เต็มเดือนถูกพาเดินเข้ามาในตัวคฤหาสน์ หญิงสาวมองมองรอบตัวอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก ส่วนปาณปวีร์พาเธอมาส่งแล้วก็ขับรถออกไปอีก ปล่อยเธอให้รออยู่ที่ห้องรับแขก ก่อนไปยังไม่วายหันไปกระซิบอะไรบางอย่างกับเด็กรับใช้ ลงท้ายดังๆให้เธอได้ยินว่า
‘อย่าให้คุณเดือนเธอเดินเล่น จนหายไปไหนซะละชบา’
แล้วดูท่าสั่งงานกันมาดี จึงไม่แปลกใจเลยที่เห็น ‘ชบา’ นั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนพื้นข้างเธอ เมื่อไหร่ที่เต็มเดือนขยับ...ชบาก็ขยับ เธอลุก...ชบาก็ลุก เธอนั่ง...ชบาจึงนั่ง หญิงสาวอยากจะรู้อยู่เหมือนกันว่าหากหล่อนลุกขึ้นวิ่ง จะมีคนวิ่งตามหรือไม่ หากแต่ก็ี้เีจะลองเพราะเห็นขายาวๆตัวล่ำๆของอีกฝ่ายแล้ว วิ่งไปก็คงเสียแรงเปล่า
“อ้าว พี่เดือน” ผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหน้า แทบจะวิ่งถลาเข้ามาหาหล่อนเสียด้วยซ้ำ ท่าทางนั้นทำให้เต็มเดือนผ่อนคลายมากขึ้น
“คุณลี ดีใจจังค่ะที่เจอ” เต็มเดือนพูดออกมาจากใจจริง
“คุณอีกแล้ว โธ่ พูดแบบนี้ลีไม่พูดด้วยแล้วนะ” ปณาลีย่นจมูกเล็กน้อยอย่างขัดใจ แต่แล้วคนที่จะ ‘ไม่พูดด้วย’ ก็เอ่ยถามแจ้วๆ
“คนอื่นไปไหนกันหมดคะ”
“คุณวีออกไปข้างนอกค่ะ”
“ตายจริง แล้วพี่เดือนก็นั่งอยู่คนเดียวมาตั้งนานสิคะ”
“ชบาอยู่ด้วยค่ะ” เต็มเดือนว่าพลางพยักพเยิดไปสาวใช้ที่นั่งเรียบร้อยอยู่ข้างๆ อยากจะ บอกอยู่เหมือนกันว่าคงอยู่เป็ผู้คุมมากกว่าอยู่เป็เพื่อน
“พี่เดือนรอตรงนี้ก่อนนะคะ ลีเอาของขึ้นไปเก็บก่อน เดี๋ยวจะลงมานั่งคุยเป็เพื่อน”
คล้อยหลังปณาลีไปได้ไม่นาน เสียงฝีเท้าของคนหลายคนก็เดินเข้าตัวบ้านมา เต็มเดือนหันไปมองตามเสียงแล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างใ
“อีเดือน!”
เสียงคุณนายโฉมสะคราญร้องอย่างแปลกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ไม่พอใจ เดินลิ่วๆตรงมาหาเต็มเดือน หากแต่ไม่ทันถึงตัว ชบาก็ลุกพรวดขึ้นยืดตัวตรงขวางไว้เสียก่อน ร่างอันใหญ่โตบังร่างของเต็มเดือนไว้เสียแทบมิด และนั่นก็ทำเอาคนที่กำลังพุ่งเข้ามาถึงกับชะงัก
“แกมาทำอะไรที่นี่!”
เต็มเดือนมองอีกฝ่าย สลับกับหันไปมอง กรวี กัลยา กุลปรียา และก้องเกียรติที่ยืนอยู่เื้ัพร้อมเพรียง โดยไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี
“ฉันถาม!”
คราวนี้ไม่พูดเปล่ามืออวบอูมเอื้อมมาหมายจะคว้าตัวหญิงสาวมาเขย่าเหมือนอย่างเคย หากแต่ถูกชบาคว้าแขนไว้
“คุยกันดีๆสิคะคุณ”
“ปล่อยฉันนะ อีขี้ข้า!” เสียงคุณนายโฉมสะคราญร้องแหวขึ้น กุลปรียาที่เห็นแม่กำลังเสียท่า ตัวเองเลยกระโจนเข้ามาร่วมวงช่วยกระชากแขนล่ำออกจากโฉมสะคราญ
“อีบ้า! ปล่อยแม่ฉัน”
เสียงโวยวายจากข้างล่างเรียกให้ฝีเท้าหลายคู่วิ่งตึงตังลงบันไดมา สามพี่น้องทั้งภูมิภาส อนล และปณาลีมาดูเหตุการณ์กันอย่างพร้อมเพรียง เต็มเดือนละล้าละหลังไม่รู้จะทำอย่างไรดี หันกลับไปขอความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนผู้มาใหม่ก็กำลังงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ต่างกัน
แล้วความชุลมุนย่อมๆก็บังเกิด เมื่อกุลปรียากัดแขนใหญ่จนจมเขี้ยว ชบาทั้งเจ็บทั้งใ เผลอสะบัดสองแม่ลูกเต็มแรง ทำเอาทั้งคู่เซถลาถอยหลัง กัลยาเข้ามารับทั้งแม่ทั้งน้องไว้เลยกลายเป็ว่าพากันล้มกลิ้งลงไปทั้งสามคน ซ้ำยังไปชนกับโต๊ะ กรอบรูปเล็กๆหลายอันร่วงกราวลงมา ก้องเกียรติเองเห็นท่าไม่ดีเข้าไปดูภรรยากับลูกๆ
“จัดการมันสิคุณ ปล่อยให้มันทำฉันกับลูกอยู่ได้!” ว่าแล้วก็ผลักก้องเกียรติถลาออกมา
และไม่ต้องนับถึงสิบ หมัดหนักๆจากสาวใช้ร่างบึกคนเดิมก็ซัดเข้าที่หน้าอย่างจัง น็อกคู่ต่อสู้ให้ลงไปนับดาวกับพื้นได้แทบจะทันที
“คุณคะ/คุณพ่อ!”
แม่ลูกที่นั่งกองอยู่กับพื้นมองพ่อ และสามีลงไปกองกับพื้นตาค้าง กรวีที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง ถอนหายใจหนักๆอย่างเซ็งเต็มที เห็นน้องสาวคนเล็กลุกขึ้นจะไปปะทะกับอีกฝ่ายต่อ จึงรีบคว้าแขนไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะลากถอยออกมา
“ปล่อยนะพี่เกล้า มันเป็แค่คนใช้กล้ามาทำกับแขกแบบนี้ ต้องตบสั่งสอน!”
“แล้วเธอทำตัวให้สมกับเป็แขกรึยัง เลิกบ้าได้แล้ว”
“พี่เกล้านั่นแหละบ้า ไม่ยอมช่วยแม่”
“ช่วยแบบเธอนะหรอ สู้เขาได้หรือไง หัดใช้หัวคิดบ้างสิ”
เห็นพี่สาวท่าทางเอาจริง คนเป็น้องก็ชักจะหงอ ไม่รู้จะเถียงยังไงต่อ จึงหันกลับไปหามารดา
“แม่ พี่เกล้าว่าก้อยอีกแล้ว”
ยังไม่ทันที่ใครจะว่าอะไรต่อ เ้าสัวและคุณทิพย์สุดาก็เดินหัวร่อต่อกระซิกกันเข้าบ้านมา ...เออหนอ อย่างกับละคร ค่อยๆโผล่กันมาทีละคน เต็มเดือนคิดในใจ แล้วก็ต้องนึกละอายเมื่อเ้าของบ้านทั้งสองชะงักกึกกับภาพความระเนระนาดตรงหน้า
“นี่มันอะไรกัน!” เ้าสัวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงแสดงความมีอำนาจ ความชุลมุนทั้งหลายหยุดลง ชบาทรุดตัวนั่งลงกับพื้น
เ้าของบ้านทั้งสองหันมองเต็มเดือนที่ยืนอยู่กลางห้อง หญิงสาวหน้าจืดเจื่อนลง ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่โอดครวญในใจ ...วันนี้มันอะไรกันนักกันหนานะ เฮ้อ!
“อยู่กันพร้อมหน้าเลย ดีจริงๆ” เสียงที่เต็มเดือนคุ้นเคยดังขึ้น แล้วเต็มเดือนก็ต้องเบิกตากว้างอีกเป็รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้เมื่อหันไปเห็นเ้าของเสียง ที่กำลังถูกปาณปวีร์ประคองให้เดินช้าๆผ่านประตูคฤหาสน์เข้ามา
“ผมบอกแล้วว่าเรามาพอดี ไม่ได้ช้าสักหน่อย”
“ก็ยายไม่อยากให้ใครมาคอยคนแก่นี่” พูดแล้วก็หันมองเต็มเดือนอย่างเอ็นดู
“ทำอะไรกันอยู่เด็กๆ ดูน่าสนุกเชียว”
คุณหญิงชวาลา!
จบจากละครออกโขนโรงใหญ่ คุณหญิงชวาลาที่พึ่งมาถึงกลายเป็ผู้ที่ดูมีอำนาจที่สุดในบ้านก่อนจะพาทุกคนมาที่โต๊ะกลมสำหรับรับประทานอาหาร
คุณหญิงชวาลานั่งลงก่อน ถัดไปด้านขวาคือ ทิพสุดา เ้าสัว ภูมิภาส อนล และปณาลี ส่วนด้านซ้ายคุณหญิงเรียกให้เต็มเดือนมานั่งด้วย ตามด้วยปาณปวีร์ที่นั่งลงตัดหน้าโฉมสะคราญชนิดฉิวเฉียด โฉมสะคราญจึงจำต้องนั่งที่เก้าอี้ตัวถัดมา
เมื่อทุกคนนั่งลงครบองค์ประชุม อาหารทั้งหมดก็ค่อยๆทยอยเสิร์ฟลง กุลปรียาเห็นเมนูทั้งหลายถึงกับตาโต
“คุณแม่ขา อาหารเหลาทั้งนั้นเลย”
“เก็บอาการหน่อย ทำเหมือนที่บ้านกินข้าวคลุกน้ำปลาไปได้”
“ก็ดีกว่านั้นแค่หน่อยเดียวละคะ” กุลปรียาพูดเสียงสะบัดเลิกสนใจมารดา หันไปชี้ชวนให้กัลยาดูเมนูอาหารต่างๆ กัลยาไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่มองด้วยแววตาพึงพอใจ
“วันนี้เชิญแขกพิเศษมาด้วยเลยต้องจัดอาหารให้พิเศษสักหน่อยหวังว่าจะถูกปากนะคะ” คุณหญิงชวาลาเป็ผู้เอ่ยขึ้น
“อันที่จริงปกติแล้วที่บ้านดิฉันก็มีเมนูแบบนี้กินกันเป็ประจำ แต่รสชาติคงด้อยกว่านี้สักนิด เพราะอาหารที่คุณหญิงจัดมาทั้งที เชื่อได้เลยค่ะว่าต้องเป็ของดีเลิศแน่นอน” โฉมสะคราญเอ่ยยิ้มแย้มกับทุกคนบนโต๊ะ กัลยา และกุลปรียายิ้มรับ หากคงจะมีแต่กรวีที่ทำหน้าพิลึกอยู่คนเดียว
“ถ้าอย่างนั้นก็ทานกันเลยเถอะ”
ทุกคนในโต๊ะก็เริ่มลงมือตามเ้าสัวว่า ทานไปได้ไม่นานกุลปรียาก็เอ่ยถามขึ้นอย่างเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่
“คุณหญิงทำไมถึงมาอยู่ที่บ้านคุณทิพย์ได้ละคะ”
“ทานให้อิ่มก่อนเถอะ ค่อยคุยกัน” เ้าสัวบอกเสียงเคร่ง ทำเอากุลปรียาหน้าเสียไป
“คุยกันไปทานกันไปก็ได้ ดีเสียอีกจะได้ย่อยไปด้วย” คุณหญิงวาลาเอ่ยขึ้น
“ข้าวเต็มปาก น่าเกลียดตาย” เ้าสัวบ่นลอย
“ก็เคี้ยวแล้วกลืนให้หมดก่อนสิจ๊ะ แล้วค่อยพูด แล้วปกติเขาก็ไม่ได้พูดปากกว้างเสียงดังกันอยู่แล้ว”
“อ้อ พูดแบบพวกผู้ดี ไม่เหมือนพวกพ่อค้าเจ็กสินะครับ”
“นั่นเธอพูดเองนะ”
แขกนั่งหันซ้ายทีขวาทีมองเ้าของบ้านสองคนที่สลับกันโต้เถียงไปมา แล้วก็เริ่มทำตัวไม่ถูก ผิดกับคนที่เห็นจนคุ้นตา อนลกับปณาลีนั้นนั่งมองยิ้มๆ ภูมิภาสตักกับข้าวนั่งกินเงียบๆ ส่วนปาณปวีร์เล็งแลเมนูตรงหน้าก่อนจะตักกุ้งผัดเผ็ดตัวโตมาใส่จานให้หญิงสาวข้างตัว
“กินซะ แล้วเลิกอ้าปากแบบนั้นได้แล้ว” ชายหนุ่มว่า ทำเอาอีกฝ่ายที่อ้าปากค้างอยู่ หุบฉับลงทันที ก่อนจะกระซิบถามอย่างกังวล
“คุณจะไม่ห้ามหน่อยหรือคะ”
“ทำไมต้องห้าม”
“เดี๋ยวก็ทะเลาะกันใหญ่โตหรอกค่ะ”
“สนุกดีออก” ชายหนุ่มพูดพลางกลั้วหัวเราะ กวักมือเรียกเด็กรับใช้มาเติมน้ำในแก้วของเต็มเดือนที่เริ่มพร่องลง เต็มเดือนหันมาขมวดคิ้วใส่ คนตัวโตจึงยิ้ม
“ล้อเล่นน่า เดี๋ยวก็มีคนห้ามเองแหละ ไม่ใช่หน้าที่ฉันหรอก”
ปาณปวีร์ว่าสายตามองไปทางคุณทิพย์สุดา ที่ตอนนี้กำลังตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก อันที่จริงจากการคาดคะเนในจานเธอคงมีข้าวอยู่แค่ประมาณสามคำเท่านั้น เนื่องจากทิพย์สุดาคิดว่าการทานมื้อเย็นมากๆ จะทำให้เธอลงพุงได้
คุณทิพย์สุดาหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบอีกนิด ก่อนวางลงแล้วหยิบผ้ากันเปื้อนจากตักมาค่อยๆบรรจงซับที่ริมฝีปาก ทำเอาเต็มเดือนที่กำลังมองอยู่นึกทึ่ง ...ผู้หญิงคนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูสง่างามไปเสียหมดจริงๆ
เสร็จสรรพแล้วทิพย์สุดาก็วางมือบนแขนคนทั้งคู่ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเถียงชนิดไม่ไม่ใครยอมใครก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“แหม คุณแม่... เ้าสัวคุยกันแบบนี้แขกใกันแย่”
“นั่นสิคะ คุยกันออกรสออกชาติจนกับข้าวจืดหมดแล้วนะคะ” ปณาลีเอ่ยสนับสนุนเสียงใส
“ก็ปกตินี่” เ้าสัวบวรเอ่ยเรียบๆ ลงมือตักข้าวอีกรอบ คุณหญิงชวาลายิ้มน้อยๆก่อนหันมาทางครอบครัวโฉมสะคราญอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยชวนคุย
“ดีจริง วันนี้ได้เจอหน้ากันทั้งครอบครัวเลย”
“กราบขอโทษคุณหญิงด้วยนะคะ ที่ไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมคุณหญิงเลย” โฉมสะคราญเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน
“ไม่เป็ไรหรอก คนที่ยังมีแรงก็ต้องมีเื่ให้ทำมาก ...พ่อก้อง ตอนนี้ทำอะไรอยู่ละ”
“ทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆกับเพื่อนครับ” ก้องเกียรติตอบอย่างสุภาพ ...สองสามีภรรยาคู่นี้แม้จะต่างกันหลายเื่ แต่ก็มีคล้ายกันอยู่อย่าง คือ เมื่อจำเป็ ก็สามารถนอบน้อมเข้าหาผู้อื่นได้อย่างไม่ขัดเขิน
“อยู่กับมานพหรือ”
เ้าสัวที่กำลังตักข้าวใส่ปากถึงกับชะงักไป ...มานพ หรือที่ใครๆเรียกว่าท่านมานพนั้น คือเ้าของไมนอเธียร์ ธุรกิจสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทเดียวกับของบริษัทเอฟคิว ทำให้ทั้งสองเป็คู่แข่งทางธุรกิจอยู่กลายๆ แต่ทางฝั่งนายมานพนั้นมีข่าวลือว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าเนื้อสดอยู่เนืองๆ หากก็ไม่ได้มีความกระจ่างอะไร ทำให้คิดได้ว่าอาจเป็เพียงแค่การใส่ร้ายทางธุรกิจ หรือไม่ก็ถูกปกปิดไว้ต้วยอำนาจของนายมานพนั่นเอง
และเป็ที่ทราบกันว่าก้องเกียรติและนายมานพเป็เพื่อนเรียนร่วมรุ่นกัน แม้ชีวิตของทั้งสองจะขึ้นลงแตกต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็ยังคงติดต่อช่วยเหลือกันอยู่ และเป็อีกสาเหตุที่ทิพย์สุดาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนี้เท่าไรนัก
“ตอนนี้ไม่แล้วครับ”
“อืม ของานให้เจริญๆนะพ่อ” คุณหญิงอวยพร ก่อนจะหันมาทางโฉมสะคราญและลูกๆ
“เื่ที่ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ ก็เพราะฉันเป็แม่ของทิพย์ เป็ยายของเ้าเด็กๆพวกนี้”
“คะ?” โฉมสะคราญร้องเสียงหลง คนที่เหลือเองก็งงเป็ไก่ตาแตกตามๆกัน
“เป็ไงไปได้ยังคะ ไม่เห็นมีใครเคยรู้มาก่อนเลย... เอ๊ะ! หรือแกรู้” โฉมสะคราญเอียงหน้าไปหาหลานสาวอย่างเอาเื่ เต็มเดือนนั้นส่ายหน้าพรืด
“ไม่ค่อยมีใครรู้หรอก ก่อนหน้านี้ฉันอยู่ที่อังกฤษกับลูกสาวคนโต ส่วนแม่ทิพย์เขาก็อยู่กับสามีเขาที่นี่ พอฉันกลับมาก็เลยมาอยู่ที่เรือนทรงไทยหลังนั้นแหละ”
“แล้วทำไมไม่มาอยู่ด้วยกันละคะ” กุลปรียาสอดขึ้น
“ก้อย” กัลยาเอ็ดน้องสาวเบาๆ
“...ส่วนหนึ่งเพราะตัวฉันนะมันแก่แล้ว ก็เลยอยากอยู่ที่ที่มันเงียบๆ มีต้นไม้ใบหญ้าให้รู้สึกสดชื่น บ้านนี้นะคนมันเยอะ แขกมาก็แยะ จอแจจนน่ารำคาญ แถมบ้านยังมีแต่ตึกมีแต่ปูนมีต้นไม้อยู่กระหย่อมเดียว มันดูแห้งแล้งเหลือทน”
“คุณแม่ไม่บอก ผมจะได้ทุบโรงจอดรถด้านหลังผมทำเป็ทุ่งนา ปลูกมันมันสำปะหลังให้คุณแม่เสียั้แ่แรก” เ้าสัวบวรพูดหน้าตาย ทำเอาทุกคนบนโต๊ะหันมองแทบจะทันที
“อีกส่วนหนึ่งก็พ่อฉันนี่แหละ” ปาณปวีร์เอียงหน้ามากระซิบกับเต็มเดือน ด้วยน้ำเสียงพยายามกลั้นหัวเราะ
“ท่านไม่ถูกกันหรอคะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่ไม่กินเส้นกันนิดหน่อย”
เต็มเดือนพยักหน้ารับ มองคุณหญิงชวาลาอย่างเป็กังวล
“ไม่อยากเชื่อเลย” โฉมสะคราญว่าพลางยิ้มแหยๆ
“แล้วที่เชิญพวกเรามานี่มีอะไรจะให้แปลกใจอีกหรือเปล่าคะ”
“ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเื่นี้จะประหลาดใจได้มากกว่าหรือเปล่า” คุณหญิงชวาลาพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ฉันอยากจะสู่ขอผู้หญิงคนหนึ่งให้หลานชายฉัน”
“อะไรนะคะ!” หลายเสียงร้องออกมาเกือบจะพร้อมๆกัน
“สู่ขอคนไหนให้หลานคนไหนคะคุณยาย” ‘หลานสาว’ ผู้ที่รอดตัวเพียงคนเดียว เอ่ยถามอย่างสนใจ
“เราไม่รู้หรอกหรือ” หญิงสูงวัยถามกลับอย่างเอ็นดู
“ลีจะทราบได้ยังไงละคะ เอ.. อ้อออ หรือว่า..” ปณาลีร้องอ้อดัง ก่อนจะหันไปมองพี่ชายคนเล็ก
“พี่นลกับคุณเกล้าหรอคะ เอ คุณยายก็รู้หรอคะ แสดงว่าสองคนนี้เป็เื่จริง เหมือนที่พี่ภูมิว่าไว้เลย” ปณาลีว่า พลางนึกไปถึงตอนที่หล่อนเคยคาดคั้นพี่ชายคนโตเื่สาวลึกลับในโทรศัพท์ของอนล
“จริงหรือลูก” คุณโฉมสะคราญตาเป็ประกาย หันไปมองลูกสาวคนโตดวงตาเป็ประกาย
“นั่นสิจริงหรือ” คุณหญิงชวาลายิ้มในสีหน้า หันไปถามอนล
“เอ่อ..”
“ไม่จริงค่ะ” กรวีเอ่ยแทรกขึ้นมา หันไปมองภูมิภาสอย่างไม่พอใจแวบหนึ่ง ก่อนหันไปหาหญิงสูงวัย ท่าทางอ่อนลง
“เกล้ากับนายนลเป็เพื่อนกันมาหลายปีแล้วคะ คงเป็อย่างอื่นไปไม่ได้”
“อุ้ย ทำไมพูดอย่างนั้นละลูก ถ้าคุณหญิงท่านอยากจะเมตตาก็อย่าไปขัดท่านสิจ๊ะ” คุณโฉมสะคราญรีบพูดมือเอื้อมข้ามไปบิดเนื้อลูกสาวคนโตเป็เชิงเตือน หากแต่กรวีคือกรวี หล่อนสะบัดมือมารดาออก ปากก็ว่า
“คุณหญิงไม่ได้หมายถึงเกล้าสักหน่อย”
“ก็ถ้าไม่ใช่แกจะเป็ใครละ” โฉมสะคราญเผลอสะบัดเสียงอย่างลืมตัว
กรวีไม่ตอบเอนตัวพิงกับเก้าอี้ มองคุณหญิงชวาลาอย่างมั่นใจว่าไม่ใช่ตน หญิงสูงวัยยิ้มน้อยๆอย่างรู้สึกถูกชะตา ก่อนจะพูดจากใจจริง
“หนูเกล้าก็เป็เด็กน่าเอ็นดู เป็คนที่ฉันเห็นความมุมานะ ความรับผิดชอบมาั้แ่เด็กๆ แต่ที่คนที่ฉันหมายถึง คือคนที่อยู่ใกล้ตัวฉันมากที่สุด”
“อย่าบอกนะคะว่า...” โฉมสะคราญอุทานขึ้น เลื่อนสายตาไปมองคนที่นั่งถัดจากคุณหญิงชวาลาช้าๆ
“แล้วกันสิ ตกลงจะให้ฉันบอกหรือไม่บอกกันละ” คุณหญิงพูดพลางยิ้มขำเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนบนโต๊ะ โดยเฉพาะโฉมสะคราญกับลูกสาวคนเล็กที่ตาเหลือกราวกับจะถลนออกมานอกเบ้าเสียให้ได้
“ฉันจะขอให้เดือนมาเป็ภรรยาของตาวี”
“ได้ยังไงกันคะ คุณหญิง”
ไม่เพียงโฉมสะคราญที่ร้องถามออกมาอย่างลืมตัว แต่ปาณปวีร์เองที่กำลังตักวุ้นมะพร้าวคำสุดท้ายเข้าปากก็ถึงกับสำลัก ก่อนจะหันมาสบตากับหญิงสาวข้างตัวที่ดูจะใไม่แพ้กัน
“แล้วทำไมจะไม่ได้ละ”
“ก็...”
“ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเดือนดูแลฉันเป็อย่างดี คงต้องขอบคุณคุณโฉมนะ ที่ทำให้ฉันได้เห็นว่าเดือนคือ ผู้หญิงที่เหมาะสมที่จะมาเป็หลานสะใภ้ของฉัน”
“ตะ แต่ นัง.. เอ่อ เดือนพึ่งจะเรียนจบ ยังเป็เด็กอยู่เลยนะคะ จะให้รีบแต่งงานก็กลัวว่า...”
“เรียนจบก็ถือว่าโตเป็ผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบมากพอแล้ว” คุณหญิงชวาลาพูดเรื่อยๆ หยิบชาร้อนที่แม่บ้านพึ่งยกขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น
“แต่เด็กสองคนยังไม่รู้จักมักคุ้นกันเลยนะคะคุณแม่”
คุณทิพย์สุดาเมื่อรู้สึกตัวก็เอ่ยขึ้นบ้าง พูดกันจริงๆหล่อนก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเด็กคนนี้นัก รู้มาด้วยว่าเป็คนที่คอยดูแลคุณแม่เธอเป็อย่างดี แต่ปัญหาอยู่ที่เด็กคนนี้ดันเป็หลานสาวของคุณนายโฉมสะคราญ เป็ครอบครัวที่หล่อนคิดแล้วว่า ควรเป็เพียงแค่เพื่อนบ้านที่รู้จักกันเพียงผิวเผินเท่านั้นพอ
“เขาอาจจะรู้จักกันดีมากกว่าที่เธอคิดก็ได้นะ” คุณหญิงชวาลาเอ่ย หันไปหาหลานชายคนกลาง
“หรือเธอว่ายังไง ตาวี”
“ผม...”
ปาณปวีร์หันกลับมามองหญิงชราท่าทางอึกอัก ดูท่าทางแล้วคงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก คุณหญิงชวาลายิ้ม หันไปหาเต็มเดือนต่อ
“ฉันขอ... ได้หรือเปล่า
เต็มเดือนได้แต่มองหน้าหญิงชรา รู้ว่านี่ไม่ใช่การ ‘ขอ’ แต่เป็การ ‘บอกให้ทราบ’ ต่างหาก ใจหญิงสาวนั้นอยากะโดังๆว่า…ไม่มีทางเสียหรอก จะเป็ไปได้ยังไง! แต่ก็กลัวจะเป็การหักหน้าผู้มีพระคุณ
สาวน้อยหันไปหาผู้ร่วมชะตากรรมที่นั่งอยู่ข้างกัน หวังจะพึ่งพา แต่ฝ่ายนั้นก็นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ท่าทางกำลังสับสน หล่อนจึงได้แต่ถอนหายใจ หลบสายตาหลากหลายจากหลายๆคนบนโต๊ะอาหาร
โฉมสะคราญ กับกุลปรียานั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งคู่ส่งสายตาทิ่มแทงชนิดที่ถ้าเปลี่ยนเป็มีดได้ เธอคงถูกกระหน่ำพรุนไปทั้งตัว ยังมีสายตาเคลือบแคลงแกมประเมินจากท่านเ้าสัว และคุณทิพย์สุดาอีก แต่ดีหน่อยที่มีคนเป็มิตรกับเธออยู่บ้างคือสามคนพี่น้องของปาณปวีร์
และคงจะดีไม่น้อยถ้าไม่มีสายตาล้อเลียนของปณาลี ให้เต็มเดือนกระอักกระอ่วนใจเล่น
“ฉันมีฤกษ์ดีแล้ว งานแต่งงานจะเริ่มอีกสองเดือน”
“คะ...เร็วขนาดนั้นเตรียมอะไรไม่ทันหรอกค่ะคุณแม่” คุณทิพย์สุดาแย้งเสียงอ่อย
“ถ้าฉัน้า ก็ต้องได้ จริงมั้ยบวร ...สมัยหนุ่มๆเธอยังทำได้ อย่าบอกนะว่าเวลาผ่านไป พอแก่ตัวลงอะไรๆมันก็เชื่องช้าไปด้วย”
“ไม่มีปัญหาครับคุณแม่” เ้าสัวรับคำ ดูจากสีหน้าแล้วถ้าเ้าตัวมีหนวด ตอนนี้คงได้เห็นหนวดกระตุกริกๆเป็แน่
“คุณคะ!”
“ขอบใจนะ”
“โธ่ คุณแม่” ทิพย์สุดาร้องเสียงอ่อย มองสามีและแม่อย่างตัดพ้อ หากแต่ว่าอะไรไม่ได้
“คืนนี้ค้างกับฉันที่บ้านนี้นะเดือน”
คุณหญิงชวาลาพูดจบ ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารโดยไม่รอฟังคำตอบจากอีกฝ่าย เพื่อให้รู้ว่านั่นไม่ใช่การขอร้องแต่คือคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตาม