“จำเอาไว้ ว่าอย่าได้ฝึกสุ่มสี่สุ่มห้า”
หัวหน้าสาขาหวังนำฉบับคัดลอกบางส่วนมอบให้แก่หลินอวิ๋น แล้วเอ่ยสำทับออกมาอีกรอบหนึ่งว่า “ก่อนหน้านี้เองก็มีศิษย์ในสำนัก ไม่ฟังคำตักเตือน ฝึกฝนเคล็ดวิชาดั้งเดิมบางส่วนนี้ สุดท้ายแล้วช่างน่าเวทนาอย่างยิ่ง ศึกษามันให้ดี เปิดหูเปิดตาของเจ้า แล้วนำมันช่วยทำให้วรยุทธ์ของเจ้าก้าวหน้าขึ้นก็พอแล้ว”
“ขอบคุณหัวหน้าสาขาหวังที่ช่วยสั่งสอนขอรับ”
หลังจากที่หลินอวิ่นรับมันมาแล้ว ก็เอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เคล็ดวิชาดั้งเดิมบางส่วนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นดาบสองคม
หากว่าใช้มันไม่ดีแล้ว ก็จะทำร้ายตัวเองได้
หากว่าใช้ได้ดี ก็สามารถสร้างวิชาหมัดออกมาจากความเข้าใจนี้ได้ ส่งผลดีต่อทั้งสำนัก
หัวหน้าสาขาหวังเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ออกไปเถอะ หลังจากนี้อีกสองวัน เป็นการทดสอบกลางปี ข้าจะรอดูผลงานของเจ้า”
“ลาก่อน”
เมื่อออกจากหอสัพยุทธ์แล้ว หลินอวิ๋นก็มาปรากฏต่อหน้าของผู้ดูแลหยางอีกครั้ง แล้วเอ่ยถึงความต้องการซื้อยาลูกกลอนละลายโลหิต
“ไม่มีปัญหาอะไร นี้เป็นสิทธิ์ของเจ้า แต่ว่าสำหรับครั้งนี้เท่านั้น ตามราคาของสำนักแล้ว เจ้าต้องจ่ายเป็นศิลาวิญญาณระดับล่างห้าร้อยเม็ด”
ผู้ดูแลหยางนำยาลูกกลอนละลายโลหิตออกมาส่งให้แก่หลินอวิ๋น เอ่ยเสียงเบาออกมา
หลินอวิ๋นในตอนนี้ มาถึงในจุดที่ทำให้ต้องมองด้วยความประทับใจได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
เขาสงสัยแม้แต่กระทั่งว่า ถ้าหากพวกเขาทั้งสองคนจะประลองกันแล้ว ตนเองจะยังสู้จนชนะหลินอวิ๋นได้หรือไม่
และทุกอย่างนี้ เกิดขึ้นในเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เพียงสองสามเดือนเท่านั้น
ยังดีที่ว่าหลินอวิ๋นผู้นี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไร และไม่ได้ผูกใจเจ็บที่ในตอนนั้นตนสร้างความลำบากให้อีกฝ่ายเมื่อครั้งทดสอบเข้าเป็นเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของสำนัก ไม่เช่นนั้นแล้วผลที่ตามมาก็คงจะไม่อาจคาดคิดได้
เพียงห้าร้อยศิลาวิญญาณระดับล่างเท่านั้น...
หลินอวิ๋นเหมือนมีเลือดหลั่งรินอยู่ในอก เขาจ่ายราคาไปถึงหนึ่งเท่าของมันเต็ม ๆ เพื่อซื้อมาจากถงหู่ได้เพียงแค่สามเม็ด แต่ว่าของสำนักหาซื้อได้อย่างมีข้อจำกัด สินค้าหายากเช่นนี้จึงต้องใช้เงินจำนวนมากถึงซื้อได้จากภายนอก
จากนั้นหลินอวิ๋นก็เดินจากไปด้วยความสงบนิ่งท่ามกลางบรรดาศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนมากภายในโถงกิจการสำนักที่มองมาโดยสายตาอัดแน่นไปด้วยความอิจฉา
“การทดสอบกลางปีอีกสองวันที่จะถึงนี้ เจ้าทาสกระบี่นี้จะต้องเหมือนกับบินทยานขึ้นสวรรค์แน่!”
ภายในห้องโถงกิจการสำนักที่เงียบงัน จู่ ๆ ก็มีผู้หนึ่งเปิดปากเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ
อีกด้านหนึ่ง
ในตอนที่หลินอวิ๋นมาถึงยังห้องไม้นั้น ทั่วทั้งกายก็นิ่งตะลึงงันไป
ห้องไม้ที่เจ้าของเดิมทิ้งเอาไว้นั้นเหลือเพียงที่กว้างว่างเปล่า ชิ้นส่วนของเรือนกลายเป็นกองเถ้าถ่านไปเสียแล้ว
เปลวเพลิงนั้นของเฉินเซียว เผาไหม้เรือนไม้จนไม่หลงเหลือแม้แต่เศษธุลี
แวบแรกหลินอวิ๋นยังคงคิดว่าตนเองเดินมาผิดที่เสียแล้ว แต่หลังจากที่เดินไปรอบ ๆ จึงได้มั่นใจว่าตัวเองจำไม่ผิด
“ศิษย์พี่หลิน หลังจากที่ท่านออกเดินทางไปแล้ว กลุ่มคนของเฉินเซียวก็ได้วางเพลิงเผาเรือนของท่าน”
มีศิษย์ของสำนักที่เดินผ่านมา เมื่อเห็นว่าหลินอวิ๋นกำลังยืนเหม่อมองไปยังเศษซากเถ้าธุลีที่หลงเหลืออยู่ ก็เอ่ยบอกสาเหตุแก่เขาด้วยความหวังดี
ดูเหมือนว่าหมัดนั้นของตน คงยังเบาไปเสียแล้ว
“ศิษย์พี่ ที่จริงแล้วท่านสามารถยื่นเรื่องขอเรือนพักจากสำนักได้ ใช้เงินเพียงนิดหน่อยเท่านั้น”
ศิษย์คนนั้นที่พบกับหลินอวิ๋น เมื่อเห็นว่าเขายังคงมึนงงอยู่ ก็เลยเอ่ยปากเตือนออกมา
หลินอวิ๋นหันหลังกลับมาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ขอบใจมาก ข้าจะลองคิดหาวิธีดู”
“เช่นนั้นเชิญศิษย์พี่ตามสบาย ข้าขอตัวก่อน”
คนผู้นั้นเมื่อเห็นว่าหลินอวิ๋นยังคงดื้อรั้นไม่ยอมฟัง ก็ส่ายศีรษะเดินจากไป
หลังจากที่ยินยอมเป็นทาสกระบี่แล้วนั้น เจ้าของเดิมได้ถูกไล่ออกมาจากลานเรือนซ่อมบำรุง มายังพื้นที่ธุรกันดารที่ไม่มีผู้ใดดูแล แล้วสร้างห้องไม้นี้ขึ้นมาด้วยตนเอง
เรือนไม้ทรุดโทรม เพียงแค่ลมพัดก็สั่นไว ฝนตกก็รั่วลงมา
แต่ว่าเจ้าของเดิมนั้น พักอยู่เพียงแค่สองปีเท่านั้น จึงไม่รู้สึกเสียใจอะไร
ที่เขาต้องการจะอยู่ที่สำนักชิงอวิ๋นต่อในตอนนั้น ก็เพราะว่าต้องการจะดูแลกระบี่ให้แก่คนผู้นั้นไม่อยากจากไป...
เพราะหากแค่หันหลังจากไป ก็อาจคลาดคล้ายตลอดชีวิต
เขายืนอยู่ห่างจากกลุ่มคนนับหมื่นลี้ จ้องมองไปยังซูจื่อเหยาผู้สูงส่งไม่อาจเอื้อมดั่งดวงดาราสว่างไสว บางคราวก็เคยคิดที่จะไล่ตามฝีเท้าของนาง
มาวันนี้เรือนไม้ก็ไม่อยู่แล้ว ร่องรอยสุดท้ายที่เจ้าของเดิมทิ้งเอาไว้บนโลกนี้ก็หายไปแล้วเช่นกัน
ใบหน้าของหลินอวิ๋นมืดครึ้ม ไม่ส่งเสียงใดออกมา มือทั้งคู่ของเขากำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ในกองเถ้าธุลี
เศษขี้เลื่อยปนเปื้อนกับสิ่งสกปรกเข้าไปในเล็บมือของเขา เพียงแค่ครู่เดียว มือทั้งสองข้างของเขาที่ดึงออกมาทุกแห่งหนก็เต็มไปด้วยบาดแผล ใต้เล็บมีเลือดไหลซึมออกมา
หมดกัน... ไม่เหลืออะไรแล้ว
ไม่ว่าเขาจะใช้แรงสักเพียงไหน ก็ยังไม่อาจตามหาสิ่งใดกลับมาได้
หลังจากนั้นไม่นาน เขาพบกับเศษกระดาษแผ่นหนึ่งในกองเถ้าถ่าน
ด้านบนนั้นระบุถึงยาชนิดต่าง ๆ ที่ซูจื่อเหยามอบให้กับเจ้าของเดิม เป็นลายมือของเขาที่เขียนเอาไว้
ฟึ่บ!
สายลมพัดผ่านมา ทำเอากระดาษในมือของหลินอวิ๋นไม่รู้ว่าลอยหายไปที่ใด
เมื่อมองไปยังกระดาษที่ลอยออกไป หลินอวิ๋นก็ครุ่นคิดขึ้นมา ตั้งแต่โบราณมาแล้ว คำว่าความรู้สึกนี้ยากนักที่จะอธิบายออกมาได้
ความเสน่หาและความรักที่แอบซ่อนเอาไว้ที่เจ้าของเดิมนั้นมีต่อซูจื่อเหยาไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา และต่อให้จะรู้ว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่อาจลงเอยกันได้ รู้ว่าอย่างไรแล้วซูจื่อเหยาไม่มีทางที่จะชายตามองเขา แต่เพียงแค่ได้พบนาง เจ้าของร่างเดิมก็พึ่งพอใจแล้ว ผู้ใดจะว่าโง่ ก็ยอมรับว่าโง่
แล้วซูจื่อเหยามีความผิดอย่างนั้นหรือ?
แน่นอนว่าไม่ผิด นางจะตอบรับได้อย่างไร ในเมื่อแม้แต่คำสารภาพรักเจ้าทึ่มนี้ก็ยังเอ่ยออกมาไม่เป็น
เช่นนั้นเป็นผู้ใดที่ผิดกัน เป็นเจ้าของร่างเดิมอย่างนั้นหรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่!
และต่อให้จะเป็นทาสกระบี่ที่ต่ำต้อยที่สุด ก็ยังอยากจะแหงนมองดาวบนท้องฟ้า ใช้ความฝันนี้ให้กลายมาเป็นพลังมาผลักดัน ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นเพียงแค่คนที่แอบรักเท่านั้น
“เจ้าไม่ผิดอะไร”
เมื่อมองไปจนไม่เห็นกระดาษนั้นแล้ว หลินอวิ๋นก็เอ่ยออกมากับตนเองเบา ๆ
หลังจากนั้นเพียงครู่ เขาก็เก็บรวบรวมไม้ แล้วสร้างเรือนไม้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ยังมีเวลาเหลืออีกสองวัน ก็จะเป็นการทดสอบกลางปีแล้ว หลินอวิ๋นทำความเข้าใจกับวิชายุทธ์ดั้งเดิมที่ได้มาจากบางส่วนเล่มนั้น
มีเพียงแค่บางส่วนตำราดั้งเดิมนั้นดูเหมือนจะซับซ้อนเกินไป เวลาเพียงเท่านี้จึงไม่พอ
หากว่าไม่ระวังแล้วโดนกักขังอยู่ในนั้น กลับจะทำให้พลังลดถอยลงได้
หลังจากที่หลินอวิ๋นนำยาลูกกลอนละลายโลหิตที่แลกเปลี่ยนมานั้นกลืนลงไป แล้วนำเอาดวงจิตสัตว์อสูรที่พกติดตัวมาโดยตลอดออกมาอย่างระมัดระวัง
ปัง!
บนยาดวงจิตนั้นมีกลิ่นไอของสัตว์อสูรหลงเหลืออยู่ ทำให้ผู้คนใจสั่นไหว นั่นเป็นกลิ่นไอชั่วร้ายที่เป็นเอกลักษณ์มีเฉพาะในสัตว์อสูรเท่านั้น
หลินอวิ๋นที่โจมตีฆ่าสัตว์อสูรไปมากแล้ว มาตอนนี้ก็ได้รู้คุณค่าของดวงจิตเม็ดนี้มากยิ่งขึ้น
เก้าส่วนของสัตว์อสูรนั้นไม่มีดวงจิต สัตว์อสูรที่สามารถสร้างดวงจิตออกมาได้ มีเพียงหนึ่งในหมื่นเท่านั้น!
มูลค่าของยาดวงจิต ยิ่งไม่อาจใช้ศิลาวิญญาณมาวัด
เขาจะใช้ยาอสูรเม็ดนี้ เพื่อทำให้เขาทะลุคอขวดของวรยุทธ์ระดับห้า ก่อนที่จะมีการทดสอบกลางปีนี้เพิ่มวรยุทธ์ให้กลายเป็นระดับหก
และต่อให้ใช้ยาลูกกลอนละลายโลหิตไปห้าเม็ด หากว่าอยากจะทะลุคอขวดของระดับห้าภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ มีเพียงแต่อาศัยยาอสูรของเสือเขี้ยวดาบเท่านั้น
เมื่อสิ้นความลังเลแล้วหลินอวิ๋นก็อ้าปากกลืนยาอสูรที่หลายคนฝันถึงลงคอไป
ปัง!
เมื่อยาอสูรเข้าปากไปแล้วก็ละลายกลายเป็นพลังวิญญาณพลุ่งพล่านสะเทือนฟ้าดิน แล้วปะทุขึ้นในกายของเขา
ในเวลาเดียวกันนี้ ร่างกายของเขาก็เปล่งพลังสีแดงจาง ๆ ออกมา
ซึ่งก็คือไอชั่วร้ายของเสือเขี้ยวดาบที่มาพร้อมกันกับในตอนที่บ่มเพาะยาอสูร แล้วค่อย ๆ รวมกันเข้ากับพลังในกายของเขาทีละน้อย
ภายในกายเขา วิชาตะวันบริสุทธิ์ระดับสามกำลังปะทุขึ้นอย่างพลุ่งพล่านต้องการจะระงับพลังของอสูรที่ปะทุครอบงำอยู่เกินกว่าที่หลินอวิ๋นคาดคิดเอาไว้มากนัก
เหมือนกับม้าป่าที่ดุร้าย ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน อาละวาดปะทุอยู่ในกายหลินอวิ๋น
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมา ประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวซีด กระทั่งกลายเป็นสีดำมืดน่าหวาดกลัว
สถานการณ์ไม่ค่อยที่จะดีนัก!
-โปรดติดตามตอนต่อไป-