มือใหญ่ค่อยๆยื่นมาจับที่ปลายคางของเธอเสยขึ้นเบาๆ
“ถ้าหัวใจของเราทั้งคู่คิดเช่นเดียวกันทำไมเราถึงไม่ลองปล่อยใจของเราให้เป็ไปตามที่เสียงร่ำร้องล่ะ”
“คุณหวง”
“คุณเป็ห่วงความรู้สึกของจินซีงั้นเหรอ”
เธอพยักหน้าเบาๆ
“เราก็อย่าเพิ่งให้เธอรู้เื่ของเราสิ เราลองคบกันแบบลับๆไปก่อน”
เธอรีบโผลเข้ากอดเขา
“คุณหวง ทำไมนะทำไมทำไมเราไม่เจอกันก่อนถ้าฉันพบกับคุณก่อนจินซีฉันคงไม่รู้สึกผิดแบบนี้”
เขาค่อยๆกระชับกอดเธอไว้แน่น
“ต่อให้เราจะเจอกันในเวลานี้แต่ทุกอย่างก็ยังไม่สายเกินไป เรามาลองจับมือไปด้วยกันดูก่อนถึงจะคบกันแบบลับๆแต่หากความรู้สึกของเรายังเพิ่มมากขึ้นบางทีผมอาจจะถอนหมั้นกับจินซี”
เธอยิ้มด้วยความดีใจ
“คุณพูดจริงๆนะคะ”
เขาพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้เธอ
หลายเดือนผ่านไป..........
ยิ่งนานวันความใกล้ชิดและสนิทสนมของหวงเต๋อจงและลั่วเหวินเหย่ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
“คุณหวงเอามานะเอาโน้ตเพลงคืนมานะค่ะฮ่า ฮ่า ฮ่าอย่าแกล้งฉันสิคะ เอามานะ เอาคืนมา“
“ไม่ให้คุณต้องบอกว่ารักผมก่อน”
“ไม่เอาหรอก ฉันไม่พูดหรอกค่ะ เอาคืนมานะ”ทั้งสองต่างเล่นหยอกล้อเคล้าเคลียกันราวกับเป็คู่รัก
หวงเต๋อจงรีบฉุดร่างเล็กลงมานั่งที่ตักของเขาก่อนจะหอมแก้มเธอไปหนึ่งฟอดใหญ่
“ผมรักคุณนะเหวินเหย่”
“ฉันก็รักคุณค่ะ”
เธอยิ้มพร้อมกับเหย่อตัวขึ้นไปจูบที่ริมฝีปากของเขาอย่างแ่เบาราวกับเป็คู่รักโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าหยินจินซีได้แอบตามมาและเห็นภาพบาดตาและถ้อยคำที่พวกเขาพูดออกมาทุกอย่าง
มือเล็กกำหมัดไว้แน่นแม้เธอจะเตรียมใจมาแล้วและเคยเห็นภาพนี้มาครั้งหนึ่งแต่ความเ็ปและความโกรธเกลียดก็ดูจะไม่ได้ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็เธอในตอนนั้นคงเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายโทษตัวเอง โทษโชคชะตาและพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะได้เขาคืน แต่เธอในวันนี้ไม่ใช่หยินจินซีคนนั้นอีกแล้วเมื่อสิ่งวิเศษได้ให้โอกาสเธอกลับมาแก้ไขความเ็ปอีกครั้งดังนั้นครั้งนี้เธอก็จะขอทำตามที่เธออยากจะทำมาโดยตลอด ความอ่อนแอ ความใจดี ความสงสารต่อคนทั้งสองจะไม่มีในตัวของเธออีกต่อไป เธอแสยะยิ้มอย่างเ็าก่อนจะเดินกลับบ้านของเธอในทันที
ร่างเล็กรีบเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องของเธอก่อนจะหยิบกล่องใบสวยออกมาจากลิ้นชัก
เงินเก็บที่เธอเก็บสะสมมาถูกหยิบออกมาจากกล่องพร้อมกับยัดลงไปในกระเป๋าถือสีขาวก่อนจะลุกออกจากห้องไป
“อ้าวจินซีลูกกลับมาั้แ่เมื่อไหร่ไหนบอกจะไปหาหวงเต๋อจงไม่ใช่หรอกเหรอจ๊ะ”
เธอยิ้มให้กับผู้เป็แม่
“หนูมีสิ่งสำคัญที่ต้องทำมากกว่าค่ะคุณแม่ หนูไปก่อนนะค่ะ”เธอรีบร้อนเดินออกจากบ้านไปทิ้งไว้เพียงความฉงนที่อยู่บนใบหน้าของจินหยง
ครั้นเมื่อเธอมาถึงตลาด เธอยืนจ้องมองร้านขายกล้องถ่ายรูปก่อนจะรีบเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่รีรอ
“คุณหนู คุณหนูสนใจกล้องตัวไหนงั้นเหรอครับ”เ้าของร้านเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นเธอเดินจดๆจ้องๆมองดูกล้องถ่ายรูปที่มีมากมาย
“เอ่อ ฉันอยากได้กล้องที่ถ่ายรูปแล้วเห็นภาพได้ชัดเจนน่ะค่ะพอจะมีตัวไหนแนะนำได้บ้าง”
เ้าของร้านยิ้มก่อนจะเดินไปหยิบกล้องถ่ายรูปให้กับเธอ
“คุณหนูลองกล้องตัวนี้ครับเพิ่งนำเข้ามาใหม่ เป็ที่นิยมมากๆในตอนนี้”
เธอหยิบกล้องถ่ายรูปนั่นมาด้วยความพอใจ
“งั้นช่วยสอนวิธีใช้ให้กับฉันหน่อยค่ะ”
เ้าของร้านไม่รอช้าเขารีบสอนเธอใช้กล้องถ่ายรูปนั่นทันที เมื่อเธอมั่นใจว่าสามารถใช้กล้องได้อย่างถูกวิธีจึงได้ยื่นกล้องนั้นให้กับเ้าของร้าน
“ฉันเอากล้องตัวนี้ค่ะช่วยห่อให้ด้วย”เธอพูดพร้อมกับรีบหยิบเงินออกมาจ่ายค่ากล้องถ่ายรูปในทันที
เธอมองดูกล้องถ่ายรูปที่ซื้อมาอย่างพอใจก่อนจะรีบเดินออกมาจากร้านในทันที
“คุณหยินจินซี”
เธอรีบหันไปมองตามเสียกเรียกนั่นก่อนจะเผยยิ้มกว้างออกมา
“ผู้พันเยว๋”
“บังเอิญจังนะครับ”
“อาจไม่ใช่แค่ความบังเอิญแต่อาจเป็เพราะใจตรงกันก็ได้นะคะ”เธอแสร้งพูดแหย่เขา
ชายหนุ่มยิ้มเขินหน้าแดงระเรื่ออย่างน่ารัก
“แล้วคุณกำลังจะไปไหนงั้นเหรอครับ”
“ฉันกำลังจะกลับบ้านน่ะ”
“ดีเลย ผมก็จะผ่านไปแถวนั้นพอดีงั้นผมเดินเป็เพื่อนนะครับ”
“ด้วยความยินดีค่ะ”
ทั้งสองต่างเดินพูดคุยกันไปตลอดทางแม้ว่าความรู้สึกของคนทั้งคู่จะเริ่มพัฒนามากกว่าคนรู้จักแต่ทั้งสองยังคงเว้นระยะห่างของความเหมาะสมเอาไว้เพราะตราบใดที่เธอยังมีคู่หมั้นเธอก็ยังคงไม่ทำตัวให้เป็ขี้ปากของผู้คน เช่นเดียวกับผู้พันเยว๋ที่ยังคงให้เกียรติเธอเช่นเดียวกัน