ตอนที่7 พลิกชีวิต
หลี่หนิงหลงพูดอย่างมั่นใจเขาพบว่าน้องสาวในอ้อมกอดนอนหลับปุ๋ยสบายใจพร้อมเผยอปากจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูพลางคาดเดาว่าน้องอาจดื่มนมจนอิ่มแล้วนอนพักผ่อนดังเช่นทารกทั่วไปจึงไม่คิดปลุกน้องให้ตื่นขึ้นมาอีก
พี่ใหญ่และน้องเล็กในกลุ่มพยักหน้าเข้าใจโดยไม่สอบถามอะไรอีกแต่พากันเดินตามพี่รองไปยังทิศทางหลังบ้านซึ่งมีอาคารเล็กไว้เก็บธัญพืขและสิ่งของเหลือใช้จากบ้านหลังใหญ่เหมือนอย่างคนคุ้นเคย
ครู่หนึ่งหลี่หนิงหลงเดินนำสองพี่น้องเข้ามาในอาคารเก็บของหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังห่างจากบ้านร้างหลังใหญ่ราวยี่สิบเมตรเขาผลักบานประตูเข้าไปอย่างง่ายดายโดยมองเห็นภายในอาคารมีแต่ชั้นไม้ผุพังทว่าข้างในไม่มีสิ่งของใดสำคัญสักชิ้นกระนั้นเขาเดินไปตามสัญชาตญาณซึ่งรับรู้ขึ้นมากะทันหันก่อนหน้าอย่างมั่นใจ
“ตรงนี้แหละช่วยกันขุดเร็วเข้า หวังว่าจะไม่มีใครเข้ามาเห็นก่อนนะ”
หลี่หนิงหลงนำตัวน้องสาวไปวางบนเตียงไม้หลังเก่าใกล้กับตำแหน่งขุดพื้นพอดีพลางเหลือบมองสองพี่น้องให้ช่วยกันหาอุปกรณ์มาขุดพื้นตรงหน้าซึ่งตนชี้นิ้วบอกอย่างมั่นใจ
“มีอะไรอยู่ใต้ดินเหรอน้องรองถึงให้ขุดขึ้นมา”
หลี่หนิงอันตาโตเป็ประกายพลางคาดเดาถึงความเป็ไปได้เกี่ยวกับสมบัติลับของเ้าของเก่าจึงถามอย่างมีความหวัง
“นั่นสิ! ถ้ามีสมบัติก็เจ๋งเลยพวกเราจะได้เอาไปสร้างตัวซะที ถูกทิ้งไว้แบบนี้ก็คงไม่มีเ้าของแล้วละมั้ง”
หลี่หนิงหวงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของพี่ใหญ่พลางพูดขึ้นอย่างมีความหวังเพราะไม่อยากวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเหมือนที่ผ่านมาทว่า้าความมั่นคงในชีวิตเพื่อจะได้รอดพ้นจากเงื้อมมือของตำรวจและสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแสนโหดร้ายเสียที
“เหอะน่าอย่าถามมากความเลย ไปหาของมาขุดพื้นเร็วเข้า”
หลี่หนิงหลงไม่อยากสาธยายให้มากความเพราะยังไม่รู้เช่นกันว่ามีอะไรอยู่ในพื้นดินด้านล่างเขาแค่รู้สึกว่าต้องขุดตรงนี้แล้วจะพบบางอย่างซึ่งเกิดจากสัญชาตญาณบอกตนผ่านเสียงลึกลับพลางคาดหวังให้ค้นพบสมบัติเหมือนความคิดเห็นของสองพี่น้อง
ต่อจากนั้นสามพี่น้องร่วมสาบานต่างช่วยกันหาอุปกรณ์พอจะใช้ขุดพื้นดินตรงหน้าได้โชคดีภายในอาคารเก็บของยังมีจอบเก่า มีดชำรุดและท่อนไม้ปลายแหลมพอใช้ขุดดินได้แต่ละคนต่างนำมาช่วยกันขุดอย่างแข็งขันเนื่องจากมีเรี่ยวแรงมาจากการดื่มนมวัวพอสมควรฉะนั้นการขุดดินลึกลงไปราวห้าสิบเิเจึงเสร็จสิ้นในเวลาไม่นานนัก
พี่ใหญ่และน้องเล็กหยุดใช้จอบเก่าและมีดชำรุดพลางยืดตัวยืนตรงแล้วยกแขนปาดเหงื่อออกจากใบหน้าซึ่งอากาศหนาวเย็นภายนอกไม่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นเลยทั้งสองคนต่างจ้องมองพี่รองด้วยความอยากรู้เพราะขุดดินลงมาลึกมากแล้วทว่ายังไม่พบสิ่งใดถูกฝังไว้เหมือนสมบัติที่เคยคาดเดาก่อนหน้าต่างอยากรู้เหตุผลของหลี่หนิงหลงเป็อย่างยิ่ง
“ฉันคิดว่ามันน่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ”
หลี่หนิงหลงเหลือบมองสองพี่น้องด้วยท่าทีเข้าใจต่อสายตาสงสัยพลางพูดขึ้นอย่างมั่นใจแล้วยกท่อนไม้ปลายแหลมซึ่งตอนนี้ปลายทู่กระแทกพื้นดินอีกครั้งอย่างมั่นใจพลันมีเสียงปลายไม้กระทบเข้ากับของแข็งในดินดังก้องกังวานขึ้นมาทันที
“อ๊ะ! หรือว่ามันจะเป็กล่องสมบัติ”
หลี่หนิงอันทรุดนั่งยองอีกครั้งพร้อมจ้องมองหลุมลึกตรงหน้าซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวหนึ่งเมตรก่อนหยิบจอบเก่ากระแทกลงพื้นดินบริเวณใกล้เคียงกับปลายไม้อย่างมีความหวัง
น้องเล็กได้ยินเสียงผิดปกติจึงทรุดตัวคุกเข่าแล้วใช้ปลายมีดชำรุดขุดดินช่วยพี่ทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้นเขารู้สึกได้ว่าการลงทุนลงแรงไปก่อนหน้าย่อมไม่เสียเปล่าแน่นอน พลันเหลือบเห็นวัตถุคล้ายกล่องโลหะขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าปรากฏมุมด้านหนึ่งขึ้นมาจึงช่วยกันขุดแซะนำกล่องดังกล่าวขึ้นมาตรวจสอบในทันที
สักพักหนึ่งสามพี่น้องช่วยกันขุดนำกล่องโลหะเก่าคร่ำครึขนาดกว้างยาวราวสามสิบและยี่สิบเิเหนาราวสิบเิเขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แล้วนำไปวางบนพื้น้าเหนือปากหลุมซึ่งอยู่ใกล้เคียงตำแหน่งทารกนอนหลับอยู่พอดี
“เอาไปวางด้านโน้นเดี๋ยวเปิดฝาออกแล้วมีฝุ่นเยอะ มันจะถูกเหยี่ยนเอ๋อร์เข้าให้หรอก”
หลี่หนิงหลงผู้รักและหวงแหนน้องสาวคนเดียวพูดเสียงเข้มกังวลใจเขากลัวว่ากล่องโลหะเก่าจะมีฝุ่นหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อพวกตนเปิดฝากล่องออกดังนั้นจึงให้พี่น้องยกไปวางไว้ปากหลุมอีกด้านแทนซึ่งเด็กหนุ่มอีกสองคนพยักหน้ารับเข้าใจแต่โดยดี
“โอเค ๆอย่าบ่นนักเลยน่าพี่รอง”
หลี่หนิงหวงส่ายหน้าแปลกใจต่อท่าทีห่วงใยทารกของพี่รองเพราะเพิ่งพบท่าทีอ่อนโยนเป็พิเศษครั้งแรกซึ่งเป็ภาพไม่คุ้นตานักเพราะทุกคนในกลุ่มต่างแสดงออกโผงผางและกระด้างเกินกว่าจะมีมุมอ่อนโยนแบบนี้
“เอากล่องไปวางตรงนั้นดีแล้ว”
หลี่หนิงอันพูดขึ้นมาอย่างเห็นด้วยเขาเริ่มรู้สึกชื่นชอบและผูกพันกับทารกน้อยบ้างแล้วเนื่องจากพบว่าการมีเ้าก้อนแป้งอยู่ในกลุ่มมาระยะหนึ่งพวกตนมักพบพานเหตุดีมากกว่าเหตุร้ายทั้งคิดว่าทารกน้อยอาจเป็ผู้นำโชคมาสู่กลุ่มจึงยินดีต่อการมีน้องสาวเพิ่มด้วยความเต็มใจ
ครั้นพี่ใหญ่และน้องเล็กช่วยกันยกกล่องโลหะไปวางอย่างนิ่มนวลบนปากหลุมฝั่งตรงข้ามกับทารกน้อยหลี่หนิงหลงยังคงยืนอยู่ในหลุมหวังใช้ร่างกายตนบดบังฝุ่นหรือสิ่งไม่พึงประสงค์จากการเปิดกล่องโลหะแล้วลอยไปกระทบน้องสาวพลางให้พี่ใหญ่ใช้จอบเก่างัดแงะฝากล่องเหล็กออกอย่างระมัดระวัง
ครู่หนึ่งพอฝากล่องเผยอออกเพียงเล็กน้อยแต่ละคนต่างหัวใจเต้นแรงด้วยความยินดีเพราะเหลือบเห็นบางส่วนของธนบัตรสีแดงซึ่งอาจเป็ธนบัตรมูลค่ามากถึงหนึ่งร้อยหยวน
ฉับพลันเทพตัวน้อยลืมตาขึ้นมากะทันหันพลางส่งพลังปราณเสี้ยวสุดท้ายไปแจ้งเหตุร้ายกับหลี่หนิงหลงวินาทีถัดมาเขากระแทกฝ่ามือปิดฝากล่องกะทันหันแล้วโยนกล่องใส่พี่ใหญ่พร้อมก้าวขึ้นไปอุ้มตัวทารกน้อยไว้แนบอกแน่นก่อนบอกพี่น้องร่วมสาบานว่า
“เร็วเข้า! ค่อยไปเปิดสำรวจที่อื่น! หนีไปจากที่นี่ก่อน!”
พี่รองของกลุ่มไม่สามารถอธิบายรายละเอียดตอนนี้ได้เขาอุ้มทารกแนบอกวิ่งออกจากอาคารเก็บของหลังเล็กแล้วตรงไปยังรั้วด้านหนึ่งซึ่งมีหญ้าขึ้นรกหนาตาอย่างมั่นใจโดยไม่ยอมเสียเวลาหันหลังกลับไปมองพี่น้องเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตามมาอย่างกระชั้นชิดฉะนั้นทุกคนน่าจะวิ่งตามหลังตนอยู่จึงวิ่งนำต่อไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นไม่นานนักมีกลุ่มคนวิ่งกรูเข้ามาในบ้านร้างพร้อมด้วยอาวุธครบมือต่างร้องะโดังลั่นเพราะเหลือบเห็นกลุ่มเด็กสามคนวิ่งหายลับเข้ากอหญ้าสูงท่วมศีรษะพอดี
“เฮ้ย! ไอ้พวกหัวขโมย!กล้าเข้ามาในบ้านฉันด้วยเหรอ”
“หยุดเดี๋ยวนี้! ตามพวกมันไป! เร็วเข้า!”
“ไม่ต้อง! ไปดูในโรงเก็บของก่อนไม่รู้พวกมันขโมยอะไรไปบ้าง”
เทพน้อยผู้อาภัพเปิดเปลือกตามองดูเสี้ยวใบหน้าของหลี่หนิงหลงอย่างพอใจนางทดลองเปิดใช้งานเนตร์ด้วยพลังปราณที่มีอยู่เพียงน้อยนิดพลันพบเข้ากับกลุ่มคนถืออาวุธกำลังเดินมุ่งหน้ามายังบ้านร้างแห่งนี้จึงรีบส่งพลังปราณกระตุ้นเตือนไปยังพี่ชายทันทีโดยหวังว่าเขาจะมีจิตััสามารถคาดเดาเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างได้
สัญชาตญาณไม่เลวจริงๆ พี่ชายคนนี้ จิตััถือว่าแม่นยำดีทีเดียว เหมาะสำหรับฝึกฝนเป็เซียนเสียจริงพากันใช้สมบัติในกล่องนั้นให้เกิดประโยชน์ที่สุดด้วยละข้าฝืนใช้พลังปราณเกินตัวแล้ว ขอนอนก่อนละ อ้อ...อย่าลืมหานมไว้รอข้าด้วยถ้าข้าตื่นแล้วคงต้องกินชดเชยอีกยกใหญ่เชียว
ทารกน้อยยิ้มมุมปากพอใจก่อนผล็อยหลับไปอีกครั้งเพราะฝืนใช้พลังปราณเพิ่งฟื้นฟูออกมาจนหมดสิ้นเนื่องจากอยากรู้อิทธิฤทธิ์ของเนตร์ไปด้วยซึ่งประจวบเหมาะพบเห็นเหตุการณ์ร้ายแรงหากไม่แจ้งเตือนกลุ่มพี่ชายจำเป็นางจึงฝืนใช้พลังอีกเล็กน้อยแจ้งเตือนภัยพี่ชายพลางหวังว่าการวิ่งหนีตะลอนทัวร์ครั้งนี้คงหลบพ้นการไล่ล่าอีกครั้งได้อย่างปลอดภัย
หลี่หนิงหลงวิ่งมุดตัวผ่านกอหญ้านำหน้าพี่น้องในกลุ่มพลางพึมพำพอใจต่อการนอนหลับปุ๋ยของน้องสาวเพราะการไม่ส่งเสียงร้องงอแงได้ช่วยให้ผู้คนไม่สนใจไล่ล่าพวกตนมากนักแต่กลุ่มคนพากันหันกลับไปตรวจสอบข้าวของในอาคารเก็บของแทน
“ดีจริงเหยี่ยนเอ๋อร์...เวลาสำคัญก็ไม่ร้องสักแอะเลย”
พี่รองของกลุ่มพูดกระตุ้นพี่น้องเสียงเข้มด้วยอาการหายใจหอบเหนื่อยยิ่งนักทว่าเขาไม่สามารถหยุดฝีเท้าไว้ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ได้อีกพลางพูดเตือนทุกคนถึงความจำเป็ในการหลบหนีไปให้ไกลที่สุดว่า
“ทุกคน! อย่าเพิ่งท้อนะ!วิ่งไปให้ไกลที่สุด!จนกว่าพวกเราจะไปถึงที่ปลอดภัย”
“รู้แล้ว!”
หลี่หนิงอันและหลี่หนิงหวงต่างขานรับด้วยความเข้าใจเนื่องจากพวกตนสร้างวีรกรรมไว้หลายบ้านฉะนั้นมีเ้าทุกข์หลายรายพร้อมนำพวกตนส่งตำรวจจึงยังไม่สมควรหยุดวิ่งหนีจนกว่าจะพบสถานที่ปลอดภัยหรือแหล่งหลบซ่อนตัวแห่งใหม่
สามเด็กหนุ่มและหนึ่งทารกวิ่งมาไกลจนพ้นหมู่บ้านตงกวงหลี่หนิงหลงทอดตาเห็นรถกระบะขนผักจอดอยู่ริมทางขณะคนขับรถวัยชรากำลังยืนปัสสาวะอยู่ข้างทาง จึงะโบอกพี่น้องอย่างมีความหวังว่า
“พวกเรา! ขึ้นกระบะหลังรถกันเถอะหนีออกไปจากที่นี่ก่อน เร็วเข้า!!!”
หลี่หนิงหลงวิ่งนำทุกคนตรงไปท้ายกระบะโดยเร็วเพราะกลัวคนขับรถจะขับหนีออกไปก่อนพลางรีบก้าวขึ้นท้ายกระบะแล้วซุกตัวนั่งขดอยู่ด้านหลังโดยพยายามทำตัวลีบเล็กที่สุดเพื่อให้พี่น้องอีกสองคนขึ้นมานั่งขดตัวอยู่ใกล้ชิดกันเป็การเพิ่มความอบอุ่นให้แก่กันไปในตัวท่ามกลางหิมะตกลงมาบางตา ทว่าอากาศรอบตัวกลับหนาวเย็นลึกไปถึงกระดูก
หลี่หนิงอันก้าวขึ้นตามหลังน้องรองพลางนั่งเบียดอย่างตั้งใจพร้อมบ่นขึ้นมาแล้วกอดตัวเองคลายหนาวเพราะวิ่งมาตั้งนานยังรู้สึกหนาวจับใจอยู่กระนั้นยังไม่วายเหลือบมองทารกน้อยในอ้อมกอดน้องรองแล้วถามขึ้นมาด้วยความห่วงใยว่า
“บรื๋อ! หนาวชิบเป๋งเลยเหยี่ยนเอ๋อร์จะทนไหวไหมเนี่ย”
หลี่หนิงหวงอุ้มกล่องโลหะเพราะถูกพี่ใหญ่โยนให้อุ้มแทนขณะกำลังวิ่งหนีออกจากหมู่บ้านเขาก้าวขึ้นรถช้าที่สุดแต่ทันพอดีก่อนผงะตัวเสียหลักเล็กน้อยเพราะคนขับรถเร่งเครื่องออกไปพอดีพลางรีบทรุดนั่งขดตัวติดกับคนอื่นโดยกอดกล่องโลหะไว้แนบอกด้วยความหวงแหน แล้วพูดถึงเหตุการณ์เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยความหวาดวิตกว่า
“กะ.....เกือบไปแล้วฉันหายใจไม่ทันเลย พวกเราวิ่งหนีมากี่รอบแล้วเนี่ย เหนื่อยชะมัดยาด”
หลี่หนิงหลงหยุดหายใจหอบเหนื่อยแล้วเขาเหลือบเห็นขวดน้ำเปล่าตั้งหลบซ่อนอยู่ท่ามกลางเข่งผักจึงพยักพเยิดบอกพี่ใหญ่ให้นำมาดื่ม ก่อนตอบคำถามทุกคนเกี่ยวกับน้องสาวในอ้อมกอดว่า
“เหยี่ยนเอ๋อร์น่าจะโอเคอยู่ดีที่น้องไม่ร้องงอแง ไม่งั้นพวกนั้นน่าจะตามพวกเรามาถูกทาง ตอนนี้หลับไปแล้วฉันได้ยินเสียงกรนด้วยแหละ น่าจะนอนพักตามประสา”
เทพผู้อาภัพเบ้ปากด้วยความหงุดหงิดใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าพี่ชายจำเป็จะมีััพิเศษได้ยินเสียงกรนของตนเองด้วยพลางบ่นงึมงำในลำคออย่างไม่จริงจังว่า
ฮึ่ม! พี่ชาย!ทีเื่แบบนี้หูดีเชียวนะ ต่อไปเดี๋ยวไม่ช่วยเตือนซะนี่ แต่ก็ไม่ได้อีกแหละข้าอุตส่าห์จะช่วยพลิกชีวิตทุกคนให้ดีขึ้น อย่างน้อยพวกเขาจะได้เลี้ยงดูข้าให้ดีแล้วข้าก็จะได้แข็งแกร่งเร็ววัน ถ้างั้นเื่นี้ ข้าจะให้อภัยไปก่อนแล้วกัน ชิ!นอนต่อดีกว่า
ซุนเสวี่ยมี่ขยับปากไปมาเล็กน้อยโดยไม่สนใจอาการจ้องมองและยิ้มมุมปากอย่างมีความสุขของพี่ชายทั้งสามคนนางได้แต่หวังว่าการเดินทางอันรวดเร็วด้วยพาหนะรูปทรงประหลาดซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน จะช่วยให้ตนและพี่ชายทั้งหลายสามารถค้นพบสถานที่อยู่อาศัยอันเหมาะสมในอีกไม่นาน