ท่ามกลางความเงียบของห้องเสียงดูดดึงริมฝีปากดังเคล้าไปกับเสียงหอบหายใจแรงของคนสองคนอัศดินทร์ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนอกจากเปลี่ยนจากบดจูบภายนอกเป็แทรกเรียวลิ้นเข้ามาในโพรงปากของนับนทีแล้วเกี่ยวกระหวัดลิ้นเข้ากับลิ้นของนับนทีเพื่อชิมความหวานกี่ครั้งต่อกี่ครั้งราวกับดูดกลืนเท่าไหร่ก็ยังไม่พอแม้จะอายุมากกว่าอัศดินทร์หลายปีแต่นับนทีรู้ว่าประสบการณ์ทางด้านนี้ของตัวเองอ่อนหัดกว่าอัศดินทร์มากนักดังนั้นเมื่ออารมณ์ของอัศดินทร์ฉุดรั้งให้ไปทางไหนนับนทีก็ทำหน้าที่เป็เพียงผู้ตามที่ดีเท่านั้นจวบจนเมื่อเรียวลิ้นเกี่ยวพันกันเป็ครั้งสุดท้ายและอัศดินทร์ถอนริมฝีปากออกเพื่อเลาะลิ้มชิมกลีบปากอย่างอ้อยอิ่งและประทับจูบที่มุมปากของนับนทีเป็ครั้งสุดท้ายการจูบมาราทอนนานนับหลายนาทีจึงจบลง
นับนทีโกยอากาศเข้าปอดจนอกกระเพื่อมพร้อมสติสัมปชัญญะกลับมาที่ตัวอย่างครบถ้วนอัศดินทร์ยังคร่อมอยู่บนร่างและจ้องตานับนทีไม่วางตาหากแต่สายตาอ่อนลงกว่าคราวแรกที่เปิดประตูมาเจอกันแล้วอัศดินทร์เบนสายตามามองปากของนับนทีพร้อมเลียที่ริมฝีปากนับนทีแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นสายตาอัศดินทร์ที่มองจ้องแบบนั้นมันร้อนแรงและแสดงความ้าอย่างไม่ปิดบังเลยสักนิดทว่าในวินาทีต่อมาอัศดินทร์ก็ผละออกจากท่าที่คร่อมทับนับนทีแล้วนั่งตัวตรงพร้อมเบือนหน้าหนีราวกับจะหักห้ามใจในสิ่งที่้าเอ่ยบอกเสียงเบา
“ผมขอโทษพี่ติดกระดุมให้เรียบร้อยเถอะ”
นับนทีก้มมองเสื้อนอนของตัวเองก่อนจะพบว่ากระดุมถูกปลดออกจากรังไปหลายเม็ดจนเกือบหมดแถวจึงรีบตะครุบสาบเสื้อเข้าหากันแล้วติดกระดุมด้วยมืออันสั่นสายตาคอยชำเลืองมองคนที่นั่งอยู่ปลายโซฟาและเบือนหน้าไม่มองมาอยู่นับนทีสาบานได้ว่าระหว่างที่จูบกันไม่รู้ตัวสักนิดเลยว่ากระดุมเสื้อถูกอัศดินทร์ปลดจนเกือบจะหมดแถวแล้ว!
หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อยนับนทีก็ดันตัวลุกขึ้นนั่งนั่นทำให้อัศดินทร์หันกลับมามองสายตาสบประสานกันอีกครั้งแต่นับนทีก็ยังอ่านสายตาของอัศดินทร์ไม่ออกมันกลับไปเรียบนิ่งและลึกราวกับเ้าของพยายามกดทับความรู้สึกทุกอย่างไว้ไม่ให้แสดงออกผ่านสายตา
“ใมากไหมผมขอโทษ” อัศดินทร์บอกออกมาในที่สุดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหน้าพร้อมลูบแรงๆราวกับคนที่เครียดหนักนับนทีขยับเข้าไปกอดด้วยความสงสารท่าทีแบบนี้ไม่ได้เห็นจากคนอย่างอัศดินทร์บ่อยนักและภายใต้ท่าทางนี้คงต้องแบกรับความกดดันและความรู้สึกหลายหลากไว้อย่างไม่ต้องสงสัย
“มีอะไรไม่สบายใจบอกพี่นะถ้าพี่ทำให้อัศเครียดพี่ขอโทษ” นับนทีบอกเสียงอ่อนความใต่อการที่ถูกอัศดินทร์จู่โจมจูบเมื่อสักครู่หายไปหมดสิ้นเมื่อเห็นท่าทางที่เต็มไปด้วยความอึดอัดของอัศดินทร์ในตอนนี้
“พี่ไม่ต้องขอโทษคนที่ต้องละอายใจคือผมต่างหาก ผมทำตัวงี่เง่าใส่พี่ทั้งที่ก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปทำแบบนั้นผมเป็ใคร มีสิทธิ์อะไรไปบังคับพี่ให้ทำแบบนั้นแบบนี้ทำตัวเป็เด็กเอาแต่ใจอย่างที่พี่ว่าไม่มีผิด”
“อัศ”นับนทีกอดอัศดินทร์ให้แน่นขึ้น รับรู้ได้ถึงความรู้สึกดูแคลนตัวเองของอัศดินทร์
“ที่ผมไม่ไปบ้านพี่ไม่ใช่เพราะผมโกรธพี่แต่เป็เพราะผมกำลังลงโทษตัวเองและสำนึกว่าตัวผมควรวางตัวเองไว้จุดไหนที่จะไม่ทำให้พี่ลำบากใจ”
“พี่ไม่ได้ลำบากใจอะไรเลย”นับนทีรีบบอก หากแต่อัศดินทร์เพียงยิ้มน้อยๆแล้วส่ายหัว
“พี่อาจจะคิดว่าตัวเองไม่ลำบากใจอะไรแต่เราทุกคนย่อมรู้ดีว่าไม่ว่าใครก็ไม่ชอบให้ใครมาบีบบังคับทั้งนั้นวันนั้นผมยอมรับว่าน้อยใจในคราวแรกที่ได้ยินพี่พูดแบบนั้นเลยหุนหันออกมาแต่พอได้คิดทบทวนผมก็รู้สึกว่าตัวเองโคตรเป็น้องที่งี่เง่าและเห็นแก่ตัวมากเพราะการกระทำของผมอาจเป็การปิดกั้นไม่ให้พี่ได้พบเจอคนดีๆคนหนึ่งคนที่ในอนาคตอาจจะมาดูแลพี่และของขวัญ มาเป็พี่เขยผมแล้วผมทำไมถึงยื่นข้อเสนองี่เง่าแบบนั้นเพื่อบีบพี่ ผมขอโทษพี่จริงๆนะครับ”อัศดินทร์หันมายกมือไหว้นับนที
“ไม่เอาอัศอย่าคิดแบบนั้น” นับนทีร้องไห้ออกมาขณะที่รวบมืออัศดินทร์ที่พนมขึ้นไหว้รู้สึกใจหวิวเหมือนกำลังจะสูญเสียอัศดินทร์ไปอย่างไรอย่างนั้น
“ที่จริงหลังจากเดินออกมาจากบ้านวันนั้นและได้คิดทบทวนผมอยากไปเปิดอกคุยกับพี่แต่ผมก็เหมือนคนขี้ขลาดเลยขับรถไปจอดแค่รั้วแล้วก็ขับรถกลับออกมาวันนั้นที่พี่วิดิโอคอลมากับตัวเล็กผมก็ไม่รู้ว่าต้องพูดยังไงกับพี่พอวันนี้ที่ผมกำลังจะออกไปนอนโรงแรมก็มาเจอพี่ที่หน้าประตูเลยระบายความอัดอั้นไปด้วยการดึงพี่มาจูบแบบนั้นสุดท้ายผมก็ยังทำอะไรงี่เง่ากับพี่อีกจนได้” อัศดินทร์แค่นหัวเราะตัวเองยกมือขึ้นกรีดน้ำตาออกจากแก้มของนับนทีและบอกอย่างจริงจัง “ผมตกผลึกทุกอย่างแล้วรู้ว่าผมตามติดพี่แจเกินไปทั้งที่พี่ควรมี่เวลาส่วนตัวกับใครคนนั้นที่พี่อยากเริ่มต้นใหม่ด้วยซึ่งอาจจะเป็คุณธีร์คนนั้นก็ได้ส่วนผมทำได้มากสุดแค่เฝ้ามองไม่ให้ใครมาทำร้ายพี่หรือถ้าท้ายที่สุดแม้พี่จะถูกทำร้ายแต่พี่ยังจะเลือกคนคนนั้นเข้ามาในชีวิตผมก็แค่อยู่ข้างๆพี่ดูแลพี่ในฐานะน้องคนหนึ่งอย่างที่พี่เคยดูแลผมให้กลับมาเป็ผู้เป็คนอย่างทุกวันนี้”
“อัศ…”นับนทีพูดไม่ออกเมื่อพอจะเดาได้ว่าท่าทีของอัศดินทร์ในตอนนี้คืออะไรอัศดินทร์กำลังจะสร้างระยะห่างระหว่างตัวเองกับนับนที
“ผมรู้แล้วครับว่าจะวางตัวเองไว้ตรงจุดไหนพี่เองก็จะได้มีพื้นที่เปิดให้ใครสักคนเข้ามาทำความรู้จักพี่ผมเองก็ได้เฝ้าดูพี่ให้พี่ปลอดภัย เป็คุณน้าของของขวัญ เป็น้องชายของพี่เท่านี้เราก็ไม่ต้องเผลอะเิอารมณ์ใส่กันแล้ว”
นับนทีพูดไม่ออกเมื่อได้ยินอัศดินทร์พูดแบบนี้รู้ทั้งรู้ว่าสถานะระหว่างกันก็คือพี่น้องมาโดยตลอดทว่าเมื่ออัศดินทร์พูดมันออกมาอย่างชัดเจนนับนทีก็รู้สึกเจ็บร้าวในช่องอกแทบหายใจไม่ออกปฏิเสธไม่ได้ว่าก่อนหน้าที่ความรู้สึกคลุมเครือและต่างไม่เอ่ยถึงสถานะอย่างชัดเจนเศษเสี้ยวในใจของนับนทีก็ซุกซ่อนความชุ่มชื้นของหัวใจไว้แน่นอนว่ามันผิดเพราะอัศดินทร์เองก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่อวัยวะที่เรียกว่าหัวใจเป็ส่วนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์และนับนทีอนุญาตให้ตัวเองรับรู้ความรู้สึกนั้นเพียงผู้เดียวโดยอัศดินทร์จะไม่มีวันล่วงรู้เด็ดขาดทว่าวันนี้ความชุ่มชื้นกำลังจะเหือดแห้งและหลงเหลือไว้เพียงความแห้งแล้งของหัวใจอย่างที่นับนทีพยายามให้เป็อย่างนั้นมาตลอดหลายปี
“ผมสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเื่เหมือนเมื่อครู่นี้อีก”
“อื้มไม่เป็ไรหรอก อัศลืมมันซะเถอะ” นับนทีลูบแผ่นหลังกว้างราวกับปลุกปลอบเด็ก
“รู้ตัวมั้ยพี่น่ะบอกให้ผมลืมเก่งที่หนึ่งเลย” อัศดินทร์ยิ้มน้อยๆขณะที่หันมาถามนับนทีก่อนจะทำอะไรอย่างหนึ่งที่ทำให้นับนทีถึงกับนิ่งค้างราวกับเป็รูปปั้นไม่มีชีวิตเมื่อมือใหญ่หนายกขึ้นมากอบกุมแก้มทั้งสองข้างของนับนทีเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยบอกอ่อนโยน “ผมเองก็หวังว่าพี่จะลืมเก่งเหมือนกันนะทุกความเ็ปไม่ว่าเล็กหรือน้อย ขอให้ลืมมันซะและผมหวังว่าตัวเองจะไม่ใช่คนที่ทำให้พี่เ็ป”
นับนทีโผกอดอัศดินทร์เต็มแรงและร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างคนที่พยายามกลั้นไว้อย่างถึงที่สุดแล้วหากแต่ก็ไม่อาจห้ามได้อีกแม้ไม่มีคำบอกลาสักนิดหากแต่นับนทีััได้ถึงความรู้สึกถอดใจ เหินห่างและปล่อยมือ
นับนทีกอดอัศดินทร์แน่นอย่างนั้นเนิ่นนานก่อนมือใหญ่จะลูบที่แผ่นหลังของนับนทีแล้วดันตัวออกห่างเพื่อเอ่ยบอกเสียงอ่อนโยน
“ดึกแล้วเดี๋ยวผมขับรถไปส่งพี่ดีกว่ารถพี่ก็จอดไว้ที่นี่แหละพรุ่งนี้ผมจะให้คนรถที่บ้านมาขับไปส่งที่บ้านพี่ให้แต่เช้า”
“ไม่เป็ไรๆพี่กลับเองดีกว่า เสียเวลาอัศย้อนกลับมาที่คอนโดอีก”
“ผมไม่นอนที่นี่มาหลายวันแล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะอัศกลับไปนอนบ้านเหรอ”นับนทีถามพร้อมกับมองกระเป๋าเสื้อผ้าที่อัศดินทร์โยนไว้ใกล้ๆประตูตอนที่คว้านับนทีมาจูบ
“ผมไปนอนโรงแรม”
“ทำไมไปนอนโรงแรมล่ะ”นับนทีหันมาถามห่วงใย
“เพียงดาวมาเฝ้าผมที่นี่หลายวันแล้วผมรำคาญไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเลยไปเช่าโรงแรมใกล้ๆบริษัทนอน”อัศดินทร์เล่าอย่างไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะยิ้มกว้างออกมา“จริงๆวันนั้นที่ผมหลับในห้องตัวเล็กเพราะผมอยากจะหลบเพียงดาวและไม่อยากไปนอนโรงแรมแต่ไม่อยากบอกพี่ให้ไม่สบายใจเลยแกล้งหลับซะเลย”
“โธ่ทำไมไม่บอกพี่ พี่จะได้จัดที่นอนให้ อัศไม่จำเป็ต้องไปนอนโรงแรมเลยลำบากแย่ไปนอนบ้านพี่ก็ได้” นับนทีเอ่ยอย่างสงสารอัศดินทร์เป็ถึงทายาทบริษัทใหญ่โตแต่ต้องระหกระเหินหอบเสื้อผ้าไปนอนโรงแรม
“อย่าเลยผมบอกแล้วไงว่าผมจะเว้นระยะส่วนตัวให้พี่ต่อไปนี้ผมคงไม่ไปทานข้าวบ้านพี่ทุกวันแล้วพี่จะได้ชวนคนอื่นๆมาทานด้วยบ้างหรือจะได้มีดินเนอร์หวานๆกับเค้าบ้างไม่ใช่มาคอยทำอาหารเช้าเย็นเลี้ยงผมทุกวันแบบนี้”
“พี่เต็มใจ”นับนทีรีบบอก
“ผมรู้ครับทั้งพี่ทั้งคุณป้าใจดีกับผมมาก แต่อย่างที่บอกผมจะไม่ตามติดพี่แจทั้งเช้าทั้งเย็นแบบนั้นอีก”
นับนทีพูดไม่ออกเมื่ออัศดินทร์เอ่ยแบบนั้นไม่คิดเลยว่าประโยคที่นับนทีไม่ทันได้คิดก่อนพูดจะทำให้อัศดินทร์ตีความไปไกลจนถึงขนาดที่เว้นระยะห่างให้นับนทีแบบนี้
“ไม่เป็ไรอัศมาได้ทุกวันเลย พี่ไม่ได้ชวนใครมาทานด้วยหรอก ก็มีกันสามชีวิตเหมือนเดิมนั่นแหละ”
“ไม่ลองชวนมาบ้างล่ะครับ”
“อัศอยากให้ชวนเหรอ”นับนทีถามเสียงเบา
“การลองเปิดใจศึกษาใครซักคนก็ดีนะครับถ้าไม่ใช่ก็แค่เซกู้ดบายกันไป” อัศดินทร์ตอบยิ้มๆ
“อื้ม”และนับนทีก็เพียงตอบรับได้สั้นๆเท่านั้น
“กลับกันเถอะครับพี่จะได้พักผ่อนดึกมากแล้ว”
“อื้อ”
นับนทีเดินตามร่างของอัศดินทร์ไปขึ้นรถที่ด้านหน้าคอนโดอัศดินทร์เล่าว่าคิดว่าจะเจอเพียงดาวดักรออยู่นอกห้องเสียอีกทว่าก็ผิดคาดวันนี้เพียงดาวไม่ได้มาดักรออย่างทุกวันส่วนนับนทีตกอยู่ในความครุ่นคิดจึงทำได้เพียงเออออไปสั้นๆรถวิ่งออกสู่ถนนใหญ่ที่การจราจรไม่แน่นขนัดนักเพราะค่อนข้างดึกแล้วนับนทีขออัศดินทร์เปิดกระจกรถให้ลมปะทะหน้าและต่างก็นั่งกันไปเงียบๆแบบนั้นโดยแทบไม่มีบทสนทนาต่อกันจนถึงบ้าน
“ไม่เข้าบ้านเหรอ”นับนทีเอ่ยถามเมื่ออัศดินทร์จอดรถนอกบ้าน
“ไม่ดีกว่าครับดึกแล้วพี่จะได้พักผ่อน ฝากจูบฝันดีตัวเล็กด้วยนะครับ”
"แล้วพรุ่งนี้จะมาทานอาหารเช้าด้วยมั้ย”
“คิดว่าไม่ครับผมมีประชุมเช้ามาก อีกไม่เกินสามสัปดาห์ผมจะขึ้นรับตำแหน่งรองประธานแล้วพ่อเลยบอกให้เข้าประชุมกับบอร์ดบริหารบ่อย่นี้” อัศดินทร์ปฏิเสธอีกครั้ง
นับนทีรู้สึกเหมือนอัศดินทร์ยิ่งไกลห่างออกไปเรื่อยๆหัวใจห่อเหี่ยวลงอย่างไม่อาจห้ามแต่กระนั้นก็ยังพยายามปั้นยิ้มพร้อมเอ่ยบอก“เป็กำลังใจให้นะ อัศทำได้อยู่แล้ว”
“ขอบคุณครับดึกแล้วพี่เข้าบ้านเถอะ ผมจะจอดรออยู่ตรงนี้”
เช่นเคยที่อัศดินทร์จะจอดรถมองจนนับนทีเข้าไปในบ้านแล้วจึงออกรถนับนทีแหวกม่านออกมองจนไฟท้ายสีแดงลับออกไปความรู้สึกเหมือนต่อไปจะไม่ได้เห็นรถของอัศดินทร์มาที่นี่อีกแล้วพาให้เจ็บหนึบจนต้องยกมือขึ้นทาบอก
100%
#ซ่อนรักอัศดินทร์
…………………………………….
ขอโทษที่หายไปนานมากเลยค่ะแต่ไปแอบปั่นมาได้หลายตอนเลย เดี๋ยวจะมีลงให้อ่านทุกวันเลยค่ะต่อจากนี้ ^^