถานการณ์เปลี่ยนจากเลวร้ายเป็วิกฤติภายในเสี้ยววินาที
ไม่มีเวลาแล้ว!
"ฟาง! รีบขึ้นรถ!"
ต้นข้าวเรียกฟางด้วยน้ำเสียงจริงจัง ฟางที่เห็นแบบนั้นก็ไม่รอช้า รีบกระโจนเข้าไปนั่งที่เบาะข้างคนขับแทบจะทันที มือเธอกำลูกธนูแน่นจนเหงื่อซึม ดวงตาสั่นระริกไปด้วยความตึงเครียด
ขณะเดียวกัน...
เด็กหนุ่มสองคนนั้นก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น พร้อมกับเด็กสาวอีกคนที่วิ่งตามหลังมาติด ๆ
แต่พวกมันก็เร่งตามมาเร็วขึ้นเช่นกัน!
ซอมบี้บางตัวเริ่มออกแรงวิ่ง พวกมันส่งเสียงแหลมต่ำ เหมือนสัตว์นักล่าที่ได้กลิ่นเหยื่อ และกำลังจะแตะถึงเป้าหมายของมันในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
ต้นข้าวกำพวงมาลัยแน่น ดวงตาตวัดมองกระจกมองข้าง
เขามีเวลาไม่ถึงห้าวินาทีตัดสินใจ—
จะช่วยคนพวกนั้น หรือจะขับรถออกไปเพื่อเอาชีวิตตัวเองให้รอด?
"ข้าว! เราต้องช่วยพวกเขา!" ฟางร้องขึ้นทันที น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความร้อนรน มือข้างหนึ่งยกขึ้นจับแขนเสื้อของเขาแน่น
ต้นข้าวกำพวงมาลัยแน่น ดวงตายังจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มสองคนกับเด็กสาวอีกคนที่กำลังวิ่งกระเสือกกระสนมา เื้ัพวกเขา ซอมบี้หลายตัวเร่งฝีเท้าตามมา ร่างกายมันกระตุกเป็จังหวะ เหยื่อของพวกมันอยู่ใกล้แค่เอื้อม
"ไม่" เขาตอบทันที เสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "เราไม่รู้จักพวกเขา!"
"แต่พวกเขากำลังจะตาย!" ฟางสวนกลับ ดวงตาของเธอสั่นไหวอย่างหนัก "เรามีที่ว่างในรถ! แค่เปิดประตูให้พวกเขาขึ้นมา—"
"แล้วถ้าพวกมันกัดพวกเขามาก่อนล่ะ?" ต้นข้าวตัดบทเสียงแข็ง ดวงตาของเขายังคงนิ่งเรียบ แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนไปหมด
"ถ้าเราช่วยพวกเขา แต่สุดท้ายพวกเขาติดเชื้อ ฟาง เราจะเอาพวกเขาขึ้นมาบนรถได้ยังไง?"
ฟางเม้มริมฝีปากแน่น เธอรู้ว่าเขามีเหตุผล
แต่เธอก็ไม่อาจละทิ้งคนที่ร้องขอความช่วยเหลือได้
"ข้าว... เราจะปล่อยให้พวกเขาถูกฉีกเป็ชิ้น ๆ ต่อหน้าต่อตาเราจริง ๆ เหรอ?" เสียงของเธอเบาลง แต่เต็มไปด้วยอารมณ์
ต้นข้าวบีบพวงมาลัยแน่นขึ้น ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
เขาอยากรอด
แต่ช่วยคนอื่นเท่ากับเพิ่มความเสี่ยง
เขาเคยเห็นเื่แบบนี้มาก่อนในไทม์ไลน์เดิม ความใจดีทำให้หลายคนต้องตาย หลายครั้งที่การยื่นมือไปช่วย กลับกลายเป็การเอาหายนะมาใส่ตัว
พวกเขายังไม่รู้จักกันดีพอ พวกเขาอาจเป็ภาระ หรือที่แย่กว่านั้นคืออาจเป็ภัยต่อพวกเรา
เสียงฝีเท้าของซอมบี้ใกล้เข้ามาทุกที
"ข้าว! เราต้องช่วย!" ฟางร้องอีกครั้ง เสียงเธอสั่นเครือกว่าครั้งก่อน
ต้นข้าวกัดฟันแน่น เขาไม่อยากทำแบบนี้เลย
แต่เสียงของฟางยังดังก้องอยู่ในหัว—
เขาเหลือบมองไปที่ผู้รอดชีวิตสามคนที่ยังคงดิ้นรนวิ่งเข้ามา สีหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ด้านหลังของพวกเขา ซอมบี้หลายตัวกำลังเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
"บ้าเอ้ย!" เขาสบถ ก่อนจะตัดสินใจหักพวงมาลัยอย่างแรง "ขึ้นมาหลังรถเร็ว!" เขาะโสุดเสียง
ฟางหันขวับไปมองต้นข้าว ดวงตาเธอเบิกกว้างก่อนจะเปลี่ยนเป็ความโล่งใจ
"เร็วเข้า! ขึ้นมาหลังกระบะ!" เธอโบกมือเรียกพวกเขา
เด็กหนุ่มสองคนกับเด็กสาวเร่งฝีเท้าสุดชีวิต พวกเขาแทบจะกระโจนขึ้นรถทันที
"ไปเลย ไปเลย!" เด้กหนุ่มร้องบอกด้วยเสียงกระเส่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อและความหวาดกลัว
ต้นข้าวเหยียบคันเร่งสุดแรง รถพุ่งออกไปทันที เสียงซอมบี้กรีดร้องไล่หลัง กระแทกตัวเข้ากับรถอย่างจัง
แต่พวกมันคว้าไม่ทันแล้ว
ต้นข้าวหายใจแรง หัวใจเต้นกระหน่ำ
เขามองกระจกหลัง เห็นพวกมันยังคงคลั่งอยู่ตรงนั้น
แต่พวกเขาหนีออกมาได้แล้ว
เขาไม่แน่ใจว่าการช่วยพวกเขาเป็ "สิ่งที่ถูกต้อง" หรือเป็ "ความผิดพลาดครั้งใหญ่" กันแน่...