ตอนที่ 4: เลือดนองช่วยสาว!
ฟุ่บ!
เป้าก้มหน้าทะยานฝ่าดงข่อยและเครือหนามเล็บเหยี่ยวรั้งท้ายค่ายอย่างบ้าคลั่ง กิ่งไม้และหนามป่าเกี่ยวใบหน้าหน้าแข้งจนถลอกปอกเปิก แต่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย ยามนี้สายฝนเริ่มหนาเม็ดหอบเอาไอหนาวปะทะตัว ทว่าหัวใจเขาร้อนรุ่มราวกับถูกไฟสุม...
ห่างออกไปจากรั้วค่ายเสบียงหลายเส้น ร่างบางนุ่มนวลของ ‘แม่หญิงกระดังงา’ กำลังเดินสะพายตะกร้าสานเก่าๆ ก้มหน้าก้มตาค้นหารากพืชป่าอย่างขะมักเขม้น หล่อนใช้เสียมเหล็กอันเล็กขุดแงะหน้าดินเฉอะแฉะเพื่อค้นหา ‘รากสะบ้ามนต์’ และ ‘ใบพญายอป่า’ หวังจะนำมาต้มชโลมประคบบรรเทาอาการระบมช้ำตามตัวให้เป้า
“พี่เป้าหนอพี่เป้า... โดนตีจนไม้หน้าสามหักปานนั้น ยังจะมาทำกะล่อนพ่นวาจาเลื่อนเปื้อนชวนให้โดนกระทืบอยู่ได้ หากข้าไม่หายาสมุนไพรไปพอกผิวเนื้อให้ มีหวังเนื้อตัวพี่เป้าคงปูดบวมเขียวช้ำเป็นแน่แท้...” หล่อนพึมพำกับตนเองช้าๆ หยาดฝนปัดปอยผมยาวสลวยให้แนบไปกับแก้มใส เนินอกอิ่มพองามภายใต้กระโจมอกผ้าแถบสีส้มหวานขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจอันห่วงใย
ทว่า... ความเงียบงันของพงข่อยหนาทึบเบื้องหลังพลันถูกทำลายลงช้าๆ!
เสียงเหยียบย่ำใบไม้แห้งดังสวบสาบอย่างหนักแน่นและรวดเร็วทำให้กระดังงาสะดุ้งโหยง หล่อนรีบหันขวับไปมอง หวังว่าจะเห็นใบหน้ากะล่อนยียวนของเป้าเหมือนเคย ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้อกใจแทบหยุดเต้น
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำเหี้ยมเกรียมสองคนก้าวพรวดออกมาจากดงดิบ พวกมันสวมเสื้อหนังสัตว์ผุๆ มอๆ เละเทะมีคราบเลือดดำแห้งกรังติดอยู่ ท่อนล่างนุ่งผ้าโจงกระเบนหยักรั้งขลุกขลิกเปรอะโคลน ที่เอวคาดด้วยปลอกดาบเหล็กกล้าสะพายเฉียง ดาบโค้งคู่ปลายแหลมคมกริบเสียบเด่นอยู่ข้างตัว ทั้งสองใช้ผ้าด้ายสีดำมอมแมมปิดพรางครึ่งใบหน้า ทว่าแววตาดุดันโหดร้ายฉายแววหิวโซและคุกคามประหนึ่งสุนัขป่าล่าเหยื่อ
พวกมันคือหน่วยสอดแนมของ ‘พยัคฆ์ทมิฬ’ ข้าศึกแว่นแคว้นอริที่ลอบข้ามแดนเข้ามาป้วนเปี้ยนหวังปล้นและทำลายค่ายเสบียง!
“อุ๊ย! พวกเจ้าเป็นใครกัน!” กระดังงาร้องเสียงหลงด้วยความตื่นระทึก ขาทั้งสองข้างก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติจนสะดุดรากไม้เสียหลัก ตะกร้าใส่สมุนไพรร่วงกราว ดินโคลนสาดเปื้อนนิ้วมือเรียวงาม
ทหารข้าศึกคนแรกไม่ตอบคำถาม มันพุ่งกายเข้ามาอย่างรวดเร็วปานลมกรด สองมือหยาบกร้านราวกับหนังแรดตะปบเข้าที่ข้อมือเรียวของกระดังงาอย่างแรงจนหล่อนร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด กระดูกข้อมือแทบจะแตกสลายภายใต้แรงบีบมหาศาลของมัน
“ปล่อยข้านะ! ปล่อย!” หล่อนสะอื้นไห้ ดิ้นรนสุดชีวิต
ทหารพยัคฆ์ทมิฬคนที่สองก้าวเข้ามาดักหน้า สองมือตะปบคอหอยของกระดังงาบีบแน่นจนหล่อนหายใจไม่ออก ใบหน้าน่ารักแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความอึดอัดทรมาน หยาดน้ำตาใสๆ ไหลอาบสองแก้มด้วยความหวาดกลัวขวัญผวา
“เงียบปากของมึงเสียไอ้หญิงบ้านป่า!” มันกระซิบขู่เสียงแหบห้าว แววตาโหดร้ายจับจ้องมองสำรวจสรีระร่างบางนุ่มนวลภายใต้ผ้าแถบเปียกฝน ลาดไหล่ขาวนวลฉายแสงประดับน้ำฝนเรียกตัณหาความดุร้ายในตัวมันให้พลุ่งพล่าน “ค่ายเสบียงของพวกบ้านป่าอยู่ที่ใด! มีทหารยามคุมกี่มากน้อย! ตอบกูมาเดี๋ยวนี้ หากมึงตลบตะแลง กูจะแล่เนื้อคอมึงทิ้งเสียยามนี้!”
ไม่เพียงแต่เค้นถาม มืออีกข้างที่หยาบโลนของข้าศึกคนแรกพลันยื่นมาดึงทึ้งปมผ้าแถบกระโจมอกของกระดังงาอย่างแรงจนผ้าถากไถลเผยให้เห็นเนินเนื้ออิ่มขาวผ่องและแผ่นหลังเนียนละเอียดสะท้อนแสง ยามผ้าแถบหล่นวูบลงมา ความหวาดกลัวระคนถูกย่ำยีเกียรติสตรีทำให้น้ำเสียงของกระดังงากลายเป็นความสะอื้นสั่นเครือร้องลั่นป่า
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยข้าที! พี่เป้า... ฮือ... ช่วยข้าด้วย!”
“ร้องไปก็ไม่มีผู้ใดได้ยินหรอกอีตัวดี ยามนี้ฝนตก ลมแรง เสียงมึงก็แค่น้ำป่าพัดผ่าน... ตอบคำถามกูมา ไม่อย่างนั้นข้าศึกอย่างพวกกูสองคนจะรุมขยำร่างเนื้ออุ่นๆ ของมึงตรงนี้เสียให้หนำใจก่อนค่อยฆ่า!” ทหารข้าศึกแสยะยิ้มหื่นกระหายอวดฟันดำปี๋ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แก้มเนียนของหญิงสาวจนกลิ่นสาบสางคาวโลกีย์เตะจมูก
กระดังงาหลับตาแน่นร้องไห้สะอื้นปางตาย ร่างกายสั่นระริกราวกับลูกนกตกน้ำในคืนฝนตก หล่อนยอมจำนนต่อโชคชะตาอันมืดมนตรงหน้า
ทว่า... ในวินาทีวิกฤตที่ผ้าแถบจะหลุดลอยคายสายตาข้าศึก!
*ตูมมมมมม!!!*
ร่างผอมแต่มีมัดกล้ามเนื้อพละกำลัง 1.5 ชั่งของ ‘เป้า’ พุ่งแหวกพุ่มไม้หนาทึบออกมาดั่งลูกธนูเหล็กกล้าหลุดจากแล่ง ร่างของเขาโถมกระแทกเข้าใส่สีข้างของทหารข้าศึกคนแรกที่กำลังรังแกกระดังงาอย่างจัง แรงชนรุนแรงจนทหารข้าศึกร่างกำยำลอยคว้างล้มกลิ้งคลุกคลานไปบนดินโคลนแฉะ
“ถอยไปให้พ้นเมียกูไอ้ระยำ!” เป้าแผดคำรามเสียงดังสนั่นลบเสียงพายุฝน เขาตะโกนก้องส่งสายตาดุดันจ้องข้าศึก “กระดังงา! วิ่งหนีกลับค่ายไปเร็วเข้า! เรียกพวกพี่ๆ ทหารยามมาช่วยเร็ว!”
กระดังงาลืมตาขึ้นเห็นเป้าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยดินโคลนสะทกสะท้านยืนขวางหน้าเธอไว้ หล่อนรีบยกมือขึ้นกระชับผ้าแถบปิดเนินอกปานขาดใจ น้ำตาคลอเบ้า “พี่เป้า! พวกมันมีดาบเหล็ก! ระวังตัวหนาพี่!” หล่อนรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนีจู๊ดตรงไปยังแนวค่ายตามคำสั่งอย่างตื่นตระหนก
“หนอย! ไอ้หนุ่มสวะบ้านป่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนแท้ๆ!”
ทหารพยัคฆ์ทมิฬคนที่สองสะบัดหน้าดุร้าย แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารลึกล้ำ มันชักดาบโค้งคู่ปลายแหลมเปี๊ยบออกจากฝักเหล็กดัง *เคร้ง!* ประกายดาบสีเงินสะท้อนแสงมืดครึ้มของพายุฝน มันพุ่งตัวสืบเท้าเร็วปานสายฟ้าฟาด ชี้ปลายดาบตรงมาที่กลางอกของเป้าหมายขยี้หัวใจปลิดชีพทันที!
เป้าเห็นท่าไม่ดี สัญชาตญาณความกลัวตามสรีระเริ่มตื่นเต้น ทว่าเขาตระหนักว่าหากตนเบี่ยงตัวหลบ คมดาบแหลมจะพุ่งเลยไปปะทะด้านหลังปักเข้ากลางหลังของกระดังงาที่เพิ่งวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวแน่นอน!
‘เชี่ยเอ๊ย! ร่างกายกูเพิ่งกายเหล็กไหลขั้นสอง... ทนไม้หน้าสามได้ก็จริง แต่ดาบเหล็กกล้าเจาะแบบนี้ เนื้อหนังธรรมดาต้านไม่อยู่แน่! แต่กูเป็นนักมวยเก่า จะให้ปล่อยให้เมียในอนาคตโดนฟันได้ยังไงวะ! สู้โว้ย!’
เป้าแผดเสียงคำรามลั่นสุดขีด กางแขนกางขาโถมร่างเข้าขวางวิถีดาบ ยื่นอกรับปลายดาบแหลมเปี๊ยบแทนโล่มนุษย์อย่างไม่คิดชีวิต!
*ฉึกกกกก!!!*
เสียงปลายดาบเหล็กดิบหนักๆ เจาะทะลวงผ่านกล้ามเนื้อชั้นผิวหนังหนาของกายเหล็กไหลขั้นสองดังสนั่นเนื้อแตกขาด ทหารข้าศึกใส่แรงแทงสุดแขนจนคมดาบจมลึกเข้าไปในสีข้างขวาของเป้าเต็มรัก! ความเจ็บปวดรุนแรงดั่งลาวาเดือดและเหล็กร้อนแผดเผาทะลวงเข้าสู่ขั้วตับไตไส้พุงแล่นพล่านขึ้นสมองเป้าทันที
“อ๊ากกกกกกกก!!!”
เป้าร้องลั่นด้วยความทรมานสุดแสน เลือดสดๆ สีแดงฉานและร้อนฉ่าพุ่งฉีดทะลักออกจากบาดแผลสีข้างฉีกขาดไหลทะลักเป็นสายประหนึ่งน้ำพุสีโลหิต ย้อมใบหญ้าป่าและโคลนชื้นแฉะรอบเท้าจนกลายเป็นสีแดงชาด ร่างผอมสั่นสะท้านแทบจะล้มพับฟุบลงจมดินโคลน ความอ่อนล้าจากความเข้มข้นของโลหิตที่สูญเสียไปอย่างรวดเร็วทำเอาดวงตาพร่าเลือน
**[ ติ๊ง! วิกฤต! โฮสต์โดนเหล็กแหลมปักสีข้าง! ดีที่ ‘กายเหล็กไหล ขั้น 2’ ซับแรงแทงไว้ทัน ไม่อย่างนั้นปอดแหว่งไปแล้วนะจ๊ะ! ระบบบวกแต้มโบนัสให้สะใจ: ค่าความทนมือทนตีน +50 แต้ม! ]**
ทหารข้าศึกคนที่หนึ่งลุกขึ้นมาจากโคลน สะบัดดาบคู่อีกเล่มเดินเยื้องย่างเข้ามาด้วยรอยยิ้มสมเพช “หนังเหนียวใช้ได้นี่ไอ้ขยะบ้านป่า โดนแทงสีข้างจมมิดด้ามดาบยังไม่ตายคาทีอีกรึ! งั้นกูจะกะซวกหัวใจมึงให้ขาดสิบซีก!”
เป้ากรามขบแน่นจนเลือดไหลซึมตามร่องฟัน สายตาดุดันแดงก่ำประหนึ่งหมาบ้าตรอกตัน แม้ร่างกายจะปวดร้าวแทบดับดิ้นแต่จิตใต้สำนึกของนักสู้ไม่ยอมให้เขาจำนน เขาไม่สนใจแผลฉกรรจ์ที่เลือดทะลักโชกตัว เป้าโถมร่างเอาแขนและขาเข้ากอดรัดข้อเท้าของทหารข้าศึกคนที่สองเอาไว้แน่นหนาดั่งคีมเหล็กกล้าหนีบแน่น ดึงรั้งร่างมันล้มลงกระแทกดินจนเสียงข้าศึกตะคอกสบถคำรามลั่น
“ปล่อยกูไอ้หมาบ้า! ปล่อย!”
ทหารพยัคฆ์ทมิฬคนแรกโกรธจัด มันเงื้อด้ามดาบหนาหนักกระหน่ำทุบตีลงบนหัวและใบหน้าของเป้าอย่างบ้าคลั่ง สลับกับใช้ส้นเท้าเปื้อนฝุ่นเหยียบย่ำกระทืบขยี้แผลฉีกที่สีข้างของเป้าซ้ำๆ เพื่อบีบบังคับให้เขาปล่อยมือ
*พลั่ก! ผัวะ! อั้ก!*
แรงบีบกระทืบแผลทำเอาเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเต็มหน้าข้าศึกและเปื้อนโคลนใบไม้ เป้าเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจตายคาดินโคลน ร่างกายกรีดร้องด้วยความอ่อนล้ากระสับกระส่าย แต่เขายังคงกัดฟันแน่นหนาส่งเสียงครางครืนในลำคอ แขนขาที่โอบรัดไม่ยอมปล่อยคลายเด็ดขาด สายตาเพ่งมองตรงไปยังทิศทางค่าย หวังเพียงให้กระดังงาวิ่งหนีไปถึงที่ปลอดภัย
กระดังงาวิ่งไปพลันเหลียวหลังกลับมาเห็นเป้าโดนแทงเลือดแดงฉานอาบตัวและกำลังโดนรุมกระทืบปางตาย หล่อนใจสลายส่งเสียงกรีดร้องสะอื้นไห้เสียงดังลั่นจนสุดเสียง “พี่เป้า!!! ฮือ... ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยพี่เป้าที! พวกมันจะฆ่าพี่เป้าแล้ว!”
เสียงกรีดร้องระทึกขวัญและปวดร้าวใจของกระดังงาดังก้องสะท้อนฝ่าพายุฝนไปถึงแนวลาดตระเวนท้ายค่ายเสบียงพวกลูกบ้าน นำโดยผู้ใหญ่บ้าน และทหารยามชาวบ้านรวมถึงพวกนักเลงคุมค่าย ควงมีดพร้า จอบ เสียม ดาบไม้ปลายเหล็ก พากันวิ่งกรูออกมาหลายสิบคนดุจฝูงผึ้งแตกรัง
“อยู่ตรงนั้น! มีพวกสอดแนมพยัคฆ์ทมิฬรังแกสตรีอยู่ตรงนั้น! ฆ่ามันเร็วเข้าพวกเรา!” เสียงนายบ้านคำรามสั่งการ
ทหารข้าศึกสองนายเห็นจำนวนชาวบ้านพรั่งพรูแห่เข้ามานับสิบคนพกมีดอาวุธครบมือ พวกมันใบหน้าเปลี่ยนสี ตระหนักดีว่าพลาดท่าโดนสลัดหนีไม่พ้นแน่ ทหารคนที่สองพยายามดึงขากระชากหนีสุดกำลัง “ไอ้หนุ่มบ้าปล่อยข้าสิวะ! ข้าจะสลัดหลบหนีไม่พ้นเพราะมึงกอดแน่นปานนี้!”
มันใช้เท้ายันหน้าอกเป้าเตะสวนหน้าเป้าจนจมูกเบี้ยวผิดรูปกระดูกร้าว เลือดปนโคลนกบหน้า
**[ ติ๊ง! โดนย่ำหัวและขยี้แผลสีข้างซ้ำซ้อน: ค่าความทนมือทนตีน +40 แต้ม... ทรหดสุนัขยอมสยบเลยนะโฮสต์! ]**
แต่เป้ายิ้มแสยะฟันเปื้อนโลหิตสีแดง แขนที่อ่อนเปลี้ยไร้แรงกลับโอบเกาะรัดขาแน่นยิ่งกว่ากาวเหล็กไหลขั้นสองจนพวกข้าศึกขยับเขยื้อนก้าวเท้าไม่พ้นแม้แต่ก้าวเดียว จนกระทั่งร่างชาวบ้านและทหารยามวิ่งเข้าประชิดวงล้อมรุมทุบตีควงมีดพร้าจอบฟันหัวแบะกระแทกหน้าอกข้าศึกพยัคฆ์ทมิฬจนล้มคว่ำกลายเป็นศพคาดินโคลนแฉะไปทั้งคู่
“พี่เป้า! พี่เป้าเจ้าขา!”
กระดังงาพุ่งตัวหลุดจากวงล้อมชาวบ้านล้มลงคุกเข่าบนดินโคลนแฉะ ประคองร่างผอมบางชุ่มเลือดโชกของเป้าเข้ามาซบแผ่นอกบางของหล่อน น้ำตาไหลอาบนองหน้าสะอื้นไห้เสียงสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกผิดและซาบซึ้งใจที่เป้าเอาชีวิตตนเข้าแลกรับดาบสละชีพเพื่อหล่อน
“ฮือ... อย่าตายนะพี่เป้า ข้าขอร้อง... เจ้าช่วยข้าไว้ทำไมกัน ฮือ...”
เป้าปรือตามองหน้าอกและแก้มเปียกฝนเปียกน้ำตาของกระดังงาช้าๆ รอยยิ้มกะล่อนอันเป็นเอกลักษณ์ผุดขึ้นประดับใบหน้าที่อาบเลือดนอง
“กระดังงา... ข้า... ข้าบอกแล้วไง... ระดับพี่เป้าซะอย่าง... กระสอบทรายพรีเมียมเตะฟัน... ยังไง... ยังไงก็ไม่พังหรอกจ้ะ...”
เสียงพึมพำแผ่วเบาจางลงสติของเป้าวูบดับมืดมิดลงกลางอ้อมกอดเปียกฝนชุ่มอุ่นของหญิงสาว ท่ามกลางความตื่นตระหนกและซาบซึ้งใจของคนค่ายบ้านป่าชายแดนทั้งหมดที่ยืนล้อมดูอยู่
ในห้วงมืดมิดแห่งจิตใต้สัมผัส ระบบเทพแมงดาเด้งสัญญาณข้อความเสียงใสกังวานดังสะท้อนขึ้น...
**[ ติ๊ง! ปกป้องแม่หญิงด้วยชีวิตลุล่วง! โบนัสผู้พิทักษ์สาว +100 แต้มระบบ! พละกำลังเพิ่มเป็น 2.0 ชั่ง... ทนพิษบาดแผลไปก่อนนะจ๊ะ อย่าเพิ่งสิ้นใจตายไปซะล่ะโฮสต์! ]**
ทว่า... ในขณะที่ลมหายใจของเป้าแผ่วลงเรื่อยๆ จนเกือบจะดับสูบไปนั้น รังสีสังหารวูบหนึ่งพลันพุ่งผ่านหลังแนวป่าไผ่! เงาร่างของใครบางคนจับจ้องดูเขาอยู่ท่ามกลางพายุฝน ก่อนจะเร้นกายไปในเงามืดอย่างเงียบงัน...
เป้าจะรอดพ้นจากปากเหวแห่งความตายได้หรือไม่?! บาดแผลฉกรรจ์นี้จะรักษากลับมาทันกาล หรือวิญญาณเขาจะต้องล่องลอยไปเกิดใหม่อีกครา?!
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)