ตอน 07
น้องสาว
(ส่วนตอนท้าย)
สานิตย์พูดเพียงกระชับ ทว่าความหมายช่างพรรณนาได้มากมายร้อยแปด ทั้งวนัสทั้งสองพ่อลูกฟังแล้วพลันสะท้านใจ
สายตาทุกคู่ผินมองโฉมหน้าและแววตาหญิงสาวรัสเซีย ประกายแววตาละมุนดูซื่อ ๆ ทอดมองทุกคนไม่เบือนหลบ เดรสขาวครีมคลุมเท้าคลุมร่างช่างนุ่มฟู น่าทะนุถนอมน่าเอ็นดูยิ่งเกินจะบรรยาย
หากแต่... ใครอื่นที่ไม่เคยล่วงรู้เื่ราวปูมหลัง ย่อมไม่อาจรู้ซึ้งถึงชีวิตที่บอบช้ำมามาก
คิดดูว่าน่าจะถูกคุกคามจากเมืองเกิดแล้วต้องลี้ภัย ไม่รู้ชะตากรรมเบื้องหน้าจะดีหรือร้าย เคราะห์ซ้ำต้องมาสูญเสียพ่อแม่ก็ยิ่งปวดร้าว ทั้งโรคหัวใจยังต้องฝืนทนเผชิญ แต่ชีวิตของหญิงสาวตุ๊กตากลับยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้
กำลังใจและการดูแลจากครอบครัวคนไทยคงเป็คำตอบ
สานิตย์มองนาฬิกาข้อมือก่อนลุกขึ้นเพื่อขอตัว พลางหันมายิ้มให้เ้าบ้านและลูกน้อง
“เดี๋ยวผมต้องไปแล้ว แต่วนัสอยู่ต่อได้นะ ผมแค่มีเคสวุ่น ๆ ก่อการร้ายอิหร่าน... สงสัยเพราะคุณเกริกนี่แหละ เชิญคนนั้นมาเที่ยว เป็เื่เลย มันยกแก๊งมากันใหญ่เลย ฮ่า ๆ”
“ไม่น่าเลยผม”
เกริกไกรได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ส่วนสานิตย์ก็พูดแกมหยอกเย้า
“ต้องขอบคุณก่อการร้ายอิหร่านคนนั้นด้วยไหมนะ ที่ทำให้คุณเกริกได้รู้จักกับลอริส ถ้าเขาไม่ใช่คนที่น่าสงสัยคุณเกริกก็คงไม่มาพบผมวันนั้นหรอก อย่างมากก็แค่รอรับเอกสารผ่านแดนหน้าหน่วยงาน”
ชายวัยสี่สิบเอ่ยสารภาพจากใจ “จริงด้วยครับ แถมยังได้รู้จักกับพี่สารวัตรก็ครั้งแรกเลย ผมแทบไม่ได้มาทำธุระที่ตอมอเลย”
“แปลกดีนะคะ เหมือนโชคชะตาชักพาให้ได้รู้จักลอริสเพราะเื่แบบนี้ นึกไปก็ขำดีค่ะ” สุรีย์รัตน์ยิ้มรวยรินให้กับเื่บังเอิญสุดประหลาด
“มีอะไรให้ช่วยก็เรียกมือขวาของผมได้นะ วนัสมันเก่ง” คนยศใหญ่โบกมือลาให้ตุ๊กตาสาวรัสเซีย “ไปก่อนนะ หนูลอริส”
สานิตย์จากไปไม่หันกลับ ไม่ทันมองสองพ่อลูกสาวยกมือไหว้อำลา แม้แต่หญิงสาวฝรั่งที่ก้มผงกตอบรับรู้ก็ไม่ทันเห็น
เมื่อไม่มีคนยศใหญ่ร่วมสนทนา เื่เฮฮาก็เข้ามาแทนที่
“ประเทศนี้มันวุ่นดีนะ มีแต่เื่” วนัสเริ่มพึมพำบ่นไปเบื่อไป เกริกไกรเห็นเพื่อนทำหน้าหงุดหงิดเลยซักถาม
“อ้าว ประเทศไหนล่ะเพื่อน อิหร่าน หรือ...”
“รัสเซียไง โซเวียตไง รัสเซียเพิ่งตั้งไข่ใหม่ ระบอบใหม่ อะไร ๆ ก็วุ่นดีแท้ ขนาดกีฬาโอลิมปิกยังไม่ใช้ชื่อรัสเซียเลย ยังเป็ชื่ออะไรนะ ยู... 'ยูนิฟายทีม' อยู่เลย เอาประเทศลูก ๆ อดีตโซเวียตมารวมทีมกัน”
วนัสตอบเสียยืดยาว แต่เกริกไกรกลับชวนเข้าสู่อีกเื่ที่สนุกกว่า
“ไม่เกี่ยวกับรัสเซียนะ แต่นึกถึงตอนดูมวยมันมากเลย อาคมชกได้สุดยอด”
มือวนัสตบพื้นดังฉาด “ใช่ ๆ วันนั้นฉันกับพี่สานิตย์เลิกงานดึก นั่งดูทีวีเชียร์ตอน 'อาคม เฉ่งไล่' ขึ้นชกชิงเหรียญทองแดง เฮลั่นกันทั้งตอมอเลย”
“ฉันก็ดูอยู่ที่บ้าน ลุ้นกับยัยน้ำ หนุกมาก” เกริกไกรพลันนึกขึ้นได้จึงเริ่มคุยเื่สาวฝรั่งแสนสวย “อ้อ... ถ้ามองอดีตโซเวียตเปลี่ยนเป็รัสเซียใหม่แบบนี้ น้องตุ๊กตาน่ารักอ่อนโยนของเราก็... เป็คนจากยุคเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์สินะ ใช่ไหม”
“งั้น... น้องลอริสก็เคยเป็คนโซเวียตแท้ ๆ สินะคะเนี่ยะ สาวจากประเทศอดีตคอมมิวนิสต์ ทำไมช่างน่ารักยังงี้น้อ แฮ่...”
สุรีย์รัตน์หันไปสบมองลอริสแล้วส่งยิ้มหวาน หญิงสาวตุ๊กตาทอดมองมาส่งสายตาแป๋ว ๆ ช่างแสนซื่อ
“น้องลอริสเกิดที่เมือง 'เลนินกราด' เลยนะ” วนัสอยากเล่าตัวตนของลอริสให้มากเท่าที่จะเล่าได้ “พอดีว่า ผมจำได้จากใบสูติบัตรกับเอกสารรับรองสถานที่เรียน... จำชื่อ 'เลนิน' ได้ไหม ผู้ที่เอาลัทธิ 'คาร์ล มาคส์' มาใช้ในโซเวียต”
สาววัยสิบแปดขอรับมุก “อุ๊ย... รื้อฟื้นวิชาสังคมหรอคะน้าวนัส”
“อย่าเล่าประวัติศาสตร์เลยเพื่อน ฉันนี่เรียนเกรดดีด๊อกวิชาสังคมซะด้วย” เกริกไกรยิ้มไปเขินอายไป
“ว้าย... พ่อหนู” ลูกสาวได้ทีขอหยอกเย้า
วนัสตาไวเป็เหยี่ยว เห็นกระเป๋าหนังสีน้ำตาลบนโซฟานวมตัวยาว มันวางอยู่บนนั้นั้แ่วันปั๊มผ่านแดนให้ลอริสแล้วไม่เคยย้ายที่
“เพื่อน หยิบใบสีน้ำตาลมาหน่อย อยากดูเอกสารของน้อง”
เกริกไกรลุกไปหยิบกระเป๋าจากรัสเซียเข้ามาในวงคุย วนัสปลดสายเข็มขัดที่กลัดไว้ทีละเส้นแล้วเปิดออก
“เดี๋ยวนะเพื่อน...” เ้าของบ้านยกมือคล้ายท่าปราม
“อะไรหรือ...” วนัสพลันเบิกสีหน้างวยงง
สองพ่อลูกสาวเงยหน้ามองตุ๊กตารัสเซีย แววตาสีครามเจือฟ้าจางทอดมองคนไทยล้อมวงคุยยังใสซื่อ น่าทะนุถนอมยิ่งและบางทีก็ดูเศร้าสร้อยให้รู้สึก
“รอให้ลอริสหายเศร้ากว่านี้ก่อนดีไหมคะ น้องเพิ่งใช้เวลาทำใจเื่พ่อแม่”
สุรีย์รัตน์ส่งแววตาวิงวอนจากใจ เอกสารประวัติทั้งหลายในกระเป๋าที่อยากนำออกมาดูอาจยังไม่สมควรแก่เวลา
วนัสก็คล้ายเข้าใจหัวอกคนดูแล รู้ดีว่าทั้งพ่อและลูกสาวเริ่มซึมซับและผูกพันต่อหญิงสาวฝรั่งมากขึ้นทุกที ความผูกพันเช่นนี้แทบสนิทชิดใกล้ดุจเครือญาติเสียแล้ว
“ตกลง ไว้รอน้องไม่เศร้าแล้ว ค่อยเปิดดูกันเนอะ” วนัสส่งน้ำเสียงเอื่อยอ่อน พลางปิดกระเป๋ากลัดเข็มขัดทุกเส้น เกริกไกรยกกลับไปไว้บนโซฟายาวดังเดิม
บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย วนัสก้มงุดเอ่ยวาจา “ขอโทษทีนะ ลืมนึกไปเลย...”
“ไม่เป็ไร ฉันไม่ถือสาหรอก จงยิ้มไว้ สบาย ๆ น่า”
คนเป็เพื่อนกันตบบ่าแ่ ๆ สุรีย์รัตน์ยิ้มอ่อนโยนเพื่อให้เพื่อนพ่อสบายใจ “อย่ากังวลเลยค่ะ”
“ขอตัวก่อนนะเพื่อน ไปก่อนนะน้องน้ำ” วนัสลุกยืนแล้วเดินออกจากห้อง ไม่ทันมองลูกสาวที่ยกมือไหว้ทั้งส่งแววตาละห้อย
“มเนีย โอชิน ชาล / Мне очень жаль (ฉันเสียใจจริง ๆ) ”
วนัสทิ้งท้ายประโยครัสเซียเศร้า ๆ ทว่าไม่ได้เหลียวมองหญิงสาวตุ๊กตา ไม่ทันเห็นลอริสที่ก้มผงกรับรู้แล้วทอดมองคนจากไปผ่านสายตาซื่อ ๆ
เพื่อนตำรวจเดินจาก เกริกไกรพาส่งถึงหน้าบ้าน รอจนรถเคลื่อนห่างไกลจึงเดินกลับมาเข้าห้องกระจก
“น้าวนัสเศร้าเลย จะเป็ไรมากไหมคะ”
“ไม่ต้องห่วง พ่อรู้นิสัยมันดี มันคนเฮฮาเศร้าไม่นานหรอก” เกริกไกรตบบ่าลูกสาวอย่าได้กังวล
“งั้นก็... ได้เวลา... เตรียมมื้อเย็นให้ลอริสกันนะคะ” ลูกสาวเอ่ยชวนทำกิจกรรมอบอุ่นเพื่อสาวรัสเซีย ฝ่ายพ่อพยักหน้าดั่งรู้ใจ “อืม... งั้นลุยเลย”
อาหารฝรั่งเริ่มทยอยวางเสิร์ฟจากสองพ่อลูก
สุรีย์รัตน์หันมาแย้มยิ้มบาง ๆ ส่งสายตาหวาน ๆ ให้พ่อ หลังจากวางจานสลัดและมักกะโรนีแฮมบนโต๊ะใกล้เก้าอี้นวม เตรียมรอเสิร์ฟมื้อเย็นพร้อมน้ำส้มคั้นให้ลอริส
“กอดลอริสกันนะคะพ่อ น้องจะได้อบอุ่น มีความสุข”
ชายวัยสี่สิบพลันสะดุ้ง “จะดีหรอลูก พ่อเขินนะ”
“ดีสิคะ น้องชอบการกอดนะคะ หนูกอดให้น้องตอนตื่นเช้าและก่อนนอนประจำ น้องชอบให้กอดนะคะ”
ลูกสาวเริ่มโปรยคำหวานคะยั้นคะยอ คนเป็พ่อเริ่มขวยเขินพลางเกาหัวงง ๆ นิสัยขี้อายแม้แต่กับภรรยาที่จากไปก็ยังไม่ค่อยมอบบทรักหวานแหวว พอรู้ว่าลูกสาวเฝ้ารอให้พ่อแสดงบทซึ้งก็อยากจะเลี่ยงท่าเดียว
“ไว้วันหลังได้ไหม วันนี้พ่อไม่พร้อม”
“ไม่เอาน่ะพ่อ... ดูลอริสสิ มองตาแป๋วเลย คงรอพ่ออยู่นะคะ แฮ่...”
พ่อหันมาสบมองตุ๊กตารัสเซีย สายตาจากสาวฝรั่งช่างละมุนซื่อ ๆ เหมือนเคย น่ากอดที่สุดอย่างที่สุรีย์รัตน์บอกทุกอย่าง แต่ตนขี้อายจะกอดก็คงทำไม่ได้
“วันหลังเถอะลูก...”
พอฝ่ายพ่อบอกมาแบบนี้ ฝ่ายลูกเริ่มรู้ทันว่าจะขอผ่อนผันไปวันอื่นแน่ จึงเริ่มใส่บทแสดงสนุก ๆ ทันที
“ไม่ได้นะคะพ่อ ต้องวันนี้ ตอนนี้นะคะ ฮ่า ๆ”
คนรอชมบทซึ้งกลับไม่ได้มีเพียงหนึ่ง แขกเยี่ยมมาใหม่ไม่ใช่ใครอื่น ญาติสนิทชิดเชื้อที่สุดทั้งร่างท้วมทั้งใจดี
“มาดูคนกอดกันค่ะ น้าไหว” สุรีย์รัตน์เชื้อเชิญยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“กอดเลยค่ะ พี่เกริก กอดสาวฝรั่งเลย ใส่ชุดที่ไหวตัดด้วยนะคะนี่ น่ากอดมาก ๆ เลยค่ะ”
แขกสนิทชิดเชื้อช่วยปรบมือเชียร์ เ้าบ้านเริ่มหน้าถอดสีทันที ถูกยุเย้าทั้งสองทางจากสุรีย์รัตน์และน้าไสวใครจะไปสู้ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมตามแต่โดยดี
หนุ่มวัยสี่สิบย่อตัวลงแล้วสบสายตาให้สาวฝรั่ง ลอริสเริ่มรับรู้ความหมายพลางผงกศีรษะแ่เบาตอบรับ
“ไม่เห็นน่าอายเลย พ่อกอดลูกสาว...” สุรีย์รัตน์โปรยคำหวานยุเย้าขั้นต่อไป
“ลูกสาวเลยหรอ...” เกริกไกรหันมามองอย่างคนงง ๆ ถูกยกให้เป็พ่อสองลูกสาวั้แ่ตอนไหน งานนี้ท่าจะยอมแพ้แน่ ๆ เมื่อสุรีย์รัตน์เริ่มใส่บทแสดงรบเร้ารุกคืบ
“ลอริสคือน้องสาวของหนูนับแต่บัดนี้เป็ต้นไปนะคะพ่อ แฮ่ะ ๆ...”
คนยุเย้าบอกไปเขินไป น้าไสวก็เห็นดีเห็นงามด้วยอีกคน
“ดีใจด้วยนะคะ พี่เกริก มีสองลูกสาวแล้ว”
“เอ๊า... กอดเลยค่ะพ่อ...” สาววัยสิบแปดรวบรัดกำกับบทแสดง พลางหันไปสบตาลอริสแล้วเอ่ย
“ลอริส... แหม่ม... เล็ทส์ ฮัก...”
คนเป็พ่อเริ่มเขินหน้าแดง ใจทั้งใจพลันไหวหวั่นตื่นเต้น เมื่อเห็นสองมือนวลขาวอย่างชาวฝรั่งยื่นคล้ายอยากอุ้มของ บ่งบอกอย่างคราวก่อนว่า้ากอดจริง ๆ
“พ่อน่ะ ต้องให้ลอริสบอกว่าอยากกอดก่อนเรื่อยเลย โธ่... ไม่ถูกใจหนูอย่างแรง” สุรีย์รัตน์ทำปากเบ้ใส่พ่อก่อนส่งแย้มหวานให้สาวรัสเซีย
“เฮ้อ... ลูกคนนี้...” เกริกไกรพลันเหงื่อตก นิสัยขี้อายแก้ไม่หายแต่จำใจต้องทำ และเพิ่งระลึกได้ว่าทั้งหมดก็เพื่อรักษาหัวใจของลอริส
'ยอมสลัดทิ้งความขี้อายไม่เห็นจะเป็ไรเลย ขอเพียงให้ลอริสอบอุ่นใจ บำรุงหัวใจน้องให้แข็งแรง' ชายหนึ่งเดียวในบ้านปลอบใจตนเองแล้วเริ่มทำหน้าที่พ่อแสนน่ารัก
สองมือนุ่มนิ่มโอบเอวร่างหนาใหญ่ในที่สุด เกริกไกรหวั่นไหวใจเต้นระรัวขีดสุด ไม่รู้เนื้อรู้ตัวพลันสวมกอดตอบรับแล้วซบไหล่แสนนุ่มฟู
หญิงสาวตุ๊กตาส่งเสียงหวานครางในลำคอ “ปาปะ... สปาซิบะ...” พลางก้มซบไหล่หนาใหญ่ดุจขอเป็ที่พึ่งชีวิต
กอดกันจนครึ่งนาที เป็ครึ่งนาทีอันยิ่งใหญ่ของหนึ่งชีวิตที่บอบช้ำมามากและขอเพียงกำลังใจ...
“พ่อน่ารักอ่า... กอดลอริสแล้ว...” ลูกสาวปรบมือเชยชมยกใหญ่เมื่อทั้งสองเริ่มคลายสวมกอด
“อายจะแย่แล้ว... ลูกนะลูก มาดชายหายหมดแล้ว” เกริกไกรพลันหน้าแดงเผยยิ้มแห้ง ๆ แต่ลูกสาวกลับขบขันพลางบอกสิ่งตรงข้าม “นี่แหละค่ะ มาดชายที่น่ารักของสาว ๆ แฮ่...”
“น่ารักดีออกค่ะ พี่เกริก ไหวก็เห็นด้วยกับหลานน้ำนะ”
ชายวัยสี่สิบเริ่มหน้าหงอย เมื่อพวกพ้องสนับสนุนอยู่ข้างลูกสาวกันหมดแล้ว จะขัดขืนครั้งต่อไปก็คงยากเต็มที
แต่พอมองลอริสหลังรับสวมกอดกลับหัวใจพองฟู สาวสวยตุ๊กตาก้มผงกเอื้อนสำเนียงรัสเซีย “สปาซิบะ”
สองสาวต่างวัยช่วยกันปรบมือส่งกำลังใจ สุรีย์รัตน์โปรยคำหวาน ๆ ให้บรรยากาศอบอวลเป็สีชมพู “มอบความรักให้ลอริสด้วยการกอด น้องจะได้หายป่วยน่ะค่ะพ่อ เป็ยารักษาหัวใจให้น้องไปในตัว...”
“เฮ้อ... ก็ดีอยู่หรอก แต่...” ชายวัยสี่สิบเกาหัวยิกแถมใจเสาะ “พ่อขอแค่นี้พอแล้วนะ... ไม่กล้ากอดแล้วอ่า...”
“พ่อต้องกอดหนูนะคะ ต้องกอดหนู...”
เสียงยุเย้าจากลูกสาวทำเอาเกริกไกรพลันร้องเฮือก หน้าแดงอายก็อายจะแย่ตอนกอดลอริส แล้วนี่จะต้องมากอดลูกสาวในไส้อีกหรือ... ไม่รอให้คิดไตร่ตรองรีบส่ายมือปฏิเสธ
“ไม่นะลูก... โน... โน...”
แต่ต่อให้โบกมือส่ายก็เหมือนจะไร้ผล ลูกสาวยังยืนกรานท่าเดียวทั้งยุเย้าไม่ลดละ “ไม่ได้นะคะพ่อ... มันไม่เท่าเทียม... หนูรอพ่อกอดอยู่นะคะ กอดลอริสได้ก็ต้องกอดหนูได้สิคะ”
คนเป็พ่อเริ่มลุกเดินหนี น้าไสวช่วยปรบมือส่งเสียงเชียร์ “เอาล่ะสิ เอาล่ะสิ พี่เกริกของเรา...”
“เอ... พ่อว่า... สงสัยลูกจะซึมซับระบอบโซเวียตหรือเปล่า อะไรก็เท่าเทียม เท่าเทียม”
“ไม่ใช่ค่ะ พ่อ... โอ๊ย...” สุรีย์รัตน์กลั้นขำไม่ไหว รีบตามแจประกบร่างพ่อไม่ให้หลุดมือ ฝ่ายพ่อพลันตกอกใยกใหญ่
“อุ้ย... อะไรอีกล่ะลูก... อยู่ดี ๆ มาเกาะเอวพ่อสะดุ้ง...”
สาววัยสิบแปดตีบทออดอ้อน เกาะเอวเดินตามแจจนพ่อเริ่มอ่อนใจ
“ไม่เท่าเทียมอ่า... ฮือ... พ่อให้ไม่เท่าเทียมอ่า กอดลอริสได้แต่ทำไมไม่กอดหนู...” สุรีย์รัตน์ออดอ้อนเล่นละครง้อพ่อ คนขี้อายไม่ขอกอดได้แต่ทำหน้าเหวอ พลางเกาหัวจนผมยุ่ง
“เฮ้อ... เอาเข้าไป ลูกฉัน... กินยาอะไรเข้าไป เริ่มบ๊อง ๆ ฮ่า ๆ”
ลูกสาวยังเล่นละครง้อไม่เลิก “เห็นหนูใส่ชุดนอนลายทาง ไม่น่ารักล่ะสิคะพ่อ ใช่ไหม ใช่ไหมคะ... ไม่เหมือนลอริสใส่เดรสสวย ๆ น่ากอดกว่าใช่ไหมคะ ฮือ...”
“เอ๊า... เวรกรรม...” พ่อขี้อายหันไปทางน้าไสวหวังหาคนช่วยใกล้ตัว “ดูน้ำลูกฉันสิ งอแงใหญ่เลย จับเอวไม่ให้ไปไหน”
“ก็กอดน้ำซะสิคะ จะได้เลิกตามแจไง”
หญิงร่างท้วมกลับไม่ช่วยใด ๆ แถมยังส่งเสียงหัวเราะคิก ๆ ชอบอกชอบใจใหญ่ เกริกไกรเหมือนขาดพวกไม่มีใครช่วยแล้ว
“ไม่กอดหนูหรอ ชุดนอนลายทางไม่น่ารักหรอ ฮือ... พ่อไม่กอดหนูเลย... หนูมันน่ารักไม่พอ ฮือ... น้อยใจ น้อยใจ”
พ่อจะเดินไปไหนลูกก็แตะเอวเดินตามเป็แมวอ้อนหิวข้าว พอรู้ว่าขืนปล่อยไปแบบนี้ บทขี้อายอันแข็งแกร่งคงต้องพ่ายแพ้บทง้อจากลูกสาวราบคาบแน่
เมื่อพ่อแพ้ลูกก็ใช่ว่าจะเสียศักดิ์ศรีซะหน่อย จึงหันมายิ้มเขิน ๆ แต่ยังเล่นตัว “ยอมก็ได้ แต่... หยุดเดินตามพ่อก่อนสิ เป็แมวเมี้ยว ๆ แล้ว”
“เมี้ยว เมี้ยว หนูเป็แมว เมี้ยว เมี้ยว แมวอ้อนหิวข้าว เอ๊ย หิวกอด ฮ่า ๆ” ลูกสาวก็หาได้ยอมไม่ รับมุกพ่อต่อบทแมวได้อีกจนอีกฝ่ายยิ่งมึนงง น้าไสวก็ยังขบขันส่งเสียงคิก ๆ ไม่หยุด
“กอดสิคะ กอดสิคะ” เสียงเชียร์จากหญิงร่างท้วมพลางปรบมือเป็จังหวะ “กอดเลย กอดเลย...”
“จะดีหรอลูก พ่อที่กอดลูกสาวอายุสิบแปดเนี่ยะนะ จะบ้าตาย” เกริกไกรยังถ่วงเวลาขอเล่นตัวอีก ลูกสาวเหมือนรู้ทันก็ใช่ว่าจะยอมซะที่ไหน
“ไม่เห็นเป็ไรเลย โธ่... พ่อคะ... สร้างความอบอุ่นในครอบครัวไง ไม่งั้นหนูง้อไม่เลิกนะคะ ฮือ... พ่อไม่ยอมกอดหนู หนูไม่น่ารักใช่ไหม ฮือ... ชุดนอนลายทางที่หนูชอบแต่พ่อไม่ชอบให้หนูใส่หรอ ฮือ...”
“เปล่าลูก ไม่ใช่อย่างงั้น โอ๊ย...” เกริกไกรเริ่มโอดครวญเมื่อไม่เหลือใครให้ช่วยแล้ว ฟังเสียงออดอ้อนจากสุรีย์รัตน์เหมือนกินยาผิดขนาน ดูท่ายังติดอกติดใจตีบทง้อได้ยาว
“ไม่กอดล่ะคะ ไม่กอดล่ะคะ ฮือ... ลูกสาวแสนน่ารักอ้อนจนเหนื่อยแล้วนะคะ...”
สุดท้ายพ่อคงสู้ไม่ไหวจึงต้องชมลูกสาวจริงจัง แต่ก็ยังใส่มุกได้อีก “อ้ะ... ชุดลายทางน่ารักนะลูก ขาพลิ้วสวยดี น่ารัก ๆ และก็ แมน ๆ ดี”
ลูกสาวพลันปล่อยขำจนท้องแข็ง “ฮ่า ๆ โอ๊ย... ตลกอ่าพ่อหนู”
“ก็น่ารักดีไง... พ่อเลยซื้อให้ลูกใส่อยู่เรื่อย ใส่ยันแก่เลยนะ พ่ออยากดูนาน ๆ ชุดที่ลูกชอบ”
“ดีใจจังค่ะ... หนูปลื้ม”
“น้ำนะ... น้ำเอ๊ย... พ่อเขินจะตายแล้ว...”
คนง้อผุดยิ้มดีใจยกใหญ่ คนถูกง้อได้แต่ทำหน้าขวยเขินอายแล้วอายอีก
“น่ารักดีออกค่ะ... ลอริสเห็นจะได้มีความสุขด้วยค่ะ พวกเราเล่นละครบ๊อง ๆ สนุก ๆ กัน”
จู่ ๆ คำเอ่ยหวาน ๆ จากลูกสาวกลับทำให้พ่อเริ่มฉุกใจคิดขึ้นมาได้
“จริงด้วยนะ พ่อลืมเลย... ถ้าเราหัวเราะกันสร้างบรรยากาศอบอุ่นกัน ลอริสจะมีความสุขขึ้น เป็ยาบำรุงหัวใจทางอ้อมนะนี่...”
“งั้นกอดค่ะ กอดหนูเลยค่ะ... ช้าอยู่ไย...” ลูกสาวไม่ยอมลืมเหมือนเ้าหนี้ทวงสัญญา
“เฮ้อ...” พ่อถอนใจยอมแพ้แต่โดยดี เมียงมองทางเก้าอี้นวมสบมองตาหญิงสาวรัสเซีย แววตาสีครามแกมฟ้าจางแลซื่อ ๆ บนใบหน้าอิ่มเอิบ ช่างอ่อนโยนน่าทะนุถนอมเหมือนวันแรกที่ร่วมอาศัยไม่มีผิด
หวังเพียงพ่อลูกกอดกันจะทำให้ลอริสมีความสุขเมื่อได้เห็น
มือหนากร้านจากพ่อโอบเอวลูกสาวตามคำขอ คนถูกกอดพลันตื่นเต้นหัวใจพองโต สวมกอดตอบแทนที่พ่อยอมสลัดความขี้อาย
“ขอบคุณค่ะพ่อ พ่อน่ารักมาก เย้... เท่าเทียมกันแล้ว” ลูกสาวผละอ้อมกอดแล้วเดินรอบห้องยิ้มเริงร่า น้าไสวปรบมือพลางกลั้นหัวเราะไม่ไหว
“น้องขำจะแย่ พี่เกริกขี้อายอ่า”
ฝ่ายถูกบังคับได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ “เขินจะแย่แล้วลูก น้องไหว เฮ้อ... แต่... ลอริสคงมีความสุขขึ้นนะ” ว่าแล้วจึงหันไปมองตุ๊กตารัสเซียแล้วช่วยเสิร์ฟมื้อเย็น พลันอบอุ่นหัวใจเมื่อลูกสาวเอ่ยชื่นชม
“ลอริสเริ่มทานแล้ว แต่ก็มองตาแป๋วเลยค่ะพ่อ... น้องคงชอบดูพ่อกอดหนูน่ะค่ะ ไม่ก็ชอบดูหนูกอดพ่อ”
“หลงตัวเองไหมนี่ลูกฉัน... ฮ่า ๆ” พ่ออยากพูดคำซึ้ง ๆ แต่ไหงกลายเป็มุกขึ้นมาได้อีก แต่สุรีย์รัตน์หาได้หวั่นไหวไม่
“ก็หลงสิคะ หลงสุด ๆ หนูอะบ้าบ๊องไปแล้วค่ะพ่อ ฮ่า ๆ”
“สาวฝรั่งน่ารักเสมอนะคะพี่เกริก นุ่มนิ่มอิ่มเอิบ น่ากอดมาก” น้าไสวช่วยพรรณนาเคลิบเคลิ้ม เกริกไกรและสุรีย์รัตน์พลันผุดพรายยิ้มหวานบนใบหน้า
“แล้วหนูน่ากอดไหมคะ น้าไหว” ลูกสาวเริ่มลามง้อหาน้าสาวแล้ว
หญิงร่างท้วมกลับยิ้มยินดี “อ่า... น้ำน่ารัก อ้ะ น้ากอดให้ กอด กอด” ว่าแล้วร่างท้วมอวบอิ่มสวมกอดสาววัยสิบแปดร่างอ้อนแอ้นอรชร
“อุ๊ย... อุ่น...”
สุรีย์รัตน์อุทานยามโอบกอดตอบแทน ไม่วายเกริกไกรได้ทีขอปล่อยมุก “ฮ่า ๆ ลูกฉัน บ๊องน่ารักจริง ๆ กอดคนไปทั่วเลย”
“ดูลอริสซิคะ เหมือนคลายเศร้าได้เยอะเลย ทานไปก็มองตาแป๋วใหญ่เลย หน้าก็อิ่มเอิบน่ารัก” สุรีย์รัตน์ผินมองหญิงสาวตุ๊กตา โปรยแย้มหวานให้เสมือนยาบำรุงหัวใจ
“ดูแลหัวใจของน้องด้วยหัวใจของเรา”
เกริกไกรบรรจงคำสละสลวยที่ยังจดจำได้ คำพูดจากแพทย์หญิงในวันนั้น ยังเวียนวนประทับกลางใจสองพ่อลูกมิคลาย
“ตอนนี้ ตุ๊กตาสาวรัสเซียคือน้องสาวของหนูแล้วนะคะพ่อ แฮ่ะ ๆ”
เสียงหวานจากสุรีย์รัตน์ดั่งเพลงกล่อม น้าไสวพลอยอดยิ้มแป้นไม่ได้ เกริกไกรจึงแย้มตอบแช่มชื่น “อ่า... งั้นพ่อก็มีลูกสาวสองคนแล้วสินะ”
ลอริสยังคงสบมองทุกคนผ่านแววตาอ่อนโยนดุจเคย
-จบตอน-
