เช้าวันใหม่มาถึง ซือซือลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปาก แล้วแต่งตัวทำผมแบบเดียวกับชาวบ้านผู้ชาย เพื่อให้สะดวกและปลอดภัยกับการเดินทาง หลังจากนั้นก็หอบหิ้วถุงผ้าขึ้นสะพายไหล่ แล้วเปิดประตูบ้านออกมา ก็เห็นหยางเฉวียนิยืนจังก้าอยู่ข้างเ้าม้าตัวใหญ่นั่นแล้ว
“ออกเดินทางกันได้แล้ว” เขาพูดเพียงเท่านั้นก็จูงม้าออกมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ
ซือซือที่ไม่เคยเห็นม้าในระยะประชิดขนาดนี้มาก่อน จะเอาปัญญาที่ไหนปีนขึ้นไปได้ หยางเฉวียนิเห็นหน้าตาตื่นๆ ท่าทางกระอักกระอ่วนของเด็กสาวก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะหิ้วคอเสื้อของนางแล้วเหวี่ยงนางขึ้นไปวางบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว
“แว้กกกกก” จะไม่ให้เธอใได้ยังไง อยู่ดีๆ ก็ลอยขึ้นมานั่งอยู่บนนี้โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าสักนิด
ไม่ทันให้เธอได้เตรียมใจเขาก็ตวัดตัวขึ้นหลังม้าตามมาติดๆ กลายเป็ว่าเขานั่งอยู่ด้านหน้า ส่วนเธอก็นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง
“จับเสื้อข้าไว้ให้แน่นๆ จะได้ไม่ตกลงไป” เอ่ยจบเขาก็กระตุกบังเหียน ทำให้ม้าเริ่มออกวิ่ง ซือซือจึงต้องรีบกำเข้าไปที่เสื้อบริเวณเอวของเขาไว้แน่น
หวังว่าเสื้อของอีตาคนนี้จะไม่หลุดออกมาทั้งยวงแล้วทำให้เธอหงายหลังตกม้าไปหรอกนะ!
เมื่อพ้นจากเขตหมู่บ้าน ม้าตัวที่เธอนั่งก็วิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ... จนเธอรู้สึกเหมือนจะบินได้อยู่แล้ว!
ชีวิตก่อนซือซือเคยนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ (วิน) เป็ประจำ แต่ไม่เคยนั่งซ้อนท้ายพวกบิ๊กไบค์ที่ซิ่งแข่งกับรถยนต์บนถนนเส้นยาวอย่างเป็กิจจะลักษณะมาก่อน ไม่รู้ว่าบิ๊กไบค์กับม้าตัวนี้อะไรจะซิ่งกว่ากัน และไม่ใช่ซิ่งธรรมดา แต่มันทั้งกระเด้งกระดอน กระแทกกระทั้น กระทุ้งกระเทือนจนตับไตไส้พุงของเธอเขย่าไปมาจนมันไปกองรวมกันหมดแล้วมั้ง!
ประสบการณ์ในการนั่งซ้อนท้ายม้าครั้งแรกของเธอ เรียกได้ว่า ‘ลืมตาย’ ส่วนคนที่ลืมตายน่าจะเป็หยางเฉวียนิที่ซิ่งม้าราวกับจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้ว ไม่ทันได้ร้องเรียนอะไรกับใครท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี และเมื่อฟ้าเริ่มมืด ฝีเท้าของม้าก็ชะลอลงด้วยเช่นกัน
ซือซือที่หลับตากำเสื้อของอีตาจ๊อกกี้มาั้แ่แรก รู้สึกมือชา ก้นชา และขาชามาสักพักใหญ่ๆ แล้ว กว่าจะรู้ตัวว่าม้าหยุดวิ่งก็ตอนที่ได้ยินเสียงของผู้ชายคนเดียวที่เธอรู้จักแถวนี้ดังขึ้นข้างๆ
“ถึงโรงเตี๊ยมแล้ว เราจะพักที่นี่คืนหนึ่ง พรุ่งนี้จะออกเดินทางเวลาเดิม”
เสียงนั้นทำให้เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ก็เห็นว่าหยางเฉวียนิลงไปเดินจูงม้าอยู่ ส่วนเธอก็ยังอยู่ในท่านั่งยื่นมือ 2 ข้างออกไปเกาะอากาศอันว่างเปล่า เบื้องหน้าที่เธอเห็นคือโรงเตี๊ยมในอำเภอเล็กๆ สภาพคล้ายๆ โรงแรมจิ้งหรีดในชีวิตก่อน คือเล็ก เก่า โทรม และมืดสลัว ให้ความรู้สึกไม่น่าเข้าพักโดยสิ้นเชิง
“เอ้า! เหตุใดยังไม่ลงมาอีก!”
ซือซืออยากจะแยกเขี้ยวใส่อีตาคนนี้เหลือเกิน ตอนขึ้นเธอก็ไม่ได้ขึ้นเอง คิดว่าตอนลงเธอจะลงเองได้เหรอ!
หยางเฉวียนิหันมาถอนหายใจใส่เธอเฮือกหนึ่ง ก่อนจะตะปบไหล่เธอแล้วหิ้วเธอลงมาราวกับหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งลงจากหลังม้า จากนั้นเขาก็เดินนำเข้าโรงเตี๊ยมไปก่อน
หลังจากพูดคุยและจ่ายเงินค่าห้องเรียบร้อยแล้ว หยางเฉวียนิถึงได้หันกลับมาสนใจสัมภาระ... เอ่อ... เพื่อนร่วมทางอีกคนหนึ่งที่เขาทิ้งเอาไว้หน้าโรงเตี๊ยม แต่เขาก็ต้องผงะไปครึ่งก้าว เมื่อเห็นเด็กสาวกำลังเดินกระย่องกระแย่งขาถ่างเสมือนท่านั่งม้าไม่มีผิด
“เ้า!! เดินอย่างไรให้เหมือนวานรเยี่ยงนี้!”
ซือซือปากยื่นน้ำตาคลอเบ้า เธออยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ เพราะตอนนี้เธอไม่สามารถยืดขาให้ตรงได้ มันทั้งแข็ง ทั้งชา ทั้งปวดและร้าวไปหมดแล้ว!
“ก็เพราะม้าของท่านน่ะแหละ! ข้าต้องนั่งม้ามาทั้งวัน ถ้ายังเดินเหมือนคนได้ก็แปลกแล้ว!”
หยางเฉวียนิยกมือขึ้นมากุมขมับ หากเขาให้นางนั่งม้าต่อไปจนถึงเมืองหลวง คนแซ่หานจะไม่คิดว่าเขาพาวานรไปส่งพวกเขาหรอกหรือ ไม่ได้การ... ต่อไปคงต้องนั่งรถม้า อาจจะถึงช้าหน่อย แต่ก็ดีกว่าที่นางจะต้องกลายเป็สตรีขาโก่งเดินไม่ตรงเช่นนี้
สุดท้ายแล้วหยางเฉวียนิก็ต้องให้เด็กสาวที่ยังไม่สามารถเดินได้เป็ปกติขึ้นหลัง แล้วแบกนางขึ้นบันไดไปยังห้องพักชั้น 2 ซึ่งมีอยู่มีเพียงไม่กี่ห้อง
เมื่อเข้ามาในห้อง ซือซือก็ได้กลิ่นอับๆ ของห้องและเครื่องนอนเก่าๆ แต่ต่อให้ไม่อยากจะอยู่ก็ต้องทน เพราะย่อมดีกว่าต้องไปนอนกลางดินกินกลางทรายเป็ไหนๆ
“ห้องท่านอยู่ข้างๆ นี้หรือเปล่า”
“ห้องข้างๆ อันใด ใครจะไปเช่าห้องหลายห้องให้เปลืองตำลึง!”
ซือซืออ้าปากค้าง
“อย่าบอกนะว่าเราต้องนอนห้องเดียวกัน?”
หยางเฉวียนิมองเด็กสาวที่สูงเพียงหน้าอกของเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ให้ความรู้สึกเหมือนจะมีคำพูดทำนองว่า ‘ใครจะไปอยากนอนห้องเดียวกับเ้า’ พุ่งออกมาจากใบหน้าที่มีหนวดเครารกครึ้มนั้น
“คนอย่างข้าไม่จำเป็ต้องนอนโรงเตี๊ยม บนหลังคาข้าก็นอนได้ เดี๋ยวข้าจะลงไปสั่งอาหาร ส่วนเ้าก็อยู่แต่ในห้อง ไม่ต้องออกไปไหนทั้งนั้น”
พูดจบเขาก็เดินฉับๆ ออกจากห้องไป ทิ้งให้ซือซือยืนเคว้งคว้างมองไปรอบๆ ห้องด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว
ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับบะหมี่น้ำ 2 ชาม สภาพเส้นอืดๆ บวมๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง เหมือนคนทำไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครกินทั้งนั้น กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ไม่ต้องกิน!
“เดี๋ยวกินเสร็จแล้วข้าจะออกไปเช่ารถม้า”
ซือซือที่กำลังสูดเส้นบะหมี่จนเต็มปากทำได้แค่พยักหน้ารัวๆ อยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่าควรจะคิดได้ั้แ่แรกแล้วหรือเปล่า
คนสองคนที่หิวโหยมาทั้งวันแข่งกันสูดบะหมี่เสียงซู้ดซ้าดอย่างไม่มีใครยอมใคร หลังจากบะหมี่ที่หาความอร่อยไม่เจอหมดชามแล้ว หยางเฉวียนิก็ยกชามเปล่าลงไปข้างล่าง พร้อมกับบอกว่าจะออกไปหารถม้าด้วยเลย
เมื่อได้อยู่คนเดียวอีกครั้งในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เธอก็มานั่งกอดอกคิดทบทวนตัวเองอีกครั้ง ว่าการเดินทางไปเมืองหลวงกับคนแปลกหน้าคนนี้คงไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดจริงๆ หรอกใช่ไหม และเมื่อไม่มีคำตอบให้ตัวเอง เธอก็ได้แต่นั่งรอให้คนคนนั้นกลับมา
ชั่ววูบหนึ่งก็มีความคิดน่ากลัวและชวนให้ใจวูบโหวงผุดขึ้นมา... ถ้าอีตาคนนั้นไม่กลับมาล่ะ... ถ้าเธอต้องถูกทิ้งไว้ที่โรงเตี๊ยมทรงโจรนี้คนเดียว เธอจะมีปัญญาเอาชีวิตรอดกลับไปถึงหมู่บ้านพู่ปู้หรือเปล่า
ปัง!! คือเสียงกระแทกของประตูที่เปิดออกอย่างรุนแรงและกะทันหัน ทำให้เธอสะดุ้งจนะโทีเดียวจากเก้าอี้กลางห้องไปถึงด้านในของเตียงราวกับมีวิชาตัวเบา
“ตาเถรั์บุก!”
แต่เมื่อเห็นว่าเป็ฝีมือของใคร ซือซือก็ทั้งโมโหทั้งโล่งอก
“โอ๊ยยยย เปิดประตูเบาๆ หน่อยไม่ได้เหรอ ถ้าประตูพังขึ้นมา ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเท่ากับเปิดห้องหลายห้องเลยหรือไง”
เธอเห็นหยางเฉวียนิเดินตึงตัง ทำท่าฮึดฮัดฟึดฟัดเหมือนอยากบีบคอคนอยู่รอมร่อ
“ไอ้เ้าคนขับรถม้านั่นถือว่ามันเปิดกิจการอยู่ผู้เดียวแล้วจะขูดรีดข้าอย่างไรก็ได้ ฮึ่มมม คอยดูเถิด ถึงเมืองหลวงเมื่อใดข้าจะสั่งสอนมันให้รู้สำนึก!”
ซือซือมองผู้ชายร่างั์ที่น่าจะมีความสามารถในการหักคอไรโนซอรัสด้วยมือเปล่าทำท่ากระฟัดกระเฟียดไม่พอใจ แต่ดูท่าแล้วเขาคงไม่ได้ทำอะไรคนขับรถม้าคนนั้นแน่ๆ แล้วก็ได้แต่ขำอยู่ในใจ
คนที่มีกำลังแต่กลับไม่ใช่กำลังรังแกหรือบีบคั้นคนอื่นพร่ำเพรื่อ ก็ไม่น่าจะใช่คนเลวร้ายอะไรจริงไหม
“เอางี้สิ ท่านก็แค่จ้างให้เขาไปส่งถึงเมืองใหญ่เมืองถัดไปก็พอ หลังจากนั้นก็ค่อยหารถม้าคันใหม่ที่ไม่ขูดรีดเท่าคันนี้ไง”
เมื่อได้ฟังข้อเสนอของเด็กสาวตรงหน้า หยางเฉวียนิถึงกับนิ่งงันไป และครู่ต่อมาดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น ซือซือเห็นสีหน้าของเขาเหมือนอยากจะะโออกมาว่า ‘เหตุใดเ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้!’ เธอที่กำลังรู้สึกขำกับท่าทางของเขาอยู่จึงส่งสีหน้ากลับไปเหมือนจะบอกว่า ‘ก็แล้วทำไมไม่รู้จักถามล่ะ!’
หลังจากจ้องหน้าเถียงกันทางกระแสจิต หยางเฉวียนิก็สะบัดหน้าหนีคล้ายกับไม่อยากจะคุยกับเธอแล้ว
“เ้าก็รีบเข้านอนเสีย พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางกันแต่เช้า”
เธอยังได้ยินเสียง ‘ฮึ’ ด้วยความไม่พอใจทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนที่ร่างนั้นจะกระโจนออกไปนอกหน้าต่างแล้วพุ่งตัวขึ้นไปอยู่บนหลังคาตามที่ได้บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้
“คนอะรั้ยย อารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย”
