ทำไมองเมียวจิถึงต้องเริ่มฝึกกันั้แ่เด็ก...
เพราะเด็กไม่อาจแยกความฝันออกจากความจริง ของเล่นคือสิ่งของในความคิดผู้ใหญ่ แต่ในใจของเขานั้นของเล่นคือพี่น้องผองเพื่อน ไม่ว่าตุ๊กตาฟาง ตุ๊กตาไม้ ตุ๊กตาผ้า ทั้งหมดล้วนมีชีวิต
สามารถสร้างสรรค์สรรพสิ่งได้สารพันสุดแต่จินตนาการจะพาไป
โลกแห่งความคิด โลกแห่งความฝัน โลกแห่งความจริง โลกทุกใบพร่าเลือน ทั้งยังเกี่ยวเนื่องสอดประสาน
ทุกสิ่งในจินตนาการล้วนเป็จริง!
นี่คือวิถี...
จะก้าวหน้าในวิถีได้ หลักใหญ่คือ ‘ไม่ยำเกรง’
น่าเสียดายเหล่าเด็กในดินแดนนี้ พอเติบโตเป็ผู้ใหญ่กลายเป็ยำเกรงไม่สิ่งใดก็สิ่งหนึ่ง... เทพ ปีศาจ ภูต อสูร เ้านาย ชนชั้น กฎหมายบ้านเมือง
หากใจยังยำเกรงปีศาจ จะกำราบมันได้อย่างไร
หากใจยังยำเกรงเทพ จะเป็เทพได้อย่างไร
เพราะเหตุนี้ท่านเทพอินาริจึงเกิดความคิดแยบคาย นำพาเด็กน้อยผู้ไม่ใช่คนของดินแดนนี้ เด็กผู้มาจากสถานที่ไกลแสนไกลมาเพื่อการนั้นสินะ... ความคิดเหล่านี้วาบผ่านดุจประกายสายฟ้า คาโมะ โนะ ทาดายูกินิ่งมองเด็กชายตรงหน้า สายตาเปี่ยมด้วยความภูมิใจ ความรักเวทนา ความสงสาร และยังแฝงด้วยความยำเกรง
ต้าหมินในชื่อโคทาโร่ดีใจยิ้มแก้มปริ หลังจากพยายามมาเกือบอาทิตย์ในที่สุดก็ฝึกสำเร็จ
อืม... จะว่าสำเร็จก็ไม่ได้ เอาว่าสำเร็จบางส่วนแล้วกัน ขอแค่คล่องแคล่วอีกนิดข้าจะไม่สั่งการต้นหญ้าแล้ว แต่จะสั่งการกระบี่แทน รวมเจ็ดกระบี่ประสานเป็พยุหะกระบี่สำนักช้วนจิน* ยามต่อยตีกับใครข้าแอบอยู่ด้านหลัง ปล่อยกระบี่ออกไปฟาดฟันคงจะมันพิลึก
ต้าหมินคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย อยู่ ๆ นึกถึงมือขวาเขียนวงกลมมือซ้ายเขียนสี่เหลี่ยมของก๋วยเจ๋ง หากมือขวาสั่งการกระบี่ มือขวาสั่งการโล่ ก็เท่ากับรุกรับไม่พ่าย ความรู้สึกสนุกผุดขึ้นมาทันใด
สนุก?!
นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้รู้สึกสนุกแบบนี้
แรกอยู่ในร่างเด็ก รู้สึกไม่คุ้นชิน ขาก็สั้น ตัวก็เตี้ย มุมมองสายตาลดระดับ ทุกสิ่งรอบตัวช่างใหญ่โตเหลือเกิน ผ่านไปไม่กี่วันเริ่มคุ้นชิน พบข้อดีของการเป็เด็ก ร่างกายเปี่ยมพลัง ชมชอบเคลื่อนไหว สมองฉับไว เรียนรู้เร็วจดจำไม่ลืม ต่างกับคราวอายุสามสิบ ร่างกายเฉื่อยเนือย สมองตื้อทึบ เรียนรู้ช้า ความจำถดถอย
ยิ่งวันนี้ ยามนี้ เวลานี้ หลังเรียนรู้ยอดวิชา...
ประสาทััพลันเปิดกว้างขยายการรับรู้ คล้ายกับทุกสรรพสิ่งมีิญญา ถังน้ำ เสื้อผ้า หม้อไห จานชาม ประตูบ้าน ขื่อคาน ััถึงชีวิตที่หลับใหล จำศีล รอการฟื้นตื่น สุดท้ายเหมือนคิดไปเอง หลังจากปล่อยลูกศรออกไป สิ่งที่ััได้ล้วนเลือนหาย
“จำความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้ ใช้ใจัั ไม่ใช่สมอง ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ความคิด” อยู่ ๆ เสียงของอาจารย์ดังก้องอยู่ในหัว
ใช่
ใช้ใจัั
ขณะที่ต้าหมินหลับตาดำดิ่งไปกับความคิด ทาดายูกิพลันยื่นนิ้วชี้ไปแตะที่หว่างคิ้วของเขา ความรู้สึกพลุ่งพล่าน สับสนกลับมาสงบ ระงับ กระแสแห่งความอบอุ่นแผ่ไปทั่วร่าง โปร่งโล่งไปทั้งสรรพางค์กาย
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ยามนี้ตนเองสามารถทำอะไรก็ได้ เป็อะไรก็ได้ ฮึกเหิมเหมือนแรกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ไฟในตัวลุกโชน
ต้าหมินลืมตาขึ้น ััถึงความเมตตาของอาจารย์ที่มีต่อตน แววตาของท่านลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ชั่วขณะนี้คล้ายท่านกลับไปเป็ชายชราคนเดิม ไม่เพียงเท่านั้นยังรู้สึกว่าท่านไม่ใช่มนุษย์ เป็ธรรมชาติ เป็อัสนี เป็วารี เป็เมฆา เป็วายุ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพียงครู่ไม่นานก็เลือนหาย
ทาดายูกิค่อยลดนิ้วที่แตะหว่างคิ้วลง ดวงตามองไปทางศิษย์รัก แต่ก็เหมือนมองโลกหล้าในขณะเดียวกัน
“วิชานี้เรียกว่า ‘ข่ายเทพพิชิตฟ้า’ หมายถึง ภายใต้ท้องฟ้านี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจหลุดรอดจากร่างแหแห่งเทพไปได้”
ทาดายูกิเหลือบมองโนะฮิเมะแวบหนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า
“วิชานี้เ้าสำเร็จส่วนซับซ้อนที่สุดคือการเชื่อมโยง ต่อไปคือ ‘สั่งการ’ ซึ่งยากที่สุดต้องอาศัยการฝึกฝนจึงจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้”
ต้าหมินกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก่อนถามคำถามที่ติดอยู่ข้างใน
“ท่านอาจารย์ เมื่อครู่ศิษย์ใช้กอหญ้าเป็ฐานใช้จิตััถึงต้นหญ้าต้นอื่นได้ ต่อไปจะเป็วัตถุอะไรก็ย่อมได้สิครับ อย่างเช่น ดาบสั้นเล่มนี้ ถ้ามีดาบยาวอยู่ใกล้ ๆ สักสิบเล่ม ศิษย์ก็สามารถสั่งการดาบสิบเล่มให้เคลื่อนไหวได้ใช่ไหมครับ หรือศิษย์อาจจะสั่งการดาบให้เหาะเหิน นำพาศิษย์ไปไหนต่อไหนก็ได้ใช่ไหมครับ”
“เพ้อเจ้อ” เสียงบ่นที่คุ้นเคยดังขึ้น
“ได้ เมื่อเ้าคิดว่าทำได้มันก็ย่อมได้ แต่เ้าต้องฝึกให้หนักกว่านี้” อาจารย์อมยิ้มน้อย ๆ แววตาอ่อนโยน มือข้างหนึ่งยกขึ้นทำท่าลูบเครา ก่อนจะพบว่าตอนนี้หนวดเคราขาวไม่มีแล้ว มือข้างนั้นจึงเปลี่ยนเป็ลูบศีรษะศิษย์น้อยแทน
“พวกเราศิษย์อาจารย์ต้องแยกกันตรงนี้ อาจารย์ยังมีภารกิจต้องสะสาง วิชาอื่นนอกจากนี้ ข้าถ่ายทอดให้เ้าแล้ว ถึงเวลาจะเข้าใจเอง”
“พรึ่บ ๆ”
นกกระเรียนกระพือปีกอยู่เหนือหลังคา เพราะลานเรือนแคบเกินไป มันจึงไม่สามารถร่อนลงได้ หากเกาะบนหลังคาก็กลัวจะพังลงมา
“พวกเ้าไปเถอะ” ทาดายูกิโบกมือเบา ๆ สายลมอ่อนโยนพยุงตัวเด็กน้อยขึ้น หนุนให้ตกลงบนหลังนก ส่วนโนะฮิเมะะโขึ้นมารอก่อนแล้ว สีหน้าของเธอเรียบเฉย แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบแขนเสื้อเปียกชื้น ดวงตาเศร้าสร้อย
จากนั้นเสียงนกกระเรียนร้องดังก้องเหมือนกล่าวลาเป็ครั้งสุดท้าย แล้วมุ่งหน้าลงใต้ ให้ห่างจากนครแห่งความสงบสุข
ต้าหมินไม่ทันได้ขบคิดอะไรลึกซึ้ง เข้าใจว่าพวกตนเดินทางไปก่อน เดี๋ยวอาจารย์ก็ตามมา ไม่คิดเลยว่านี่คือการพบกันครั้งสุดท้าย อีกทั้งข่ายเทพพิชิตฟ้าที่ตนกับอาจารย์ช่วยกันประสาทขึ้นมา เกิดผลเช่นใด ประสิทธิภาพเพียงไหน เขาไม่รู้ระแคะระคายแม้แต่น้อย
ปราณแห่งเทพอินาริที่สามขุนพลเทพััได้นั้น มีที่มาจากไหน เขาหารู้ไม่ คนที่รู้เื่นี้มีเพียงอาจารย์และโนะฮิเมะ...
เด็กสาวจะบอกหรือจะเลือกเก็บงำเอาไว้กันนะ?
เท็งโกะคุ
เท็งโกะคุยืนประจันหน้ากับเ้าสำนักองเมียวโดรุ่นที่สี่ คะโมะ โนะ ยาสึโนริ มาเนิ่นนาน การต่อสู้ครั้งสุดท้ายคือครั้งที่เหล่านักรบสึอิบุ** (追捕使) กับจูโร*** ธิดาตระกูลองเมียวจิทั้งสองคนฝืนต้านทานไว้ได้ ่ชิงเวลาให้ยาสึโนริได้เปิดค่ายกลปกป้องวังหลวง
ค่ายกลคืนชีวิต ชีวิตหวนคืน
มีเพียงพระโลหิตของสมเด็จพระจักรพรรดิผสานกับเวทวิชาชั้นสูงเท่านั้นจึงสามารถปลุกมันขึ้นมา นี่คือค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุด บันดาลสิ่งที่ไม่มีเป็มี เปลี่ยนเลื่อนลอยให้มั่นคง ทลายกรงขังแห่งชีวิต
ภาพวาดลำธารกลายเป็สายน้ำ
ฝูงปลาแหวกว่าย
นกกระเรียนโผบิน
นักรบ นายพราน นักดาบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทลายออกจากรูปภาพ
ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดกลับไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ นางในกองพระตำหนักผู้รับผิดชอบจัดการงานภายในพระราชวังย่อมทราบดีว่า ภาพที่กล่าวมาเป็เพียงส่วนน้อย ภาพที่มีมากที่สุดก็คือ
ภาพพยัคฆา
เสือโคร่ง!
ยอดนักดาบไม่อาจชนะทหารพันหมื่นได้ฉันใด เหล่าปีศาจก็ไม่อาจต้านทานฝูงพยัคฆ์ได้ฉันนั้น
เสียงคำรามดังสะท้านวังหลวง
กระนั้นเท็งโกะคุก็ไม่มีทีท่าจะลงมือ กลับปล่อยให้ค่ายกลทำงาน ทอดทิ้งให้ลูกน้องตกตาย
มันยืนนิ่งด้วยหน้าตายิ้มแย้มเหมือนกับกำลังชื่นชมละครฉากใหญ่ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าั้แ่ต้นจนจบ…
มันมาที่นี่ทำไม?
*พยุหะกระบี่สำนักช้วนจิน หมายถึงค่ายกลเจ็ดดาวในเื่ัหยก ภาคแรก
** นักรบสึอิบุชิ (追捕使) ถูกคัดเลือกจากชาวบ้านผู้ชายที่มีความกล้าหาญ ทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบ จับกุมผู้ร้าย บ้างถูกดึงตัวมาจากเ้าหน้าที่ทางการหรือเ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้ใดมีทักษะทางทหารแสดงว่ามาจากตระกูลใหญ่
ปลายสมัยเฮอัน คำคำนี้หมายถึง ผู้ดูแลความเรียบร้อยในศาลเ้าและนักบู๊พิทักษ์ตึก
***จูโร ตำแหน่งต้นห้องขั้นกลาง ตำแหน่งนี้สำหรับธิดาตระกูลแพทย์หลวง หรือธิดาตระกูลองเมียวจิที่เข้ามาทำงานในวังใน