หม่าอวิ๋นเซียงยิ้มกว้างทันทีที่เขาพยักหน้ารับข้อเสนอของตน “เช่นนั้นพรุ่งนี้ท่านค่อยสอนข้าก็แล้วกัน วันนี้ข้าหายมานานแล้วเกรงว่าจะถูกดุ พรุ่งนี้ยามเว่ยท่านมารอข้าที่นี่นะเ้าคะ”
กล่าวจบก็หันหลังเตรียมจากไป แต่กลับถูกเสียงทุ้มต่ำเรียกไว้เสียก่อน “เดี๋ยวก่อนเด็กน้อย เ้าชื่ออะไร จะให้ข้าเรียกขานเ้าว่าอย่างไร”
ร่างเล็กหันกลับมาเอียงคอมองเขาเล็กน้อย นางหยุดคิดชั่วครู่แล้วจึงเอ่ยคำออกไป “อวิ๋นเซียง ข้าชื่ออวิ๋นเซียง หรือจะเรียกข้าว่า เซียงเซียง ก็ได้เ้าค่ะ”
“อวิ๋นเซียงเช่นนั้นรึ”ร่างสูงพึมพำ
“แล้วพี่ชายเล่าชื่ออะไร ข้าจะได้เรียกขานได้ถูก” นางถามกลับไปทันควัน
จ้าวจื่อเทียนยิ้มบาง “หากเ้าอ่านเขียนได้ถึงร้อยตัวอักษรเมื่อใด ข้าจะบอก”
ใบหน้าเล็กบึ้งตึงโดยพลัน เขาโกงนางหรือนี่ มาหลอกถามชื่อผู้อื่นแต่ตัวเองกลับไม่ยอมบอกชื่อของตน “ในเมื่อท่านไม่ยอมบอกเช่นนั้นข้าจะเรียกท่านว่า เสี่ยวเกอเกอ ก็แล้วกัน”
สิ้นคำนางก็หัวเราะคิกคักชอบใจในความคิดของตน ในเมื่อเขาไม่บอกชื่อก็เรียกเขาว่าพี่ชายตัวน้อยเช่นนี้แหละ ถึงแม้จะขัดกับรูปลักษณ์ของคนตัวโตก็ตาม
จ้าวจื่อเทียนคิ้วกระตุกทันทีที่ได้ฟังคำเรียกของนาง เขาอายุสิบสี่แล้วปีหน้าก็เรียกว่าชายหนุ่มได้เต็มปากเต็มคำแล้วด้วยหาใช่เด็กน้อยไม่ แต่นางมาเรียกเขาเช่นนี้ ช่างน่าตายยิ่งนัก!
“เช่นนั้นข้าก็จะเรียกเ้าว่า เสี่ยวเซียงเซียง เช่นกันดีหรือไม่”
หม่าอวิ๋นเซียงอ้าปากค้างเมื่อได้ยินวาจาของเขา นี่เขาเรียกนางว่าเซียงเซียงน้อยเช่นนั้นรึ นางมิใช่เด็กน้อยอย่างน้องสามเสียหน่อยที่จะต้องให้ใครมาเรียกขานเช่นนี้ นางรู้สึกขัดหูในคำเรียกของเขาไม่น้อยเพราะตนมักจะแอบเรียกน้องชายตัวกลมว่า ‘เสี่ยวหยุนฟ่าน’ เหมือนกัน ั์ตาหงส์ถลึงใส่เขาก่อนจะวิ่งจากไปพร้อมกับเสียงขบขันจากเขาที่ดังไล่หลังมา
จ้าวจื่อเทียนเดินตามร่างเล็กไปอย่างใจเย็นเห็นนางมุดเข้าไปในช่องสุนัขลอด ดวงตาคมมองภาพนั้นนิ่งงัน มุมปากยกโค้งขึ้นเผยยิ้มบางเบา“คงเป็สาวใช้ของสกุลหม่าสินะ จวนแห่งนี้มีเด็กรับใช้ที่ฉายแววฉลาดเฉลียวเช่นนี้ด้วยรึอืม... น่าสนใจยิ่งนัก”
เขามองเด็กหญิงที่หายลับเข้าไปอีกฟากของกำแพง แล้วหันไปทางจวนร้างอีกครั้งก่อนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
วันถัดมายามเว่ยหม่าอวิ๋นเซียงลอบออกจากจวนเพื่อมายังจวนร้างนางบอกแม่นมถางว่าจะไปเล่นแถวๆ โรงซักล้างกับเสี่ยวเมาเมื่อมาถึงก็หลบเลี่ยงสายตาบ่าวรับใช้แล้วรีบลอดผ่านกำแพงจวนออกมาถึงแม้ความจริงแล้วผู้คนในจวนจะไม่สนใจนางสักเท่าไหร่กระนั้นนางก็ไม่้าให้ผู้ใดทราบว่าตนแอบมาเรียนหนังสือกับคนแปลกหน้าหากแม่นมทราบเื่นี้คงห้ามนางออกจากจวน ดีไม่ดีทางสุนัขลอดนี้อาจถูกปิดถาวร
ร่างเล็กยืนลังเลอยู่หน้าประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิทพลางมองซ้ายมองขวาหาเด็กหนุ่มทว่ากลับไม่พบคนหม่าอวิ๋นเซียงอุ้มเสี่ยวเมาไปนั่งตรงบันไดหินหน้าจวนร้าง ชะโงกหน้ามองถนนที่เปลี่ยวร้างครั้งแล้วครั้งเล่า“เสี่ยวเมา หรือว่าคนผู้นั้นจะโกหก นี่ก็เลยเวลานัดหมายมาสักพักแล้วแต่เขาก็ยังไม่มาคงไม่มีใครอยากอยู่ใกล้เซียงเซียงจริงๆ สินะไม่ว่าคนในจวนหรือคนข้างนอกพวกเขาต่างหลีกเลี่ยงเซียงเซียงทั้งนั้น”
จ้าวจื่อเทียนมองเด็กน้อยที่กำลังก้มหน้าลูบหัวแมวไปพลางบ่นพึมพำไปพลางสีหน้าของนางสลดลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาเศร้าสร้อยราวกับมีความทุกข์อยู่ในใจคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย นางยังเด็กถึงเพียงนี้ไฉนจึงได้ดูเหมือนกับว่ามีเื่เก็บไว้ในใจมากมายยิ่งนักเขาเดินเข้าไปใกล้นางจากนั้นแสร้งกระแอมไอเพื่อเรียกคน
หม่าอวิ๋นเซียงได้ยินเสียงกระแอมก็เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าจิ้มลิ้มเผยรอยยิ้มกว้างทันที “เสี่ยวเกอเกอ ท่านมาแล้วข้าคิดว่าท่านจะไม่มาแล้วเสียอีก แล้วท่านมาถึงเมื่อใดทำไมข้าไม่ได้ยินเสียงเดิน”
ร่างสูงมองแววตาเป็ประกายนั้นอย่างฉงนเมื่อครู่นางยังมีสีหน้าเศร้าสลดอยู่เลยแต่พอเจอเขาไยสายตาจึงได้เป็ประกายเช่นนั้น“เ้าดีใจที่ข้ามาขนาดนั้นเชียวหรือ”
“ดีใจสิเ้าค่ะท่านไม่รู้หรอกว่าข้าอยากเรียนหนังสือมากเพียงใด”นางตอบอย่างกระตือรือร้นไม่คิดเก็บงำความคิดของตนเลยสักนิด
“ดีหากเ้าอยากเรียนก็จงตั้งใจ ข้าไม่มีความอดทนมากนักหรอกนะ หากเ้าโง่เขลาจนเกินเยียวยาข้าจะไม่สอนอีก”เขาเอ่ยวาจาข่มขู่คนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เ้าค่ะข้าจะตั้งใจเรียนไม่ทำให้ท่านต้องเหนื่อยจนเกินไปแน่นอน”หม่าอวิ๋นเซียงรับคำเสียงหนักแน่น
“เช่นนั้นก็ลุกขึ้นแล้วตามข้ามา”กล่าวจบก็เดินไปเปิดประตูจวนร้างแล้วเข้าไปด้านใน
หม่าอวิ๋นเซียงเดินตามเด็กหนุ่มไปไม่ห่างเมื่อคิดถึงเื่ที่เล่าลือกันเกี่ยวกับจวนหลังนี้ก็ให้เกิดกลัวขึ้นมานางคิดว่าเขาจะสอนหนังสือให้อยู่บริเวณหน้าจวนเสียอีกแต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะพาเข้ามาในเรือนหลังหนึ่ง แม้สงสัยและคิดอยากจะถามอยู่หลายครั้งแต่ก็มิกล้าเอ่ยออกมาเขาพานางไปยังห้องห้องหนึ่ง ถึงตัวเรือนจะดูทรุดโทรมแต่ห้องนี้กลับสะอาดสะอ้านราวกับได้รับการดูแลอย่างดี
“เป็อันใดของเ้ากันดูลุกลี้ลุกลนพิกล”จ้าวจื่อเทียนถามอย่างอดไม่ได้ยามเห็นร่างเล็กเอาแต่หันซ้ายหันขวามองรอบกายอย่างหวาดระแวงอยู่เช่นนั้น
“เสี่ยวเกอเกอข้าเคยได้ยินเื่เล่าเกี่ยวกับจวนหลังนี้ท่านพาข้าเข้ามาเช่นนี้ผู้เป็เ้าของจะไม่โกรธเอารึ หากมีผีไปหักคอข้าจะทำเช่นไร”สิ้นคำก็มีบางอย่างหล่นลงพื้นดังตุบหม่าอวิ๋นเซียงผวาเข้าไปเกาะแขนเด็กหนุ่มไว้อย่างลืมตัว
“กลัวอะไรของเ้ากันผีมีจริงที่ไหนกันเล่า หากมีจริงข้าก็อยากเห็นสักครา”น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นติดจะสั่นเครือเล็กน้อย ั์ตาดอกท้อเหม่อมองไปยังโต๊ะหินตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องเมื่อหลุดจากภวังค์ก็แกะมือเล็กออกจากแขนตน “หากเ้าเอาแต่กลัวอยู่อย่างนี้ข้าจะไม่สอนแล้วนะแค่แมวทำของตกแค่นี้ก็กลัวเสียแล้ว ช่างขวัญอ่อนเสียจริง”
หม่าอวิ๋นเซียงยอมปล่อยแขนเขาทว่าก็ไม่ได้ถอยห่างออกไปนางหันไปดุเ้าแมวจอมซนทันที “เสี่ยวเมา กล้ามากที่ทำให้เซียงเซียงใวันนี้ก็จงอดกินข้าวไปเสีย”
“เด็กน้อยทำไมตอนเ้าพูดกับแมวถึงได้แทนตัวเองด้วยชื่อ แต่ทีพูดกับข้ากลับแทนตัวเองว่า ข้าเสียอย่างนั้น”เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดต้องหงุดหงิดกับเื่ไม่เป็เื่แบบนี้ด้วย
“ข้าจะเรียกแทนตัวเองกับคนที่รู้จักและสนิทเท่านั้นแต่ท่านกับข้าเพิ่งเจอกันเมื่อวาน ดังนั้นข้าก็เลยเรียกแทนตัวเองแบบนี้เ้าค่ะ”
จ้าวจื่อเทียนทอดถอนใจแ่เบาด้วยไม่รู้ว่าเหตุใดพอได้รับคำตอบแล้วกลับไม่สบอารมณ์ยิ่งกว่าเดิม“เอาเถิด เ้าจะแทนตัวเองว่าอะไรก็ช่างเถอะ มานั่งลงได้แล้วจะได้เริ่มเรียนเสียที”
ครั้นเห็นว่าร่างเล็กนั่งเรียบร้อยแล้วก็วางกระดาษกับพู่กันลงตรงหน้านาง
“อันดับแรกข้าจะสอนให้เ้าเขียนชื่อตัวเองให้เป็ก่อนดูแล้วก็จำ จากนั้นก็เขียนตามข้า”นิ้วเรียวจับพู่กันขึ้นมาแล้วเขียนชื่อของอีกฝ่ายลงไป เสร็จแล้วก็ยื่นกระดาษไปให้“นี่คือชื่อของเ้า ลองเขียนดูสิ”
หม่าอวิ๋นเซียงมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยสีหน้ายุ่งเหยิงเหตุใดชื่อของนางจึงได้เขียนยากเช่นนี้ ทำไมถึงได้มีเส้นมากมายนักแล้วนางจะเริ่มขีดเส้นไหนก่อนดีเล่า
จ้าวจื่อเทียนมองมือเล็กที่จับพู่กันด้วยท่าทางเก้กัง เพราะยังเด็กข้อมือของนางจึงไม่นิ่งพอเลยลากเส้นมั่วไปหมด จนเขาถึงกับทนดูไม่ได้ต้องสอนวิธีการจับพู่กันที่ถูกต้องให้ ร่างสูงเข้าไปยืนซ้อนข้างหลังคนตัวเล็กจากนั้นก็จับมือของนางให้เขียนอักษรอย่างถูกวิธี
หม่าอวิ๋นเซียงจดจ่ออยู่กับตัวอักษรในกระดาษจนลืมคิดไปว่าบัดนี้อีกฝ่ายกำลังกุมมือตนอยู่นางดูและจดจำทุกขั้นตอนที่เขาสอน เมื่อเริ่มเขียนได้แล้วเขาจึงปล่อยให้นางลองเขียนเอง นางหมดเวลาไปกับการหัดเขียนชื่อตัวเองอยู่ราวครึ่งชั่วยาม พอเห็นว่านางทำได้แล้วเขาก็สอนตัวต่อไป
จ้าวจื่อเทียนพอใจไม่น้อยที่เด็กน้อยสามารถเรียนรู้และจดจำได้รวดเร็ว เขาสอนแค่รอบเดียวแต่นางก็ทำได้แล้ว วันนี้เป็เพียงวันแรกของการเรียนจึงสอนไปเพียงห้าตัวอักษรเท่านั้น “เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า หากเรียนมากไปกว่านี้เกรงว่าเ้าจะสับสนเอาได้ อย่างไรก็อย่าลืมหมั่นทบทวนด้วยเล่า หัดเขียนบ่อยๆ จะได้ไม่ลืม”
ครั้นเห็นสีหน้าย่ำแย่ของคนตัวเล็กยามมองตัวอักษรยึกยือบนกระดาษเขาจึงเอ่ยปลอบใจไปอีกประโยค“ตอนนี้ตัวอักษรที่เ้าเขียนอาจจะดูไม่ได้อยู่บ้าง แต่หากหมั่นฝึกฝนสักวันก็จะงดงามเองอย่าเพิ่งท้อใจไป”
“เ้าค่ะ ข้าจะขยันฝึกเขียน” หม่าอวิ๋นเซียงรับคำอย่างว่าง่ายสีหน้าดูดีขึ้นมา “เสี่ยวเกอเกอ ข้าเอากระดาษพวกนี้กลับไปด้วยได้หรือไม่”
“ได้สิ” จ้าวจื่อเทียนดูจะมึนงงเล็กน้อยในคำถามนั้น เหตุใดนางต้องถามเื่นี้กับเขาด้วยเล่า “นั่นเป็อักษรที่เ้าหัดเขียนนำกลับไปไว้ทบทวนเถิด เ้าจะเอาพู่กันกับกระดาษเปล่าไปด้วยก็ได้นะ ข้าไม่ว่า”
ร่างเล็กส่ายหน้าปฏิเสธ หากนางนำของเ่าั้กลับไปด้วยต้องถูกจับได้เป็แน่ แต่กระดาษเพียงสามแผ่นนี้นางสามารถเก็บมันไว้ในอกเสื้อได้จากนั้นค่อยแอบนำออกมาดู เมื่อเห็นว่าใกล้ยามเซินแล้วจึงขอบคุณเขาและเอ่ยขอตัว “เสี่ยวเกอเกอ เจอกันพรุ่งนี้นะเ้าคะ”
“อืม” เด็กหนุ่มขานรับเพียงหนึ่งคำ มองส่งเด็กน้อยไปจนสุดสายตาแล้วหันกลับไปยังตู้ไม้ที่อยู่ตรงมุมห้องสืบเท้าเข้าไปใกล้ เอื้อมมือเปิดประตูตู้ออกแล้วหยิบป้ายิญญาที่แอบซ่อนไว้ออกมาเช็ดด้วยชายแขนเสื้อ
“เ้าคงไม่ตำหนิที่ข้าพาคนนอกเข้ามาที่นี่ใช่หรือไม่ ข้ารู้ว่าเ้าไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่มย่ามในที่ส่วนตัว แต่เด็กคนนั้นมีของที่ข้า้าอยู่ในมือ แล้วข้าก็ไม่นิยมทำร้ายเด็กและสตรีเสียด้วยคงได้แต่ตะล่อมนางเช่นนี้ ไม่นานนักหรอก ข้าจะให้เ้าอยู่อย่างสงบเช่นเดิม” กล่าวจบก็วางป้ายิญญาไว้ที่เดิมแล้วจากไปอย่างเงียบเชียบ