บทที่23 การมาเยือนของสามบุรุษ
ลู่ชิงเดินตามหลังท่านปู่ทั้งสองและแขกของนางไปอย่าง มึนงง เมื่อมาถึงโถงรับแขกที่ตอนนี้นางได้ต่อเติมเพื่อขยายห้องให้กว้างขึ้น พร้อมทั้งสั่งทำเครื่องเรือนเข้ามาเพิ่มเติมทำให้สามารถรับรองแขกได้อย่างไม่อายใคร นางทำการคารวะเหล่าบุรุษทั้งหลาย ก่อนจะแอบปรายตามองชายทั้งสามคนเพียงครู่หนึ่ง เกรงว่าหากมองนานไปจะดูกิริยาไม่งามต่อหน้าท่านปู่เอาได้ แต่คำที่กำลังผุดขึ้นมาในหัวของนางตอนนี้ก็คือ
‘บุรุษหนุ่มในโลกนี้ งานดีทุกคน’
ท่านปู่ลู่เสียนเมื่อเห็นว่าลู่ชิงเดินตามเข้ามาแล้วจึงเริ่มเอ่ยกับบุรุษหนุ่มที่นั่งติดกับตนเองว่า
“นี่หลานสาวของกระหม่อมเองนางชื่อว่า ลู่ชิง นางเป็คนที่รู้วิธีและสามารถผลิตเกลือจากน้ำทะเล และยังสามารถผลิตน้ำมันจากพืชชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านคิดว่ามันเป็แค่ดอกไม้ป่าได้อย่างที่พระองค์เห็นก่อนหน้านี้”
“ท่านปู่ลู่พวกท่านทำตัวตามสบายเถอะพูดกับข้าด้วยถ้อยคำปกติก็พอ ข้าเดินทางมาครั้งนี้ในฐานะหลานชายผู้หนึ่งของตระกูลเกาที่มาทำการเจรจาติดต่อค้าขายสินค้าในเมืองนี้เพียงเท่านั้น และข้ากับท่านเองนั้นก็หามิใช่คนอื่นไกล”
ทันทีที่ได้ฟังประโยคพูดคุยลู่ชิงก็รู้ได้ทันทีว่าแขกของนางผู้นี้เป็ใคร ชายหนุ่มผู้ที่ร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมเข้มดั่งชายชาตรี ทั้งยังมีความหล่อเหลาคมคาย แฝงไปด้วยความสง่างามองอาจ เรือนกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มแบบฉบับคุณชายทั่วๆ ไปที่นางเห็นในตัวอำเภอ แต่มันก็ไม่สามารถทำให้กลิ่นอายความสูงศักดิ์และความน่าเกรงขามของเขาลดลงได้เลย บุรุษหนุ่มผู้นี้จะเป็ใครไปเสียมิได้นอกจากองค์รัชทายาท
ั์ตาสีหมึกขององค์รัชทายาทจ้าวหนิงหลง เพ่งมองมายังลู่ชิง มุมปากโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ ส่งมาให้ พร้อมกับเอ่ยว่า
“ที่แท้เป็เ้าเองหรอกรึ เมื่อเช้าเ้าก็ทำให้ข้าแปลกใจ กับความใจกล้าบ้าบิ่นที่ไปท้าทายกับหัวขโมยตัวโต ไม่คิดว่าเด็กหญิงท่าทางแก่นซนจะมีความรู้ความสามารถในการผลิตสิ่งของมีค่าหายากได้อีกด้วย เ้านี่ช่างเป็เด็กหญิงที่ทำให้ข้ารู้สึกประทับใจได้ั้แ่แรกเจอ”
จบคำพูดองค์รัชทายาท ท่านปู่นางหันหน้ามามองส่งสายตาตำหนิแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาคงเพราะเห็นว่าหากเอ่ยตำหนิต่อหน้าแขกคงไม่ใช่เื่ที่ดีนัก
‘องค์รัชทายาทท่านจะพูดออกมาทำไมกัน ท่าทางจะงานเข้าข้าเสียแล้ว’
ลู่ชิงไว้อาลัยให้ตนเองในใจ นางคิดว่าเื่เมื่อเช้านางจะไปสารภาพผิดและขอคำปรึกษาเื่ช่วยเหลือสามพี่น้องนั่นตอนค่ำ นางจึงให้พี่ใหญ่พี่รองน้องเล็กเก็บเงียบไว้ก่อน
หลังจากนั้นท่านปู่ทั้งสองจึงแนะนำนางให้รู้จักกับอีกสองบุรุษที่เหลือ ชายหนุ่มอีกคนมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงท่านปู่เกาฮุ่ยเหออยู่หลายส่วนเป็ชายหนุ่มที่ดวงหน้าเรียวออกหวานคล้ายไปทางสตรีสวมผ้าคลุมขนสัตว์สีขาว อาภรณ์ตัวในเลือกสวมใส่สีแดงสดทำให้ขับเน้นผิวขาวอมชมพูของเขาให้ดูเด่นชัดขึ้น ดวงตาเรียว ั์ตาสีอัลมอนด์ หางตายกเชิดขึ้นดุจดวงตาหงส์ ปลายจมูกโด่ง ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อดูเป็ธรรมชาติ บุรุษหนุ่มผู้นี้มีนามว่า เกาเทียนเย่ เป็หลานชายท่านปู่เกาที่เป็ผู้ดูแลกิจการร้านยาเฟิงจินที่มีสาขาตามเมืองต่าง ๆ อย่างมากมายและยังเป็เ้าของโรงประมูลชื่อดังอย่างโรงประมูล หงจิน ที่นางนำโสมส่งเข้าไปประมูลอีกด้วย เหตุที่มาวันนี้เพราะเขา้ามอบเงินประมูลให้แก่นางนั่นเอง
ส่วนชายคนสุดท้ายนางเพิ่งพบเจอเมื่อเช้าเขาเป็คนช่วยนางเอาไว้จากเ้าหัวขโมย มีนามว่า เว่ยหยางิ เป็เ้าของกิจการร้านค้าหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็กิจการร้านค้าผ้า ร้านเครื่องประดับ เหลาอาหารชื่อดังอย่าง เหลาอาหารหลงจิ่ว และล่าสุดได้เปิดตัว กิจการร้านค้าใหม่ที่มีนามว่า ร้านฟู่เทียน เป็ร้านค้าที่รวบรวมสินค้าทุกอย่างที่จำผู้คนจำเป็ต้องในครัวเรือนไว้ในร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้ออย่างครบครันเพียงแค่มาร้านฟู่เทียนร้านเดียวก็ไม่ต้องไปร้านอื่นต่อแถมยังมีบริการรับทำสินค้าตามความ้าของลูกค้าทุกชนิด ชายผู้นี้มาเพราะ้าเจรจาซื้อสูตรซาลาเปาของนาง เมื่อลู่ชิงได้ทราบถึงจุดประสงค์ของชายผู้มีพระคุณอย่างคุณชายเว่ยหยางินางจึงเอ่ยออกไปว่า
“ข้าไม่คิดขายสูตรซาลาเปาหรอกเ้าค่ะ”
“เป็เพราะข้าให้ราคาเ้าต่ำไป?”
เว่ยหยางิรีบเอ่ยออกมาทันทีเขาคิดว่านางคงไม่พอใจราคาที่ให้ไว้จึงให้ราคาเพิ่มขึ้นซึ้งราคาเดิมที่เขาบอกนางเขาก็คิดว่าให้มากกว่าราคาขายสูตรอาหารในท้องตลาดแล้ว
“ข้าไม่ขาย ไม่ใช่เพราะ้าคิดเพิ่มราคาค่าสูตรแต่อย่างใดเ้าค่ะ ข้าจะมอบให้ท่านไปแบบไม่คิดเงินสักอีแปะเดียว แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งนะเ้าคะ”
เว่ยหยางิพยักหน้าเขารอฟังนางเอ่ยข้อแม้ต่อไป
“แต่เดิมสูตรนี้ข้าเจตนาแจกจ่ายให้ทุกคนทุกบ้าน สามารถทำซาลาเปากินกันเหมือนเป็อาหารที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างเช่นหมั่นโถว ด้วยเหตุนี้ข้าจึงมีข้อแม้ว่าหากมีชาวบ้านไปทำขายเลียนแบบ ข้าขอให้ท่านอย่าคิดเอาความพวกเขาแต่อย่างใด แต่ในบรรดาสูตรซาลาเปาที่ข้าจะให้ท่านไปนั้น จะมีสูตรพิเศษที่น่าจะเหมาะแก่เหลาอาหารของท่านอยู่หนึ่งอย่างซึ่งสูตรนี้ข้าจะมอบให้ท่านเพียงผู้เดียวในฐานะผู้มีพระคุณของข้า ข้าเรียกมันว่า เสี่ยวหลงเปา แต่สูตรนี้ท่านต้องอีก3เดือน เพราะส่วนผสมลับที่ข้าทำไว้ยังไม่เสร็จหากเสร็จแล้วข้าจะทำไปมอบให้ท่านลองชิมดูก่อนว่าถูกใจหรือไม่ ในส่วนของสูตรซาลาเปาธรรมดาพรุ่งนี้เช้าข้าจะนำไปมอบให้ท่านเ้าค่ะ”
หลังจากพูดคุยทำความรู้จักและแนะนำตัวกันครบทุกคนแล้ว องค์รัชทายาทเอ่ยถามนางเื่น้ำมันจากพืชที่ลู่ชิงเรียกมันว่า คาโนลา เขาเคยพบเห็นแต่น้ำมันจากพืชที่เรียกว่า งา ส่วนใหญ่น้ำมันที่ใช้กันมาจากสัตว์ จึงรู้สึกสนใจเป็อย่างมาก เขาคิดว่าการเดินทางมาในครั้งนี้นอกจะมีเื่ให้น่ายินดีอย่างการผลิตเกลือยังค้นพบพืชชนิดใหม่ ที่ในอนาคตอาจเป็พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เข้าแคว้นแห่งนี้ก็เป็ได้ จึงได้ซักถามอยู่เป็เวลานานโดยมีเกาเทียนเย่และเว่ยหยางิร่วมซักถามด้วยเช่นกัน
“ก่อนหน้านี้เ้าบอกว่า้าคู่ค้ากิจการขายน้ำมันจากพืชที่เ้าเรียกมันว่า….?”
องค์รัชทายาทเอ่ยกับลู่ชิงเขายังจำชื่อพืชที่นางบอกไม่ได้
“เรียกว่าน้ำมันคาโนลาเ้าค่ะ”
องค์รัชทายาทหันไปมองหน้าเว่ยหยางิส่งแววตาล้อเลียนพร้อมเอ่ยออกมา
“ข้าว่าหุ้นส่วนใหญ่ของร้านฟู่เทียนอย่างคุณชายเว่ยเหมาะสมที่สุด เ้าสามารถเจรจาการค้ากับเขาได้เลยคุณหนูลู่ชิง ร้านฟู่เทียนยินดีเป็คู่ค้ากับเ้า”
สืบเนื่องจากเื่หัวขโมยที่ลู่ชิงไปมีเื่เมื่อเช้าขณะที่เว่ยหยางิเข้าไปช่วยนาง องค์รัชทายาทและเกาเทียนเย่ที่เพิ่งเดินทางมาถึง จึงแวะเข้ามาดูกิจการร้านฟู่เทียนที่เขาและสหายสนิทอย่างเกาเทียนเย่และเว่ยหยางิเป็ผู้ริเริ่มก่อตั้งร้านนี้มาด้วยกัน เขาและเทียนเย่แวะขึ้นไปพักผ่อนบนห้องห้องพักชั้นสองของร้านเมื่อมองออกไปทางหน้าต่างได้ทันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างและไม่คิดว่าสหายของเขาที่ปกติจะไม่ชอบยุ่งเื่ของใคร ใครจะเป็จะตายอย่างไรเขาไม่เคยสนใจ หากไม่ใช่เื่ของตนเองหรือพวกพ้อง กลับเข้าไปยื่นมือช่วยเหลือดรุณีน้อยนางนี้ หากนางอยู่ในวัยปักปิ่นเขาอาจคิดไปไกล ถึงขั้นที่ว่าสหายเขาเป็วีรบุรุษช่วยหญิงงามเพื่อสานสัมพันธ์ แต่ดูแล้วสหายเขาคงต้องเลี้ยงดูนางไปอีกหลายปีกว่าจะโต
“พระองค์ไม่ทรงคุยข้อตกลงเองเลยล่ะพะยะค่ะ ร้านนั้นทั้งพระองค์และเทียนเย่ต่างก็ถือหุ้นร่วมกัน คิดเริ่มก่อตั้งมาด้วยกันแต่ทำไมมีแต่ข้าที่ออกหน้าเพียงผู้เดียว พระองค์ไม่ออกหน้าข้ายังพอเข้าใจ แต่เ้าเทียนเย่ เ้าไม่เคยช่วยแถมยังโยนปัญหางานมาให้ข้าแก้อีก รู้ไหมข้าเพิ่งเดินทางกลับมาจากสาขาตงหยวนที่เป็เ้าคิดร่ำร้องอยากเปิดสาขาที่นั่นและบอกว่าจะดูแลสาขานั้นให้ดีเอง แต่สุดท้ายงานบริหารงานบัญชีทุกสิ่งอย่างเ้าก็โยนมาที่ข้าเพียงผู้เดียว”
เว่ยหยางหมินเอ่ยบ่นกับเกาเทียนเย่ไปพักใหญ่ แต่เกาเทียนเย่ตอบกลับมาว่า
“ก็ข้าปฏิเสธเทียบเชิญของเหล่าคุณหนูพวกนั้นไม่ได้นี่น่าเ้าก็รู้ ข้าไม่ชอบทำให้สตรีต้องผิดหวังช้ำใจ เ้าไม่รู้หรอกพวกนางเสียใจมาก หลังจากที่เ้าไม่คิดยอมกลับไปอยู่ที่นั่นอีก เดือดร้อนให้ข้าต้องคอยปลอบใจเหล่าสาวงามทั้งหลาย โดยเฉพาะคุณหนูถังอิงฮวา อดีตคู่หมั้นวัยเยาว์ของเ้า เห็นว่าจะตามมาเปิดกิจการค้าผ้าที่เมืองนี้ด้วยแต่ติดว่าบิดานางไม่ยินยอม”
“ข้าจะอยู่ไหน ทำอะไร มันไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับพวกนางสักนิด”
“พอเถอะ เ้าก็รู้ดีนี่ สตรีเพียงนางเดียวในใจของเว่ยหยางิคือแม่นมสุ่ย”
ครั้งพอรัชทายาทพูดจบก็มีเสียงหัวเราะและคำพูดตอบรับของเกาเทียนเย่ดังออกมาทันที
“ใช่แล้ว ข้าเห็นจริงตามที่พระองค์ว่า”
เว่ยหยางิผู้มี ใบหน้าเรียบเฉยเ็า ใช้สายตาเสมือนใบมีดแหลมคมนับพันเล่มส่งมันไปให้เกาเทียนเย่ในทันที
เกาเทียนเย่ผู้ที่รู้จักเอาตัวรอดจึงเอ่ยออกมาอย่างเป็งานเป็การว่า
“ข้าว่าเรารีบไปดูวิธีการผลิตเกลือที่คุณหนูลู่เตรียมสาธิตไว้รอพระองค์ดีไหมพะยะค่ะ พระองค์จะได้รีบส่งข่าวให้แก่องค์ฮ่องเต้ แคว้นเราจะได้ไม่ต้องประสบปัญหาเกลือที่แพงกว่าทองคำอีก”
เมื่อเกาเทียนเย่กล่าวจบก็ลุกเดินออกไปพร้อมองค์รัชทายาทในทันที
“คุณชายเว่ยข้าว่าเราไปพูดคุยข้อตกลงการค้าน้ำมันคาโนลาระหว่างเดินทางไปดูนาเกลือดีกว่าเ้าค่ะ”
ลู่ชิงรีบเอ่ยกับเว่ยหยางิเพราะเกรงว่าจะดูไม่ดีหากให้องค์รัชทายาทและผู้อื่นรอนาน เว่ยหยางหมิงจึงลุกขึ้นพยักหน้าตอบรับนางและเดินตามพวกเขาออกไปเช่นกัน