เมื่อกระบี่ของโอวหยางซวงฟาดฟันลงมาปราณกระบี่ก็สั่นะเืไปทั่วลานประลอง
แสงกระบี่นับหมื่นพุ่งออกจากร่างโอวหยางซวงราวกับแสงที่ผ่าความมืดส่องสว่างทั่วทั้งปฐี
พลันสายลมบางเบาพัดโชย ผสานรวมกับปราณกระบี่ถักทอร้อยเรียง กลายเป็พลังดุจสายลมที่มิอาจจับต้อง
ผู้คนััได้ถึงสายลมทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความคมกริบของกระบี่ ภายนอกดูอ่อนโยนหากภายในกลับร้ายกาจจนน่าสะพรึง
"ในที่สุดก็ออก [เคล็ดกระบี่สายลม]แล้วหรือ" ต้วนจื่ออมยิ้มพลิกมือออกหมัดกระแทกไปยังจุดกลางของกระบวนท่า [สายลมพลิ้วไหว]
เคล็ดวิชาระดับสุดยอดที่ถูกนำไปประมูลอย่าง[เคล็ดกระบี่สายลม] นี้ เขาทิ้งช่องโหว่ไว้ในทุกกระบวนท่าท่าแรกนี้ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่ภายในกลับกลวงโบ๋เพียงมุ่งโจมตีจุดศูนย์กลางก็สามารถทะลวงได้
"เปรี้ยงๆๆ ..."
ในพริบตา ปราณกระบี่ทั้งมวลก็สลายหายไปสายลมหยุดนิ่ง ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบ
"เป็ไปไม่ได้...เป็ไปได้อย่างไรกัน?" โอวหยางซวงเบิกตากว้างสีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
สุดยอดเคล็ดกระบี่ระดับสูงกลับถูกต้วนจื่อทำลายลงอย่างง่ายดายเช่นนี้?
อย่ามาล้อกันเล่นน่า!
โอวหยางลาเฟิงที่นั่งอยู่ด้านในก็มีสีหน้าตกตะลึงราวกับมีเสียงะเิกึกก้องในศีรษะ
[เคล็ดกระบี่สายลม]กระบวนท่าที่หนึ่งนี้ เขาเคยทดสอบมาแล้วโอวหยางซวงที่มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดเมื่อใช้กระบวนท่านี้ย่อมมีพลังเทียบเท่าขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ระดับหนึ่ง
ต้วนจื่อถึงจะมีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าแต่พลังต่อสู้ยังไม่มากพอที่จะเผชิญหน้ากับเคล็ดวิชาขั้นเริ่มต้นยุทธ์แถมยังสามารถทำลายกระบวนท่าด้วยเพียงหมัดเดียว?
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงันมีเพียงเยี่ยนชุยเสวี่ยเท่านั้นที่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
[เคล็ดกระบี่สายลม] นั้นต้วนจื่อเป็คนมอบให้สมาคมการค้าเยี่ยนเพื่อนำไปประมูลจุดแข็งจุดอ่อนของเคล็ดวิชานี้ เขาจึงย่อมรู้ดี
หรืออาจเป็เพราะต้วนจื่อจงใจปรับแก้[เคล็ดกระบี่สายลม] เพียงเล็กน้อย ทิ้งช่องโหว่เอาไว้สองสามจุดเพื่อที่ว่าหากวันหน้าต้องเผชิญหน้ากับผู้ใช้เคล็ดวิชานี้ก็จะสามารถรับมือได้อย่างง่ายดาย
"ดูท่าทางชัยชนะของการต่อสู้ครั้งนี้คงไม่ต้องเสียเวลาให้คาดเดากันแล้วกระมัง"
ผู้ติดตามที่อยู่ข้างกายเยี่ยนชุยเสวี่ยได้ยินคำกล่าวเบาๆก็พยักหน้าเห็นด้วย
ท่าสังหารของโอวหยางซวงใช้ไม่ได้ผลกับต้วนจื่อสักครั้งในขณะที่ต้วนจื่อกลับยังมิได้เผยท่าไม้ตายออกมาเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างของพลังที่มีอยู่เดิมการชี้วัดแพ้ชนะจึงเป็เื่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน
บนเวทีประลองโอวหยางซวงยืนถือกระบี่อย่างทุลักทุเล หายใจหอบ พลังเริ่มถดถอย
ในทางกลับกันต้วนจื่อกลับหายใจอย่างสม่ำเสมอ สีหน้าปกติราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ดวงตาทั้งสองสบกันกลางอากาศคนหนึ่งสงบนิ่งดุจสายน้ำ อีกคนตกตะลึงจนแทบคลั่ง
“โอวหยางซวง เ้าจะยอมแพ้แต่โดยดีหรือให้ข้าเขี่ยเ้าลงจากเวที?”
"พี่ต้วนจื่อท่านตั้งใจทำเช่นนี้จริงหรือ?" โอวหยางซวงกัดฟันหน้าตึงเครียด
ก่อนหน้านี้ต้วนจื่อรักนางหมดหัวใจคอยปรนนิบัติพัดวี คอยเอาใจใส่นางทุกเื่
ยามนางกระหาย ต้วนจื่อจะรินน้ำให้
ยามนางหิว ต้วนจื่อจะหาอาหารมาให้
เพียงนางเอ่ย ต้วนจื่อก็พร้อมทำทุกสิ่งหวังเพียงให้นางสุขใจ
บัดนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร
ต้วนจื่อกลับกลายเป็คนเ็าไม่สนใจไยดีนาง แม้ในการประลองนี้ ทุกการกระทำของต้วนจื่อไร้ซึ่งความปรานี
ระดับพลังที่ต่างกันทำให้นางรู้สึกพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง การปฏิบัติที่เปลี่ยนไปทำให้นางรู้สึกคับแค้นใจ
“สังเวียนคือสนามรบ ไยต้องมีเมตตา?”ต้วนจื่อส่ายหน้าพลางเย้ยหยัน “อีกอย่างเ้าไม่ใช่คนของข้า อย่าพูดจาให้คนเข้าใจผิดนักเลย ใครๆก็จะคิดว่าเราสนิทกันมากเกินไป!”
"ท่าน..." โอวหยางซวงโกรธจัด รู้สึกอับอายขายหน้าอย่างที่สุด
นางสูดหายใจเข้าลึก พยายามประนีประนอม"ท่านพี่ อันดับหนึ่งในการประลองครั้งนี้สำคัญต่อข้ามากหากท่านช่วยข้าสละสิทธิ์ในการแข่งขันครั้งนี้ ข้าจะตอบแทนท่านอย่างงามในภายหลัง"
ระหว่างกล่าวโอวหยางซวงแสร้งทำสายตาน่าสงสาร กัดริมฝีปากเบาๆแสดงท่าทีอ่อนแอที่้าการปกป้อง
อย่างไรก็ตาม ต้วนจื่อกลับไม่สะทกสะท้านแถมยังแสดงสีหน้าขยะแขยง “อย่ามาทำเป็ยั่วยวนเห็นแล้วจะคลื่นไส้”
"ต้วนจื่อ มันจะมากเกินไปแล้วนะ!"หลังจากถูกเหยียดหยามซ้ำแล้วซ้ำเล่าสีหน้าของโอวหยางซวงดำมืดราวกับท้องทะเลลึกที่ยากจะหยั่งถึงเปลวเพลิงแห่งความโกรธสะสมอยู่ในอกก็พร้อมที่จะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
ในฐานะที่เป็บุปผางามแห่งวงการยุทธ์เมืองจื่อหรานนางเคยถูกปฏิบัติเช่นนี้ั้แ่เมื่อไร?
ศักดิ์ศรีที่สูงส่งถูกต้วนจื่อเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกินขีดจำกัดที่นางจะทนทานได้!
“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเกิดเลยเสียด้วยซ้ำเพราะสิ่งที่ข้าตั้งใจจะทำยังมีอีกมาก เ้าคอยดูให้ดีเถอะ” ต้วนจื่อหัวเราะในลำคอร่างกายวูบไหวราวสายลม พริบตาก็ประชิดโอวหยางซวงแล้วซัดเท้าออกไป
ด้วยความตื่นตระหนกโอวหยางซวงรีบชักกระบี่ขึ้นป้องกัน ทว่าพลังของเท้าคู่นั้นกลับมหาศาลเกินต้านทานร่างของนางกระเด็นไปกระแทกกับมุมเวทีอย่างแรง
"เคร้ง!"
กระบี่คู่กายก็พลันหลุดจากมือร่วงลงมากระทบพื้น เกิดเสียงดังกังวาน
ต้วนจื่อก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าหยิบกระบี่ขึ้นมาอย่างง่ายดาย
เมื่อใช้งาน [เนตร์] ก็สามารถวิเคราะห์ระดับของกระบี่ได้ในทันที
"กระบี่ระดับกลาง...ไม่เลวแต่กลับมาอยู่ในมือผู้ที่ไร้ฝีมือเช่นเ้า ช่างน่าเสียดายนัก เอาเถิดข้าจะสอนให้เ้าได้รู้ว่าการใช้กระบี่ที่ถูกต้องนั้นต้องทำอย่างไร"
ในขณะที่พูดร่างกายของเขาก็เคลื่อนไปพร้อมกับกระบี่ บิดข้อมือ ภาพกระบี่พร่าเลือนกระแสกระบี่นับหมื่นสาย แวบผ่านเข้ามา
สายลมพัดโชย พลิ้วไหววนเวียน
สายลมเ่าั้รวมตัวกันบ้าง แตกกระจายบ้างจากเข้มข้นกลับกลายเป็เจือจาง จากเลือนรางกลับกลายเป็ว่างเปล่า
จากนั้นจึงไหลทวนกลับแปรเปลี่ยนเป็ปราการสายลมที่ไม่อาจทะลวงผ่าน
ปราณกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนห่อหุ้มสายลมเอาไว้เผยให้เห็นไอแห่งกระบี่เลือนรางผสานกันก่อให้เกิดเป็ฟ้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยปราณกระบี่
ลมคือกระบี่ กระบี่คือลม!
ประกายกระบี่ที่น่าทึ่งปรากฏขึ้นสั่นะเืไปทั่วหล้า!
โอวหยางซวงสั่นสะท้านรูม่านตาหดแคบราวเข็มหมุด คล้ายกับได้เห็นภาพที่ไม่สามารถลืมเลือนได้ตลอดชีวิต
ในสายตาของนาง ต้วนจื่อไม่ได้ถือกระบี่แต่กำลังควบคุมสายลม
เพียงแค่ขยับมือสายลมก็แปรเปลี่ยนเป็ประกายเย็นะเื ดุจทะเลคลั่งปลดปล่อยไอสังหารอันไร้ขีดจำกัด แผ่ปกคลุมทั่วทุกสารทิศอำนาจอันยิ่งใหญ่ราวกับาาจุติ สามารถมอบชีวิตหรือดับชีวีได้เลยทันที
ในวินาทีที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดำและสายฝนโปรยปรายแสงกระบี่ก็กวาดผ่านไป ไล่ตามร่างของโอวหยางซวง และหายลับไปในที่สุด
เมื่อต้วนจื่อเก็บกระบี่กลับคืนสรรพสิ่งพลันกลับสู่ความเงียบสงบ
บรรยากาศสงบราบรื่น ทว่า...ทุกผู้คนกลับแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ขนลุกเกรียว!
รอยแยกจากคมกระบี่ปรากฏขึ้นจากปลายเท้าของต้วนจื่อลากยาวไปยังด้านข้างของโอวหยางซวง แทบจะผ่าเวทีประลองออกเป็สองส่วน
ในที่นั่งของผู้ชมต้วนเฉวียนเซินหลุบสายตาลงอย่างรวดเร็ว ขนลุกชันไปทั้งสรรพางค์
ในโลกแห่งกระบี่ของทวีปเทพยุทธ์มีขอบเขตมากมายเกินหยั่งถึง หนึ่งในขอบเขตเ่าั้คือ 'ในมือไร้กระบี่ ใจมีกระบี่'
ถึงแม้จะไร้อาวุธในมือแต่ขอบเขตนี้กลับสามารถก่อกำเนิดปราณกระบี่จากความว่างเปล่าทำร้ายผู้คนได้ในระยะพันลี้ ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม
หากปรารถนาจะก้าวสู่ขอบเขตนั้นจำต้องฝึกปรือกระบี่ั้แ่เยาว์วัย ปลูกฝังความรู้สึกไวต่อกระบี่และยึดมั่นในวิถีกระบี่เป็เป้าหมายตลอดชีวิต หมั่นศึกษาค้นคว้า ตระหนักรู้หมั่นศึกษาค้นคว้า แล้วจึงตระหนักรู้อีกครั้ง...
จนกว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้และควบคุม 'ในมือไร้กระบี่ ใจมีกระบี่' ได้อย่างสมบูรณ์จึงจะถือได้ว่าก้าวเข้าสู่ประตูแห่งวิถีกระบี่ และได้รับสมญานามว่าจ้าวยุทธ์กระบี่
แต่กระบี่ของต้วนจื่อเมื่อครู่นี้ราวกับได้ััไปยังลมหายใจของจ้าวยุทธ์กระบี่
แต่นั่นช่างเป็เื่เหลือเชื่อเพราะการจะก้าวขึ้นเป็จ้าวยุทธ์กระบี่นั้นแสนยากเย็นผู้มีพร์อาจต้องใช้เวลายี่สิบถึงสามสิบปีส่วนผู้ด้อยพร์อาจต้องทุ่มเททั้งชีวิต แต่สุดท้ายก็อาจไม่สำเร็จ
ต้วนจื่อมีอายุเท่าใดกัน?
ยี่สิบปี!
ต่อให้เริ่มฝึกกระบี่ั้แ่ในครรภ์มารดาก็ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้!
อีกทั้งเ้าปัญญาอ่อนนี่ยังไม่เคยแตะต้องอาวุธใดๆจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะใช้คมกระบี่ได้อย่างน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้!
"มีตำนานเล่าขานกันว่ามีผู้คนประเภทหนึ่งที่แต่เดิมนั้นมีความเข้าใจในกระบี่อย่างสูงส่งผู้คนอื่นต้องศึกษาทำความเข้าใจตลอดชีวิตจึงจะสามารถเข้าถึงกระบี่คนเ่าั้กลับสามารถเข้าถึงความลึกล้ำแห่งกระบี่แต่แรกเริ่มสุดยอดความลับของกระบี่ คนเ่าั้จึงได้รับการขนานนามว่าเป็สุดยอดแห่งกระบี่นั่นก็คือ มนุษย์กระบี่..." เยี่ยนชุยเสวี่ยรำพึงรำพันในใจด้วยความตกตะลึง
จากพลังกระบี่ที่ต้วนจื่อแสดงออกมาเมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าเขามีคุณสมบัติของมนุษย์กระบี่แต่กำเนิด หากเขาหันคมกระบี่มาที่นางนางคงไม่สามารถแม้แต่จะหลบหลีก
ไม่ใช่แค่นางผู้ฝึกตนที่ไม่บรรลุขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ระดับสามขึ้นไป ณ ที่แห่งนี้คงทำได้เพียงเผชิญหน้ากับการโจมตีนั้น ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
กระบี่ราวกับสายลม รวดเร็ว แม่นยำ อำมหิต...นี่คือ [เคล็ดกระบี่สายลม] ที่แท้จริง!
"ยอมแพ้หรือยัง?" ต้วนจื่อโยนกระบี่ไปยังด้านหน้าโอวหยางซวง มองลงมาอย่างกดขี่
โอวหยางซวงเงยหน้าขึ้นมองสบตา ในขณะนั้นเองความสิ้นหวังและความอัดอั้นก็ปะทุขึ้นในอก ราวกับจะทำให้หายใจไม่ออก
นางพ่ายแพ้แล้ว!
พ่ายแพ้อย่างหมดรูป!
ไม่ว่าจะพิจารณาจากระดับการฝึกฝนหรือทักษะกระบี่ นางก็พ่ายแพ้!
หลังจากที่เงียบไปนานโอวหยางซวงก็สูดหายใจเข้าลึก จับจ้องไปยังต้วนจื่อ ถามออกมาทีละคำว่า"เหตุใดทักษะกระบี่ของท่านถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้?"
"เพราะข้าเป็ตัวเอกเ้าเป็เพียงตัวประกอบ เื่มันก็แค่นั้น" ต้วนจื่อละสายตาหันหลังให้
ความพ่ายแพ้ของโอวหยางซวงเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นางเป็สตรีที่หลงใหลในชื่อเสียงเมื่อเจอผู้ที่เก่งกาจกว่าตนก็ใจร้อนรุ่ม ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนไม่เข้าใจถึงสัจธรรมที่ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน
จิตใจคับแคบเช่นนี้จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร?
"อั่ก"
โอวหยางซวงได้ยินดังนั้นก็ราวกับถูกเหยียดหยามอย่างถึงที่สุดพลังในร่างปั่นป่วน สำรอกโลหิตออกมาคำโต เดินซวนเซจากไป
กรรมการเห็นดังนั้น จึงประกาศในทันทีว่า"ในการต่อสู้ครั้งนี้ ต้วนจื่อเป็ผู้ชนะ"
เมื่อสิ้นเสียงผู้ชมที่นั่งอยู่โดยรอบก็ส่งเสียงดังสนั่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ข้าไม่เคยคิดเลยว่าต้วนจื่อจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!"
"ความสามารถด้านกระบี่ของต้วนจื่อนั้นอยู่ในระดับสูงสุดอย่างแท้จริงในบรรดาคนรุ่นใหม่เมืองจื่อหรานย่อมหาผู้ใดเทียบเทียมมิได้"
"น่าสะพรึงกลัวพลังการต่อสู้ของต้วนจื่อคงเทียบเคียงได้กับอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองจื่อหรานอย่างต้วนอีน่าเสียดายที่ต้วนอีอยู่ในจักรวรรดิเสรี ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นการประลองกันแล้วว่าใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน"
"รู้สึกว่าตำแหน่งอันดับหนึ่งในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลปีนี้คงจะไม่พ้นต้วนจื่อไปไหนเพราะต้วนจื่อมีพลังของเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าต้วนเอ้อร์ที่อยู่ในของเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดอย่างไรเสียก็คงเอาชนะไม่ได้!"
.........
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับจะทำให้ลานประลองสั่นะเื
ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างของต้วนจื่อทั้งชื่นชม หวาดกลัว อิจฉาริษยา ล้วนมีให้เห็น
ต้วนจื่อมิได้สนใจผู้ใดทั้งสิ้นลงจากเวทีไปพักผ่อนตามลำพัง
ส่วนโอวหยางลาเฟิงก็รีบพุ่งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็วพยุงโอวหยางซวงขึ้นมา ป้อนโอสถฟื้นฟู
ในชั่วขณะนั้นพลังฟื้นฟูก็ไหลบ่าเข้าสู่ร่างโอวหยางซวงอย่างต่อเนื่องรักษาอาการาเ็อย่างรวดเร็ว
ผู้คนมากมายเห็นดังนั้น ต่างก็ตกตะลึง
โอสถในทวีปเทพยุทธ์แบ่งออกเป็เก้าขั้นแต่ละขั้นแบ่งเป็ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง และระดับสุดยอด ยิ่งระดับสูงก็ยิ่งหายากและมีค่า
จากผลการรักษาของโอสถที่โอวหยางลาเฟิงใช้จะต้องเป็โอสถขั้นสองระดับกลาง ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล
เห็นได้ชัดว่าโอวหยางลาเฟิงมุ่งมั่นที่จะผลักดันโอวหยางซวงขึ้นเป็ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปจึงยอมทุ่มเทถึงเพียงนี้ ใช้โอสถขั้นสอง ระดับกลางเพื่อรักษาโอวหยางซวงเพราะเกรงว่านางจะได้รับผลกระทบจากอาการาเ็ในภายหลัง
โอวหยางซวงที่ฟื้นฟูาแไปได้เกินครึ่งหนึ่งทำได้เพียงก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาโอวหยางลาเฟิง ทว่าหางตากลับจ้องเขม็งไปยังต้วนจื่อแววตาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองสุดขีด
ต้วนจื่อ ข้าจะจำเอาไว้!
ความอัปยศที่ท่านมอบให้ข้าในวันนี้วันหน้าข้าจะตอบแทนอย่างสาสม!