“ถ้าสิ่งที่ข้าพูดมีอันใดผิดไป ขอผู้าุโทั้งสอง..อย่าโกรธเคืองนะขอรับ”
“เรียนผู้าุโ..ข้า..”
ผู้าุโทั้งสองต่างยิ้มร่าบอกพร้อมกันว่าให้เด็กชายตัวน้อยบอกมาได้เลย
“ข้าขอเป็..ศิษย์ร่วมอาจารย์..ได้หรือไม่ขอรับ!?”
เซี่ยจิ่งหลินพูดออกมาด้วยใบหน้าขึงขังน้ำเสียงหนักแน่น
บรรยากาศโดยรอบกลายเป็เงียบงันโดยพลันแววตาของชายชราทั้งสองไหววูบ สบตากันโดยมิได้นัดหมาย
ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้
“ฮ่า ฮาฮ่า”
ชายชราทั้งสองมองหน้ากันพร้อมะเิเสียงหัวเราะยกใหญ่
“นั่นสินะเพรชเม็ดงามแบบนี้ ไฉนพวกเราไม่ร่วมกันสอนสั่งเล่า!”
“ฮ้ายย่ะ!เป็ความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก ด้วยพร์ระดับนี้ของเ้าไม่ยากเลยที่จะทำให้สำนักของพวกเราผงาดขึ้นเป็อันดับหนึ่งอีกครั้ง!”
สวี่เล่ยและหลิงกวังอดตื่นเต้นกับการได้เจียระไนเพชรเม็ดนี้เสียมิได้ในสายตาของพวกเขาทั้งสองนี่คือโอกาสอันดียิ่งสำหรับการที่จะได้เป็อาจารย์ของผู้มากพร์เช่นนี้แน่นอนว่าเด็กชายคนนี้จะกลายเป็ความหวังของสำนักในอนาคต
“เอาล่ะ ในฐานะของเ้าตำหนักโอสถและเ้าตำหนักสรรพวุธ..”
“พวกข้ายินดีรับเ้าเป็ศิษย์ร่วมอาจารย์!”
ตึง!
ทันใดนั้นเสียงเข่ากระแทกพื้นหน้าผากกระแทกดิน ดังก้องกังวาน ในวันนี้เองเด็กชายก็ได้กราบอาจารย์ทั้งสอง ฝากตัวเป็ศิษย์สืบทอด!
ณเรือนพักศิษย์สายนอก เขาตะวันตก
ห่างจากตีนเขาสองร้อยจั้งเป็ที่ตั้งของเรือนไม้สามชั้นอยู่ไม่ไกลจากลานฝึกยุทธหน้าหุบเขาที่ใช้ทำการคัดเลือกรอบที่สอง
หลังจากที่ฝากตัวเป็ศิษย์แล้วเด็กชายได้ทำตามคำแนะนำของเ้าตำหนักทั้งสอง คือย้ายเข้าไปอยู่ในตำหนักแต่ละแห่งสลับกันหนึ่งเดือนเว้นหนึ่งเดือน
ด้วยวิธีนี้เขาจะสามารถเรียนรู้ศาสตร์แห่งการปรุงยาและศาสตร์หลอมสร้างอาวุธชนิดต่างๆได้มีประสิทธิภาพที่สุด
“สวัสดีเจาฉงข้าคงไม่รบกวนเ้าหรอกนะ”
ขณะที่เซี่ยจิ่งหลินเปิดประตูห้องเขาเห็นเพื่อนร่วมห้องเหงื่อซก กำลังฝึกร่างกายอย่างขะมักเขม้น
“สะสวัสดีขอรับพี่จิ่งหลิน ทะ ท่านมาแล้วหรือ”
เด็กชายร่างเล็กชุ่มไปด้วยเหงื่อกล่าวตอบเซี่ยจิ่งหลินด้วยแววตาเป็ประกาย
เขาเป็คนตัวเล็กรูปร่างผ่ายผอม ใบหน้าซีดเซียวพร้อมกับขอบตาดำคล้ำ พาให้รู้สึกหมองหม่นอยู่กลายๆ
ประกอบกับอุปนิสัยขี้อายและคำพูดติดๆขัดๆ ยิ่งทำให้รู้สึกยากต่อการมีปฏิสัมพันธ์แต่สำหรับเซี่ยจิ่งหลินแล้ว เื่นี้มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย
“บอกแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าท่านพี่เราอายุเท่ากันนะ อย่าลืมสิเจาฉง”
“เฮ้อพึ่งรู้จักเ้าได้เพียงไม่กี่วัน แต่ข้าก็ต้องไปเสียแล้ว”
“ไม่เป็ไรหรอกอย่างไรเราก็คงได้เจอกันอยู่ดี”
เซี่ยจิ่งหลินบอกกับเพื่อนร่วมห้องของตนว่าเขาจะย้ายไปอยู่ภายใต้การดูแลของเ้าตำหนักโอสถและเ้าตำหนักสรรพวุธโดยตรง
“ชะโชคดีนะ ขะ ข้าไม่ยะ..ยอมแพ้เ้าหรอก!”
“ตามข้าให้ทันล่ะเจาฉงไว้เจอกัน!” จิ่งหลินกล่าวลาเจาฉงโดยที่เขาเองก็ไม่รู้หรอกว่าการผูกมิตรในครั้งนี้จะกลายเป็หนึ่งในจุดเปลี่ยนในชีวิตเขาโดยสิ้นเชิง!
เด็กชายเดินออกจากเรือนพักมุ่งหน้าไปยังตำหนักที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือบนยอดเขา
อันเป็ที่ตั้งของ..ตำหนักโอสถ!
……
“อืมสิ่งแรกที่อาจารย์สวีเล่ยบอกให้ทำคือ ทำงานเป็เด็กเก็บสมุนไพรเพื่อเรียนรู้และจำแนกสมุนไพรนับพันหมื่นชนิด”
“แค่เพียงตำราเล่มนี้ก็เรียบเรียงคุณลักษณะและสรรพคุณทางยาของสมุนไพริญญากว่าห้าพันชนิดแล้ว..”
เซี่ยจิ่งหลินกำลังพลิกอ่านตำราเล่มโตเล่มหนึ่งหน้าปกเขียนว่า ‘ตำราสมุนไพริญญาขั้นต้น’
เพียงแค่’ขั้นต้น’ ก็มีข้อมูลมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว
ไม่แปลกใจเลยที่ผู้ปรุงยาฝึกหัดบางคนต้องใช้เวลาหลายปีเพียงแค่จำและทำความเข้าใจเนื้อหาในตำราเล่มนี้
หากต้องจำและทำความเข้าใจสมุนไพรนับล้านเขาไม่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเลยรึ?
คงต้องใช้ความพยายามและพร์ดุจเทพประทานเป็แน่!
เอ๋ แต่เดี๋ยวก่อนนะ..
เขามีท่านเทพแห่งความโกงอยู่นี่!
“ระบบบอกข้าทีข้าสามารถแปลงความรู้ในตำราเล่มนี้เป็ข้อมูลความรู้เข้ามาในหัวข้าโดยตรงได้หรือไม่?”
[ทำได้หากมีความจุของจิติญญาเพียงพอ]
ความจุของจิติญญาอะไรละนั่น?
“แล้วความจุของจิติญญาข้าเพียงพอหรือไม่ขอรับท่านระบบ?”จิ่งหลินถามระบบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเจือแววคาดหวัง
[กำลังประเมินความจุจิติญญาของโฮสต์..]
[สแกนขนาดของตำราสมุนไพริญญาขั้นต้น..]
[ผลการประเมิน: ความจุจิติญญาเพียงพอ โฮสต์สามารถดูดซับข้อมูลในตำราได้]
[้าทราบความจุจิติญญาโดยรวมหรือไม่?]
เสียงของระบบดังขึ้นในห้วงจิตอย่างแจ่มชัด
“้า!แสดงผลเลยครับท่าน!”
วิ้งง
ต่างจากข้อมูลส่วนตัวของตนคราก่อน
ภาพโฮโลแกรมที่พึ่งได้เห็นครั้งแรกปรากฏขึ้นตรงหน้าเด็กชาย