
“ขอบคุณมากค่ะคุณพ่อ”
“ดูแลตัวเองด้วย ถ้ารู้สึกไม่สบายโทรหาพ่อได้ตลอดเวลาเลยนะ”
“ค่ะ”
ฟ้าใสลงจากรถยนต์และปิดประตูดัง “ตุบ” เธอเดินเข้ามาภายในโรงอาหารสีส้มหรือโรงส้มพร้อมกับชายตามองไปรอบๆ ไม่พบผู้ที่นัดหมายกันไว้ ฟ้าใสเดินดูรอบๆ เดินผ่านร้านอาหารตามสั่ง ผ่านเคาน์เตอร์แลกบัตร โรงอาหารของมหาวิทยาลัยใช้เงินสดในการแลกบัตรเพื่อซื้ออาหาร นํ้าและสินค้าอื่นๆที่ขายในโรงอาหาร ฟ้าใสเดินผ่านร้านขายชานมไข่มุก ด้วยความหอมหวานของชานมไข่มุกซึ่งเป็รสชาติที่เธอโปรดปราน ฟ้าใสตัดสินใจซื้อโดยไม่ลังเลใจใดๆ เธอเดินไปที่เคาน์เตอร์ใช้เงิดสดแลกบัตรโรงอาหาร
“ชูด ชูด” อร่อยเหมือนเดิม ชานมไข่มุกไม่ว่าจะซื้อร้านไหน ยี่ห้ออะไร รสชาติเหมือนกันหมดเลย หรือเป็รสชาติมาตรฐานของตลาดกันนะ จากนั้นเธอกลับมามุ่งสมาธิกับภารกิจหลักอีกครั้ง นั้นคือการตามหาผู้ที่นัดหมาย ฟ้าใสสำรวจทั่วโรงอาหารก็ไม่พบคนนั้นเช่นเดิม ความจริงแล้วเหลือห้องครัวกับห้องนํ้าชายที่ฟ้าใสไม่ได้เข้าไปหา แต่จะให้เข้าไปคงไม่เหมาะสม ฟ้าใสเดินอ้อมออกไปทางด้านหลังโรงส้ม พบลานจอดรถยนต์ ที่นั้นฟ้าใสเห็นชายหัวโล้น ใบหน้ามีหนาวเคราสั้นๆ สวมใส่ชุดสูท ใบหน้าของชายผู้นี้ทำให้ฟ้าใสรู้สึกคุ้นเคย และชายคนดังกล่าวกำลังมองตนเองอยู่


“เราจะเดินทางไปที่ไหนกันค่ะ”
“เซฟเฮ้าส์”
“อยู่ที่จังหวัดอะไรค่ะ”
“จังหวัดระยอง ถ้าสงสัยอะไรให้ถามระหว่างการเดินทางแล้วกันนะ ตอนนี้เราต้องรีบไปกันแล้ว”
ฟ้าใสเข้าไปนั่งในรถยนต์ตำแหน่งข้างคนขับ ทั้งภายนอกและภายในของรถยนต์คันนี้ ไม่เหมือนกับรถยนต์ที่ลุงเจมส์เคยใช้ขับมารับมาส่งเราบ่อยๆ กระจกมองหลังห้อยพระเครื่อง เบาะหนังสีเทา ภายในรถยนต์สะอาดตามาก
“คาดเข็มขัดนิรภัยด้วย” หลังจากฟ้าใสคาดเข็มขัดเรียบร้อย เจมส์เปลี่ยนเกียร์จาก P ไป N เขาเหยียบคันเร่งจนมิด รถยนต์พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฟ้าใสหันหน้ามองเบาะหลังพบแมพนั่งหลับอย่างสบาย บนเบาะมีกระเป๋าหิ้วสีดำขนาดใหญ่ พร้อมกับขวดนํ้าสองขวด
“เอาชุดมาด้วยหรือป่าว” ชายวัยกลางคนถาม
“เอามาสามชุดค่ะ”
“เราอาจต้องอยู่ในเซฟเฮ้าส์อย่างน้อยสามวัน” หลังพูดจบเจมส์ยื่นแผ่นกระดาษสีขาวขนาดจิ๋ว “นามบัตร มีเบอร์ สามารถโทรติดต่อได้ตลอด ผมอยากให้จำเบอร์โทรไว้นะ”
“ขอบคุณค่ะ” ฟ้าใสรับนามบัตร เธอดูนามบัตรและเริ่มท่องจำเบอร์โทรให้ขึ้นใจ เมื่อจดจำตัวเลขได้ทั้งหมด เธอปรับเบาะที่นั่งเอนลง แผ่นหลังััเบาะ ใบหน้าแนบเบาะให้ความรู้สึกนุ่มนวลเหมือนได้นอนท่ามกลางปุยเมฆในจินตนาการ
.
.
.
.
โป้ก... “โอ้ย” ศีรษะฟ้าใสโขกกับกระจก นี้เราเผลอหลับไปั้แ่เมื่อไหร่กันนะ เธอลืมตามองไปด้านหน้า เห็นรถยนต์คันสีดำสนิทปาดหน้า เจมส์เหยียบเบรกกระทันหัน ทำให้ฟ้าใสพุ่งตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพราะเธอคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ไม่อย่างนั้นร่างกายอันบริสุทธิ์อาจบอบช้ำจากการกระแทกกับรถไปแล้ว
“ขับรถภาษาอะไรว่ะ” เจมส์ด่าด้วยความโมโหก่อนจะเปิดประตูออกไป
ฟ้าใสไม่รู้ว่าตนเองควรออกไปห้ามหรือนั่งรออยู่ในรถยนต์อย่างไหนจะดีกว่ากัน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เจมส์เคาะประตูรถยนต์ของคู่กรณี “ออกมาคุยกันหน่อย” ประตูบานนั้นค่อยๆเปิดออก เผยให้เห็นร่างคนขับ นี้มัน คนนี้มัน หลุยส์นี้ เจมส์ใมาก “ขับรถปาดหน้าทำไม”
“นายจะพาเด็กๆไปไหน”
“ไปส่งที่มหาวิทยาลัย” สิ้นเสียงคำตอบของเจมส์ หลุยส์ชักปืนขึ้นมายิงไปที่ข้อเท้าทันที “ปัง ปัง”
“อัก” เจมส์ล้มลงไปนอนบนพื้นถนน
“โกหก มหาวิทยาลัยไปอีกทางนึง” หลุยส์ก้าวเดินอย่างรวดเร็วเพื่อมาที่รถยนต์ เขาเปิดประตูรถยนต์และพูดว่า
“คนที่ส่งนักฆ่าทั้งสองคนมาก็คือเจมส์”
“ไม่จริง หลุยส์เข้าใจผิดแล้ว”
นํ้าเสียงราบเรียบของหลุยส์ ทำให้ไม่รู้ว่าเขาพูดความจริงหรือไม่ ตรงข้ามกับนํ้าเสียงของเจมส์ที่แสดงความโมโห ไม่รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้เจมส์โมโหมาจากหลุยส์รู้ว่าเจมส์เป็คนทรยศองค์กรหรือเจมส์รู้ว่าหลุยส์เป็คนทรยศ เขาเสแสร้งทำเป็พูดจาดี ความจริงแล้วเขามาเพื่อลักพาตัวเรากับแมพไป ความสับสนวุ่นวายกำลังก่อตัวในใจของฟ้าใสช้าๆ ไม่รู้ว่าควรเชื่อใคร ไม่รู้ว่าใครพูดความจริง ถ้าแมพไม่หลับน่าจะดีกว่านี้ เขาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“รีบไปกัน” หลุยส์กล่าว
“ทำไม ทำไมทำแบบนี้” เจมส์ว่า
“เพราะคุณหักหลังพวกเรายังไงละ ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่าเจมส์”
“ผมไม่รู้ว่าคุณได้ยินอะไรมา แต่นั้นไม่ใช่ความจริง”
“โกหกไปก็เปล่าประโยชน์ ที่ผมไม่ยิงที่จุดสำคัญเพราะเห็นว่าเราเป็เพื่อนกันอยู่ยังไงละ เอาละฟ้าใสเรารีบไปได้แล้ว” หลุยส์กล่าวอย่างหนักแน่น เขาอ้อมไปหลังรถยนต์ เปิดประตูหลังอุ้มแมพพร้อมหยิบกระเป๋าที่เบาะหลัง
ฟ้าใสไม่รู้ว่าใครพูดความจริง ใครโกหก แต่ตอนนี้หลุยส์อุ้มแมพที่กำลังหลับอยู่ไปขึ้นรถของตนเอง จะให้แมพไปคนเดียวก็ไม่ได้ ระหว่างทางที่ฟ้าใสเดินไปนั่งรถของหลุยส์ เธอมองมาที่เจมส์ด้วยแววตาประหลาดใจ
ระหว่างการเดินทางหลุยส์เอ่ยถามฟ้าใสว่า “เจมส์จะพาเธอไปที่ไหน”
“หนูไม่รู้ค่ะ”
“แล้วเจอกับเจมส์ได้ยังไง”
ฟ้าใสนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเอ่ยปากตอบคำถาม “เขามาหาที่โรงพยาบาล บอกว่ามีคนไล่ล่าพวกหนูอยู่ จะพาหนีไปที่ปลอดภัย ให้หนูบอกพ่อว่าอาการหายดีแล้วอยากกลับมาเรียนและให้พ่อมาส่งหนูที่มหาวิทยาลัย ส่วนเขาจะพาแมพมาเจอกันที่นั้น”
.
.
.
.
ฟ้าใสลืมตาตื่นขึ้นด้วยดวงตาพร่ามัวในตอนแรก ก่อนในเวลาต่อมาภาพเริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น เธอมองบนเพดานสีเขียวแก่ มีรอยหลุดล่อนของสีเพราะสีถูกทาเป็ระยะเวลานานมากแล้ว เธอลุกขึ้นมานั่งมองไปรอบข้างเหมือนอยู่ในห้องเล็กๆสภาพเก่าๆ เรามาอยู่ที่นี้ได้ยังไง จำได้ว่านั่งคุยกับคุณหลุยส์ในรถ พอได้สติก็มานอนอยู่บนเตียงในห้องแห่งนี้ โอ้ยปวดหัว ทำไมอยู่ดีๆก็ปวดหัว ฟ้าใสทิ้งตัวลงบนเตียง ไม่ไหวแล้วปวดหัวมาก มันร้อนไปหมดทั้งตัวคล้ายๆกับร่างกายจะะเิ โอ้ย โอ้ย จากนั้นไม่นานฟ้าใสเผลอหลับไป
.
.
.
.
อีกฟากหนึ่ง บิยา คมสัน คุโรเนโกะและกัตตูโซ่ เดินทางมาถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ “ทางนี้ครับ ผมจอดรถไว้หลังอาคาร” กัตตูโซ่กล่าว เขาเดินนำทุกคนไปที่รถยนต์ของตนเพื่อใช้เป็ยานพาหนะเดินทางไปยังสถานที่เป้าหมาย (การพูดคุยในเหตุการณ์นี้เป็ภาษาอังกฤษทั้งหมด)
สิ้นสุดการเดินทาง ณ สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง อาคารขนาดสามชั้น รอบข้างมีหน้าต่างไม่กี่บาน
คุโรเนโกะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง เปิดโทรศัพท์ตรวจรายชื่อผู้โทรเข้าโทรออก “นี้ก็นานมากแล้ว ทำเจมส์ไม่ติดต่อกับมาอีก”
“เื่นั้นค่อยจัดการทีหลัง ตอนนี้เราควรเน้นไปที่ทำงานตรงหน้าก่อน” บิยาบอก
“เราจะเข้าไปยังไง” คมสันพูด
“รบกวนสัญญาณกันขโมยและสัญญาณเตือนภัย” บิยาตอบ
ทั้งสี่คนเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้ กัตตูโซ่เปิดประตูออกจากรถยนต์คนเดียว ทว่าในเวลานี้เองทั้งสามคนที่เหลือนั่งรออยู่ในรถยนต์ดังเดิม กัตตูโซ่ใส่หมวกแก๊ปสีแดงซึ่งเป็ใบโปรด ด้านหน้ามีลายเซ็นของนักฟุตบอลชื่อดัง เวย์น รูนีย์ (Wayne Mark Rooney) นักฟุตบอลคนดังกล่าวถือเป็ไอดอลในวัยเด็กของกัตตูโซ่ เขาเดินไปที่ประตู ใช้เครื่องอะไรบ้างอย่างเสียบเข้าไปที่บริเวณประตูอัตโนมัติ ภายในอีกไม่กี่นาทีต่อมาประตูที่ปิดสนิทก็เปิดออก
“เราเชื่อใจเขาได้แน่หรือ เขาอาจหลอกพวกเราก็ได้” คมสันถาม
“ไม่ต้องห่วง ผมเอาปืนมาด้วย” บิยาตอบ
“ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก” คมสันว่า
คุโรเนโกะหัวเราะคิกคักเบาๆ
“กัตตูโซ่เล่าอะไรให้คุณฟังถึงยอมมาด้วยอย่างนี้” คมสันว่า
“ถ้าให้เล่าก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อวานนี้” บิยาบอก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้
ผมยืนสูบบุหรี่อย่างสบายใจบริเวณที่อนุญาตให้สูบบุหรี่ ภายในอาคารขององค์กร แล้วกัตตูโซ่เดินมาทักทายเหมือนปกติ แต่มันไม่เป็อย่างนั้นเลย เขาเริ่มพูดจาแปลกๆ เขาให้ถอดสิ่งของที่ทางสมาชิกในองค์กรซื้อให้ทั้งหมดออก เช่น แหวน เข็มขัดหรือโทรศัพท์มือถือ ผมไม่เข้าใจว่าเขา้าอะไร แต่ผมก็ทำตามด้วยความไม่เข้าใจนั้นละ สร้อยข้อมือทองคำที่ท่านผู้สนับสนุนซื้อมาให้ในวันเกิดเมื่อปีที่แล้วผมถอดมันออก กัตตูโซ่หยิบเครื่องตรวจอะไรบ้างอย่างขึ้นมาจากกระเป๋าเป้ที่เขาถือมาด้วย ลักษณะเป็แท่งสีดำรูปทรงสี่เหลี่ยมยาวๆ กัตตูโซ่นำสิ่งนั้นมาใกล้ๆสร้อยข้อมือทองคำ ทันในนั้นอุปกรณ์ดังกล่าวมีเสียงดังขึ้น กัตตูโซ่มองหน้าผมโดยไม่พูดจาใดๆแม้แต่คำเดียว เขาเอาฟอยล์มาห่อสร้อยข้อมือทองคำแล้วนำไปเก็บไว้ในกล่องเหล็กสีเทา กัตตูโซ่บอกว่า “ผมรู้ว่าใครเป็คนทรยศองค์กรเอกซ์แคลิเบอร์”
ตอนแรกผมคิดว่ากัตตูโซ่พูดเล่นเลยตอบไปว่า “ผมรู้ แต่ไม่บอกคุณหรอกนะ”
กัตตูโซ่บอกว่า “ผมพูดความจริงไม่ได้ล้อเล่น บิยา…คุณคือคนถัดไป”
ผมใมากเมื่อได้ยินอย่างนั้น “ทำไม ทำไมถึงรู้เื่นี้”
“เพราะผมเป็หนึ่งในคนทรยศโดยไม่ได้ตั้งใจ แม่ผมป่วยหนักมาหลายปี ผมจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนมากเป็ค่ารักษา อยู่มาวันนึงมีจดหมายส่งมาหน้าบ้านผม หน้าซองจดหมายไม่มีชื่อและที่อยู่ผู้ส่งแต่มีชื่อและที่อยู่ผู้รับ เสี้ยวความคิดแรกบอกผมว่าทิ้งมันไปซะ แต่อีกใจนึงกลับบอกว่าลองเปิดดูก็ไม่น่าจะเป็อะไร”
“เดี๋ยวๆ ทำไมต้องพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอิตาลีด้วย” คุโรเนโกะบอก
“ทำเสียงให้เหมือนกัตตูโซ่ เวลาฟังจะได้อินมากยิ่งขึ้นเสมือนว่าได้ฟังกัตตูโซ่พูด” บิยาบอก
“ยังเล่นเป็เด็กๆเหมือนกันเดิม” คมสันว่า
“เรียกว่าสร้างสีสันต่างหาก”
“เล่าต่อได้แล้ว” คมสันว่า
“กัตตูโซ่เปิดซองจดหมายออก เนื้อหาจดหมายฉบับนั้นเปรียบเสมือนนางฟ้าในคราบซาตาล เนื้อหาในจดหมายบอกให้ผมนำข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกในองค์กรเอกซ์แคลิเบอร์ไปให้เพื่อแลกกับเงินหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ ผมจำเป็ต้องทำเพื่อช่วยชีวิตแม่ ผมส่งข้อมูลทางเมลทุกวันอังคารตามคำสั่งที่เขียนในจดหมาย เมื่อไม่กี่วันก่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าผู้จ้างนำข้อมูลส่วนตัวไปทำอะไร ผมจึงใส่ไวรัสไว้ในไฟล์เพื่อขโมยข้อมูล ข้อมูลที่ผมได้รับส่วนใหญ่เป็ข้อมูลตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและตลาดหุ้นในยุโรป มีไฟล์นึงเป็ข้อมูลเกี่ยวกับแผนปฏิบัติงาน ผมลองกดเข้าไปดู ไฟล์นั้นแสดงรายชื่อผู้เป็เป้าหมายในการลอบสังหารและมีข้อมูลใหม่ล่าสุดรายงานว่ากำลังดำเนินการสังหารผู้มีพลังจิต มุมล่างของรายงานบอกรายละเอียดเพิ่มเติม เขียนถึงที่อยู่ของผู้นี้ เขาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยและมีการกล่าวถึงสำนักพิมพ์เล็กๆที่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน” กัตตูโซ่พูดประมาณนี้
ติ้ง ติ้ง … ติ้ง ติ้ง โทรศัพท์มือถือของคมสันดังขึ้น “ไม่มีอะไร เล่าต่อเลย”
หลังจากนั้นกัตตูโซ่แนะนำผมว่าโทรไปบอกเจมส์ให้รีบพาตัวผู้มีพลังจิตหลบไปที่ปลอดภัย ผมจึงถามว่า “ไว้ใจเจมส์ได้หรือ เจมส์อาจเป็คนทรยศก็ได้”
กัตตูโซ่บอกว่า “เจมส์เป็รายชื่อถัดไปต่อจากคุโรเนโกะและคุณไง ! หมายความว่าทุกคนที่มีรายชื่อคือผู้บริสุทธิ์ยังไงละ”
เมื่อฟังบิยาเล่าเหตุการณ์จนจบ คมสันเข้าเว็บไซต์ขององค์กรเอกซ์แคลิเบอร์ คลิกเข้าสู่ระบบสมาชิกเพื่อตรวจดูประวัติของกัตตูโซ่ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ เจอร์ราร์ด กัตตูโซ่ ชายลูกครึ่งอิตาลีกับโปรตุเกส อายุสามสิบสามปี เขาเติบโตในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่ออายุสิบปีย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับโปรแกรมเมอร์เมื่อเรียนจบเข้าทำงานในบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ของสหรัฐอเมริกา กัตตูโซ่เข้าองค์กรเอกซ์แคลิเบอร์จากการชักชวนของอมิเลีย เจสซีก้า ความสามารถพิเศษร่างกายทนต่อกระแสไฟฟ้าแรงสูง
“ผมตรวจดูประวัติของกัตตูโซ่ มันพบข้อมูลว่าแม่ของเขาป่วยหนัก”
“ผมรู้มานานแล้ว” บิยาบอก
“ฉันเองก็รู้เหมือนกันค่ะ” คุโรเนโกะกล่าวสนับสนุน
ทันใดนั้นเองหน้าจอโทรศัพท์ของบิยาสว่างขึ้นมา “กัตตูโซ่ส่งสัญญาณมาแล้วไปกันเถอะทุกคน”
“เดี๋ยวก่อน ถ้าเป็กับดักละ” คมสันว่า
“ไม่ต้องเป็ห่วงผมมีปืน ผมจัดการได้”
“ปืนกระบอกเดียวสู้ไหวเหรอ”
“ผมไม่เคยบอกว่ามีกระบอกเดียว” บิยากล่าวพร้อมหยิบปืนพกสีดำขึ้นมาโชว์แบบคนขี้อวด “ผมมีสองกระบอก” บิยายื่นปืนให้คมสันพร้อมกับอุปกรณ์เสริมนั้นคือที่เก็บเสียง เมื่อรับอาวุธมาข้างกายคมสันประกอบปืนกับที่เก็บเสียงเข้าด้วยกันอย่างชำนาญ
“แล้วคุโรเนโกะละ” คมสันถาม
“ฉันเรียนคาราเต้มาค่ะ”
“ไม่ใช่แค่เรียนธรรมดานะ คุโรเนโกะเคยคว้าแชมป์คาราเต้ระดับจังหวัดมาแล้วสองสมัยซ้อน” บิยากล่าว