“เ้าตื่นแล้วหรือหนิงเอ๋อ” ไฉซื่อจับมือหลานสาวไว้แล้วรีบเช็ดน้ำตา ก่อนหน้านี้นางกังวลมากว่าหลานสาวจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว “เ้าหมดสติไปวันหนึ่ง เ้ารู้ไหมว่าป้าสะใภ้ใหญ่ใแค่ไหน”
“ตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหนหรือเ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“เ้าอยู่ที่บ้านของป้าสะใภ้ใหญ่ เ้าจำไม่ได้หรือ”
“แล้วข้ากลับมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเ้าคะ ข้าจำได้ว่าข้าหมดสติไปตอนที่ข้ากำลังจะออกจากร้านของพี่ซูเจี๋ย”
“หลังจากที่เ้าหมดสติไป แม่นางซูเจี๋ยก็พาเ้าไปหาหมอแล้วก็ไปบอกพี่เปียวของเ้าที่แผงขายขนม ก่อนที่อาเปียวจะพาเ้ากลับมาที่บ้าน” ไฉซื่อตอบหลานสาว “เ้าจิบน้ำสักหน่อยจะได้หายคอแห้ง หมดสติไปหนึ่งวันเต็มๆ แล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้องอีก ประเดี๋ยวป้าสะใภ้ใหญ่จะไปทำข้าวต้มมาให้”
“หนิงเอ๋อ ลุงใหญ่รู้ว่าเ้ายังไม่มีเรี่ยวแรง แต่เ้าพอจะเล่าให้ลุงฟังได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น อาเปียวบอกกับลุงว่าตอนที่เขาไปรับเ้ากลับบ้าน เขาเห็นหยุนไป๋เดินวนอยู่แถวโรงหมอ และก่อนหน้านี้แม่นางซูเจี๋ยก็บอกว่าหยุนไป๋สะกดรอยตามเ้า ตกลงเื่ที่เ้าหมดสติไปมันเกี่ยวกับเขาหรือเปล่า” หยุนถังถามหลานสาว
“ไม่เกี่ยวกับเขาเ้าค่ะ อยู่ดีๆ ข้าก็หน้ามืดไปเอง” หยุนหนิงเอ๋อตอบ
“เ้าไม่ได้โกหกลุงเพื่อช่วยเหลือพี่ชายของเ้าใช่ไหม” หยุนถังถามอย่างไม่วางใจ
“เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพี่ใหญ่จริงๆ เ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อยังคงตอบคำเดิม เพราะเื่นี้ไม่เกี่ยวกับหยุนไป๋จริงๆ แม้นางจะไม่ชอบพี่ชายของนางนัก แต่นางก็ไม่คิดที่จะปรักปรำให้เขามารับผิดกับสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ
“เช่นนั้นเ้าก็นอนพักก่อน เดี๋ยวลุงจะไปบอกพ่อกับแม่ของเ้าว่า่นี้ให้เ้านอนพักอยู่ที่บ้านของลุง เมื่อเ้าหายดีแล้วค่อยกลับไป” หยุนถังหันไปบอกกับภรรยา “เ้าไปทำข้าวต้มมาให้หนิงเอ๋อสักชาม ่นี้ไม่มีอะไรก็ไม่ต้องให้ใครมารบกวนนาง ปล่อยให้นางได้นอนพักเยอะๆ ไม่นานก็คงหายดี”
ไฉซื่อรับคำสามี ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกจากห้องไปเพื่อให้หยุนหนิงเอ๋อได้นอนพักต่อ
หยุนหนิงเอ๋อเห็นลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่เดินออกจากห้องไปก็เริ่มน้ำตาไหลออกมาทันที ่ที่นางหมดสติไปนางเห็นภาพที่คุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็พี่มะลิกำลังจัดพิธีฝังศพให้กับนาง สาเหตุที่นางเสียชีวิตแล้วได้มาอยู่ในนิยายก็เพราะเกิดเหตุแผ่นดินไหว คอนโดมิเนียมที่นางพักอยู่ถล่มลงมา กว่าเ้าหน้าที่จะพบศพของนาง เวลาก็ผ่านไปหลายวันแล้ว
หยุนหนิงเอ๋อจับที่รอยแผลเป็บนข้อมือก็เห็นว่ามิติของนางเปลี่ยนไปแล้ว เพราะมันไม่ได้มีแค่สตูดิโอของนางเท่านั้น แต่มันยังมีอาคารที่เป็โรงทอผ้าที่คุณพ่อตั้งใจสร้างเพื่อนางโดยเฉพาะ รวมถึงอาคารที่เป็ห้องเสื้อของคุณแม่ ซึ่งอาคารทั้งสองหลังนี้เป็สิ่งที่คุณพ่อกับคุณแม่ตั้งใจจะยกให้นางไว้สืบทอดกิจการต่อ และยังมีบ้านสไตล์ลอฟท์ที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายและมีของใช้ในบ้านครบครันอยู่อีกหนึ่งหลัง ซึ่งบ้านในฝันหลังนี้นางเคยบอกกับพี่มะลิอยู่หลายครั้ง และพี่มะลิก็สัญญาว่าจะตกแต่งบ้านให้ตรงกับความ้าของนางทุกอย่าง
หยุนหนิงเอ๋อร้องไห้ออกมาอย่างหนักเมื่อมองเห็นสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ เพราะอาคารทั้งสามเป็สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็พี่มะลิตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อจะเซอร์ไพรส์วันเกิดอายุครบยี่สิบห้าปีของนาง แต่นางกลับประสบเหตุและเสียชีวิตไปก่อน คุณพ่อกับคุณแม่ทนเห็นสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ไม่ได้ เพราะจะทำให้พวกเขาคิดถึงลูกสาว ในเมื่อคนอื่นเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้ผู้เสียชีวิตได้ใช้ในภพหน้า คุณพ่อกับคุณแม่จึงตัดสินใจเผาสิ่งปลูกสร้างทั้งสามหลังไปให้ลูกสาวเสียเลย อาคารทั้งสามหลังจึงได้มาอยู่ในมิติของนาง
หยุนหนิงเอ๋อพักอยู่ที่บ้านลุงใหญ่ถังอยู่สามวัน หลังจากนั้นนางก็กลับไปอยู่ที่บ้านของตัวเองตามเดิม แต่เมื่อนางกลับไปเห็นสภาพห้องนอนแล้วก็ต้องเก็บความโมโหเอาไว้
แต่เดิมห้องนอนของนางก็เป็เพียงห้องเก็บของห้องหนึ่ง แต่คราวนี้พี่สะใภ้กลับบอกให้พี่ชายเอาฟืนเข้ามาเก็บในห้องนี้ โดยให้เหตุผลว่าห้องนี้อยู่ใกล้กับห้องครัวมากที่สุด เอาฟืนมาเก็บไว้ในห้องนี้จะทำให้หยิบฟืนมาใช้ได้สะดวก
หยุนหนิงเอ๋อทำได้เพียงยอมรับ ถึงแม้จะรู้สึกโกรธแต่นางก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจออกไป เพราะอย่างไรตอนกลางคืนนางก็สามารถเข้าไปนอนในมิติของตัวเองได้
“น้องสะใภ้ก็อย่าโทษเราเลย เ้าก็รู้ว่าที่บ้านของเรามีห้องอยู่แค่ไม่กี่ห้อง ถ้าไม่เอาฟืนมาเก็บในห้องนี้แล้วจะทำยังไง ่นี้เป็่หน้าฝน ถ้าเอาฟืนไปกองไว้ด้านนอกฟืนก็จะเปียก เช่นนั้นเราก็จะไม่มีฟืนใช้แล้วจริงไหม” หม่าหลงบอกกับหยุนหนิงเอ๋อด้วยท่าทางสะใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว พี่สะใภ้มีอะไรอยากจะพูดกับข้าอีกไหม ข้าจะเก็บกวาดห้องสักหน่อย” หยุนหนิงเอ๋อถามเสียงเรียบ
“เช่นนั้นเ้าก็เก็บกวาดห้องของเ้าไปก็แล้วกัน หวังว่าคืนนี้จะมีพื้นที่พอให้ได้ปูผ้านอนนะ” หม่าหลงกวาดสายตาไปรอบห้องอีกครั้งก่อนจะยิ้ม “หรือไม่ถ้าเก็บกวาดดีๆ ก็คงจะมีที่พอให้วางไม้กระดานแทนเตียงนอนได้สักแผ่นล่ะ”
หยุนหนิงเอ๋อไม่สนใจสิ่งที่หม่าหลงกำลังพูดแม้แต่น้อย นางกำลังคิดว่านางต้องขึ้นไปบนเขาสักครั้ง เพราะไม่รู้ว่าป่านนี้มู่หรงเฉินกับเด็กๆ จะไปอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนั้นหรือยัง
ในเมื่อนางต้องอยู่ในโลกนิยายอย่างถาวร และนางกับมู่หรงเฉินได้กลายเป็ตัวเอกของเื่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วนางกับเขาก็ต้องได้พบกันเข้าสักวัน เช่นนั้นก็ไม่จำเป็ต้องเสียเวลา พรุ่งนี้นางจะขึ้นเขาเพื่อไปดูมู่หรงเฉินกับเด็กๆ สักหน่อย ยิ่งนางกับเขาพบกันเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่นางจะได้แต่งงานและย้ายออกจากบ้านหลังนี้ก็ยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น
“ถ้ำแห่งนี้อยู่ใกล้หมู่บ้านสกุลหยุน บางทีข้าอาจไปขอความช่วยเหลือจากแม่นางหยุนหนิงเอ๋อได้” ลี่จิงจิงบอกกับพี่ชาย
“เ้าเคยบอกว่าแม่นางคนนั้นเป็เพียงหญิงชาวบ้าน หากเราไปขอยืมอาหารจากนาง เ้าคิดว่านางจะมีให้เรายืมหรือ” ลี่เจี้ยนจงพูดอย่างหนักใจ “เอาไว้ให้ข้าเข้าเมืองไปหางานทำแลกเงินดีกว่า”
“แต่ตอนนี้นายน้อย คุณหนู แล้วก็คุณชายอดข้าวมาหนึ่งวันแล้วนะ อีกอย่างถ้าท่านไปทำงานในเมืองแล้วถ้าเกิดคนพวกนั้นมาเจอท่านเข้าล่ะ ทำอย่างนั้นจะเป็การนำอันตรายมาให้เ้านายมากกว่า”
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า ตอนนี้เงินและสมบัติทุกอย่างก็ไม่เหลือให้เราเอาไปขายแล้ว หรือเราจะปล่อยให้เ้านายอดตายกัน” ลี่เจี้ยนจงเริ่มหงุดหงิดตัวเอง วันนี้ทั้งวันเขาตั้งใจเดินเข้าป่าลึกเพื่อไปล่าสัตว์ แต่กลับไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย
“ต้องโทษฮูหยินที่ใจร้าย นอกจากจะทิ้งนายน้อยกับคุณหนูไปแล้วยังเอาสมบัติของนายน้อยไปอีก นางอยากจะฆ่านายน้อยกับลูกๆ ให้ตายไปเลยหรือไง” ลี่จิงจิงพูดอย่างโมโห
“เ้าอย่าพูดเสียงดังไปเดี๋ยวคุณหนูกับคุณชายมาได้ยิน พวกเขายังเด็กกันอยู่ไม่ควรมารับรู้เื่เลวร้ายเช่นนี้ โดยเฉพาะคุณชายน้อยที่ยังคิดถึงฮูหยิน ถ้าคุณชายน้อยมาได้ยินที่เ้าพูด คุณชายน้อยต้องหัวใจสลายแน่”
ลี่เจี้ยนจงกับลี่จิงจิงกลับไม่รู้เลยว่าเด็กแฝดทั้งสี่คนได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดอย่างชัดเจน มู่หรงฝูเยว่หันไปกอดน้องชายคนเล็กไว้อย่างปลอบใจ
“ที่พี่จิงจิงพูดมาคือเื่จริงหรือขอรับพี่ฝูเยว่ ท่านแม่ทิ้งเราไปแล้วยังขนเอาสมบัติของท่านพ่อไปอีก” มู่หรงเฉิงเยี่ยนถามพี่สาว
“แล้วเ้าเชื่อคำพูดพี่จิงจิงไหม” มู่หรงฝูเยว่ถามน้องชายกลับ
มู่หรงเฉิงเยี่ยนหยุดคิดและตอบเสียงเบา “ข้าเชื่อ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะต้องมาใช้ชีวิตกลางป่าอย่างนี้หรือขอรับ”
“เช่นนั้นต่อไปเ้าต้องทำตัวให้เข้มแข็งและเลิกเอาแต่ใจได้แล้ว เพราะท่านพ่อป่วยจนดูแลตัวเองแทบไม่ไหว และพวกข้าก็เป็เพียงเด็กผู้หญิงสามคน ดังนั้นเ้าที่เป็ผู้ชายเพียงคนเดียวของครอบครัวเรา เ้าต้องเข้มแข็งและดูแลพวกเราให้ได้” มู่หรงฝูเยว่พูดจบ มู่หรงฮุ่ยชิวและมู่หรงเข่อชิงก็พยักหน้าตาม
“ข้าจะเข้มแข็งและดูแลพวกท่านเองขอรับ” มู่หรงเฉิงเยี่ยนรับปาก
“เด็กๆ ทำอะไรกันอยู่ แล้วพวกเ้ามาทำอะไรอยู่ในป่า พ่อกับแม่ของเ้าไปไหน” หยุนหนิงเอ๋อพบเด็กน้อยทั้งสี่กำลังพูดกันอยู่จึงเดินเข้าไปถามด้วยความสนใจ และนางก็รู้ด้วยว่าพวกเขาเป็ใคร เพียงแค่แกล้งถามไปอย่างนั้นเอง
“พวกข้าอาศัยอยู่ที่นี่ แล้วเ้าล่ะ ทำไมมาอยู่ในป่าแห่งนี้ได้” มู่หรงฝูเยว่ถามและกางแขนกันน้องๆ ทั้งสามคนไว้อย่างปกป้อง
หยุนหนิงเอ๋อเห็นใบหน้าของเด็กน้อยทั้งสี่คนก็ถูกใจยิ่งนัก เด็กๆ ยังหน้าตาดีขนาดนี้ แล้วมู่หรงเฉินสามีในอนาคตของนางเล่า เขาจะหล่อเหลาเพียงใด
“ข้าชื่อหยุนหนิงเอ๋อ บ้านของข้าอยู่ที่หมู่บ้านสกุลหยุน” หยุนหนิงเอ๋อชี้ไปทิศที่หมู่บ้านของตนเองตั้งอยู่ “ข้าขึ้นเขามาเก็บของป่า”
“เ้าหาของป่าเป็ด้วยหรือ เ้าสอนพวกเราได้ไหม พวกเราจะให้ค่าจ้างเ้าอย่างงาม”
“เด็กน้อย...เ้าชื่ออะไร”
“ข้าชื่อมู่หรงฝูเยว่”
“เ้าเป็เพียงเด็กน้อยอายุไม่ถึงห้าขวบ แล้วเ้าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าจ้างให้ข้ากัน” หยุนหนิงเอ๋อถามยิ้ม
“เอ่อ...” มู่หรงฝูเยว่หน้าแดงขึ้นมาทันที นางลืมไปได้อย่างไรว่าเวลานี้นางไม่มีเงินสักเหรียญ แม้แต่ของมีค่าติดตัวก็ยังไม่มี
“เ้าเป็ใคร! คิดจะทำอะไรเ้านายของข้า”